ท่าช้างวังหลวง
ตามประสาคนวัยหลังเกษียณข้าพเจ้าก็มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยี่ยมเยือนเหมือนกัน
ไม่กี่วันก่อนยาที่ต้องใช้ประจำหมด จะหยิบยากล่องใหม่...ชะอ้าว ยาหมดเกลี้ยง
พอดูวันที่คุณหมอนัดตรวจครั้งหน้า นี่นานถึงหนึ่งเดือนครึ่ง
นึกได้ว่าคุณหมอคงจะลืมให้เอกสารรับยาเพิ่มแน่ๆเลย
จะรีบขอเอกสารที่เรียกว่าใบรีฟิลยาก็ต้องแจ้งในวันที่คุณหมอออกตรวจ
ซึ่งก็อีกสัปดาห์ซึ่งจะได้ยาไม่ทันใช้แน่ๆ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารีบไปซื้อยา
ข้าพเจ้าจึงรีบไปซื้อยาแถวๆโรงพยาบาลศิริราช
เมื่อซื้อยาแล้วเห็นว่าไหนๆออกมานอกบ้านทั้งที
ถือโอกาสเที่ยวเดินเล่นสักหน่อย ก็เดินดูอะไรเรื่อยเฉื่อยแถวศิริราช
แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเที่ยวฝั่งท่าพระจันทร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเดินเรื่อยไปจนถึงท่าเรือท่าช้าง
เห็นท่าช้างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีท่าช้างแบบท่าช้างในความทรงจำของข้าพเจ้า
ท่าช้างของข้าพเจ้าหายไปแล้ว
ประวัติแรกเริ่มของท่าช้าง (จาก
วิกิพิเดีย)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พื้นที่แถบนี้ถูกเรียกว่า "ท่าพระ" หรือ "ประตูท่าพระ" เนื่องจากเป็นประตูที่ใช้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี มาเพื่อประดิษฐานไว้ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร แต่ทว่าไม่สามารถอัญเชิญเข้าได้ จึงมีการรื้อประตูและกำแพงวังบางส่วนออก แต่ทว่าชื่อนี้ไม่ใคร่เป็นที่เรียกติดปากของผู้คนมากเท่า "ท่าช้าง" ซึ่งเป็นจุดเดียวกับบริเวณประตูเมืองที่นำช้างซึ่งเลี้ยงไว้ในพระบรมมหาราชวัง หรือพระราชวังหลวง เพื่อลงอาบน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเรียกกันว่า "ท่าช้างวังหลวง" ต่อมาใน พ.ศ. 2351 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากสุโขทัยมาทางแพเพื่อมาประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม และพักแพที่ท่าช้างวังหลวงเพื่อประกอบพระราชพิธีสมโภชเป็นเวลา 3 วัน แต่พระพุทธรูปไม่สามารถผ่านประตูเมืองบริเวณนี้ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อประตูและกำแพงบางส่วนออก แล้วสร้างประตูใหม่พระราชทานนามว่า "ประตูท่าพระ" แต่ประชาชนยังคงนิยมเรียกกันว่า ท่าช้าง หรือท่าช้างวังหลวง
![]() |
| แห่พระศรีศากยมุนี ภาพจากposttoday |
ปัจจุบันเป็นท่าเรือข้ามฟากซึ่งเอกชนได้เช่าจากกรุงเทพมหานครมาดำเนินการ
ส่วนท่าพระปัจจุบันใช้เรียกท่าเรือบริเวณใกล้เคียงท่าช้างวังหลวง
และยังเป็นชื่อวังท่าพระที่ตั้งอยู่บริเวณท่าช้างวังหลวงซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร
บ้านเรือนและอาคารพาณิชย์แถบท่าช้างวังหลวง
เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก หลังคาชั้นบนทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวซีเมนต์
ชั้นล่างด้านหน้า อาคารมีกันสาดมุงด้วยสังกะสีลอนลูกฟูก
โดยมีค้ำยันเหล็กและแปไม้รับน้ำหนัก ผนังและเสาอิงภายนอกทั้งสองชั้น
มีลวดบัวปูนปั้นตกแต่งและเซาะร่องผนังเป็นเส้นตามแนวนอน ทั้งหมด
ประตูและหน้าต่างทำจากไม้สัก โดยประตูหน้าของชั้นล่างเป็นชุดบานเฟี้ยม
ตอนบนมีช่องลม
ส่วนด้านหลังเป็นบานลูกฟักทึบแบบเปิดคู่หน้าต่างชั้นบนด้านหน้าเป็นบานลูกฟักทึบแบบเปิดคู่ตอนบนมีช่องลมไม้ฉลุลายรูปโค้ง
ส่วนหน้าต่างด้านหลังเป็นบานเปิดคู่รูปสี่เหลี่ยม ไม่มีช่องลม
บริเวณห้องริมสุดของอาคารแต่ละด้านรวมทั้งห้องมุมถนนมหาราชจะมีลักษณะพิเศษ คือ
รูปด้านอาคารทำเป็นมุขยื่น มุขชั้นล่างมีเสาลอยขึ้นไปรับระเบียงชั้นบน
กันสาดชั้นล่างเป็นรูปโค้ง ส่วนแผงหน้าจั่วประดับลวดลายปูนปั้น หรือซุ้มสกัดตอน
และกรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
อาคารพาณิชย์ริมถนนมหาราชบริเวณท่าช้างวังหลวงจำนวน 34 คูหา เมื่อปลายปี พ.ศ. 2544
และได้มีการบูรณะปรับปรุงใหม่ให้ดูแลสวยงามและใหม่
หลังจากที่ได้เสื่อมทรุดไปกับกาลเวลา พร้อมกับได้ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบ ๆ ด้วย
ท่าช้างที่ข้าพเจ้ารู้จัก
ข้าพเจ้ามีความทรงจำที่ท่าช้างนี้มากๆ มากจริงๆ โดยเฉพาะความทรงจำในยุค...หนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์...ถ้านับจาก
พ.ศ.2569นี้ ก็นานถึง 40กว่าปีเกือบ50ปีแล้ว
ข้าพเจ้าได้ยินชื่อรู้จักท่าช้างมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมต้น(ประมาณ
พ.ศ.2509ค่อนไปทางลบเล็กน้อย)
ที่รู้เพราะมีแม่ค้าหาบของขายเจ้าประจำแกมาขายผลไม้ที่หน้าบ้านบ่อยๆ(บ้านหลังแรก) ยังพอจะจำได้ว่าคุณป้าแกคล้ายๆดารารุ่นเก่า
คือ ป้าทอง
(ป้าสุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต)บ้านข้าพเจ้าอยู่แถวๆเวิ้งนาครเขษม
เป็นตึกแถวรุ่นเก่าคล้ายๆตึกเก่าแถวตลาดนางเลิ้ง คุณป้าแม่ค้าแกว่าหาบของมาจากท่าช้างวังหลวง
ชื่อนี้คนสมัยนั้นเขามักเรียกท่าช้างเต็มๆว่าท่าช้างวังหลวง ระยะทางจากท่าช้างมาถึงบ้านข้าพเจ้าจะประมาณ2.5ก.ม.บวกนิดๆ
แต่ป้าหาบของเร่ขายอ้อมไปตรงนั้นตรงนี้บ้าง แกว่าบางทีมาถึงบ้านข้าพเจ้าก็ร่วมๆ 5 ก.ม.
คุณป้าแม่ค้าแกขายผลไม้จากสวนของแกที่อยู่ในคลองบางกอกน้อยแถวบางขุนนนท์
แน่นอนว่าผลไม้สำคัญของป้าย่อมเป็นทุเรียนบางขุนนนท์ดั้งเดิม และมีทุเรียนเมืองนนท์บ้าง
เช่นทุเรียนกบ ชะนี ก้านยาว กำปั่น อีลวง กระเทย กระดุม พวงมณี
ยังมีพันธุ์ที่นึกชื่อไม่ออกอีก ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าทุเรียน แกก็ขายมะม่วงบ้าง กล้วย
มะละกอ กระท้อน ละมุด แกจะเอาของลงเรือมาขึ้นที่ท่าช้างวังหลวง ให้ลูกสาวตั้งกระจาดขายผลไม้ที่ท่าเรือท่าช้าง
ส่วนป้าหาบของขายมาตามเส้นทางไปวัดโพธิฯฝั่งท่าเตียน ปากคลองตลาด บ้านหม้อ
วังบูรพา สะพานเหล็ก เวิ้งนาครเขษมแถวบ้านข้าพเจ้า
มานั่งพักหน้าบ้านเพราะแกคุ้นเคยกับย่าข้าพเจ้ามาตั้งแต่ยังสาวกันทั้งคู่
ถ้าขายไม่หมดก็จะหาบเร่ขายไปถึงเยาวราช
ข้าพเจ้ารู้จักท่าช้างไปท่าช้างก็เพราะในวันทีป้าไม่ได้หาบเร่มาแถวบ้าน
คนที่บ้านอยากรับประทานทุเรียน
ก็จะไปซื้อทุเรียนของป้าที่ป้ากับลูกสาววางกระจาดขายอยู่ที่ท่าเรือท่าช้าง
![]() |
| ทางเดินเข้าท่าช้าง พ.ศ.2510 ภาพจาก เคล็ดไทย |
ท่าช้างสมัยที่ข้าพเจ้าไปซื้อทุเรียนของป้านั้นน่าจะ พ.ศ.2510เป็นต้นไป ผู้ใหญ่ที่บ้านพาไปบ่อย
โดยเฉพาะเมื่อคุณป้าหาบของไม่ไหวแล้ว ป้าแกเลยนั่งขายผลไม้อยู่ที่ท่าช้าง ท่าช้างในยุคนั้นนับว่าเป็นตลาดสดชัดๆ
ยังมัดของด้วยเชือกกล้วย ยังใช้ใบตองห่อของ ยังใช้ถุงกระดาษ มีของขายตั้งแต่บนทางเท้าด้านตรงข้ามพระบรมมหาราชวังและม.ศิลปากรไปจนถึงท่าเรือข้ามฟาก
ตอนวัยเด็กที่ข้าพเจ้าไปท่าช้าง
พอจะจำได้แค่ว่าไปซื้อกับข้าว ผลไม้
บางทีมีตื่นเต้นที่ได้นั่งเรือข้ามฝากไปวัดระฆัง มีคนลงเรือข้ามฟากเยอะ
ความเป็นเด็กเลยจำได้ไม่ละเอียด จำได้แค่ว่าที่ท่าช้างมีคนเยอะมีของขายเยอะ
จำเรื่องท่าช้างได้มากจะเป็นช่วงเรียนมัธยมที่เริ่มเที่ยว
และยิ่งจำได้มากสุดๆก็เป็นช่วงเรียนช่างกล เพราะเป็นยุคหวานแหววของหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์
หนุ่มช่างกลรูปหล่อต้องไปรับสาวพาณิชย์น่ารักทุกวัน ต้องผ่านท่าเรือท่าช้างทุกวัน
หลายครั้งต้องนั่งเรือหางยาวที่ท่าเรือท่าช้างด้วยกันสองคน เพื่อไปส่งสาวที่บ้านคลองบางใหญ่
จากท่าช้างไปปากคลองบางใหญ่จำได้ว่าค่าเรือคนละสามบาทห้าสิบสตางค์
ความทรงจำของข้าพเจ้าเกี่ยวกับท่าเรือท่าช้างจะจำแม่นเป็นพิเศษในช่วงหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์นี้เอง
จำได้เพราะเดินซื้อของที่ท่าช้างด้วยกัน นั่งเรือหางยาวไปบางใหญ่
หรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าช้างไปท่าน้ำนนท์ บางทีข้าพเจ้านั่งรับประทานอาหารรอเธอที่ท่าช้าง
บางทีเราสองคนผ่านท่าช้างไปขึ้นรถเมล์ที่ท้องสนามหลวง
บางทีข้าพเจ้ากลับจากบางใหญ่มาขึ้นท่าเรือท่าช้าง
ก็มักแวะรับประทานอาหารก่อนกลับบ้าน
เวลาที่ได้คุ้นเคยกับท่าช้างจึงมีโคตะระมากของมาก รายละเอียดของท่าช้างมาจำได้ก็เพราะสาวพาณิชย์นี้เอง
จำได้ว่าที่ท่าช้างตั้งแต่ทางเข้ามีแม่ค้าพ่อค้ามาตั้งแผงวางกระจาดขายของเยอะแยะไปหมด
บางวันขายทางฝั่งซ้ายและขวาของถนนลงท่าเรือ โดยเว้นที่ให้รถขนของเข้าไปได้
บางวันวางของขายเต็มไปหมดคล้ายตลาดนัด ของที่มีขายมีทั้งผลไม้ ผัก กุ้ง หอย ปู ปลา
เครื่องแกง หมากพลู กับข้าวต่างๆ ขนม ดอกไม้พวงมาลัย มีหาบเร่ขายน้ำตาลสด
หาบขายกล้วยปิ้งมันปิ้ง หาบขนมจีน มีร้านอาหารหลายร้านไปจนจรดท่าเรือ
ร้านข้าวมันไก่เจ้าหนึ่งชื่อร้านฮกซ้วงย้ายมาขายที่ปากซอยบ้านปัจจุบันของข้าพเจ้าด้วย
เฮียแกยังจำเรื่องราวของท่าช้างได้
ตรงใกล้ๆทางเข้าท่าเรือท่าช้าง มีร้านขายปูทอด เป็นปูตัวเล็กๆไปจนถึงปูตัวจิ๋ว
ทอดจนกรอบรับประทานได้ทั้งกระดองทั้งตัว สาวพาณิชย์เธอซื้อกลับบ้านคลองบางใหญ่
ข้าพเจ้าเห็นก็งงว่ารับประทานได้รึ เพราะไม่เคยรับประทานมาก่อน
ที่แท้ปูตัวเล็กๆนี้เรียกปูกะตอย เอาไว้ทอดกรอบรับประทานเล่น หรือเป็นกับข้าวได้ หรือดองน้ำปลาใส่ส้มตำได้
ผักและผลไม้ที่มีขายที่ท่าช้าง แทบทั้งหมดชาวสวนคลองบางกอกน้อยเอามาขาย
แม่ค้าจะใส่หมวกงอบกันทั้งนั้น แต่ภายหลังจากครบสองร้อยปีรัตนโกสินทร์
ข้าพเจ้าเองเรียนจบอุดมศึกษาในช่วงนั้นพอดียังมีอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว พ่อค้าแม่ค้าที่คุ้นเคยท่านมีอายุรุ่นลุงป้าตายายทั้งนั้น
สังเกตเห็นว่าแม่ค้ารุ่นลูกหลานใส่หมวกงอบน้อยลงไปมาก คงเพราะพวกพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเดิมท่านชราภาพกันแล้ว
จึงเลิกมาขายของด้วยตัวเอง ให้ลูกหลานมาขายเขาก็เริ่มใส่หมวกที่เบาๆทันสมัยกว่า
ถ้าเป็นหน้าทุเรียน ที่ท่าช้างจะเป็นดงทุเรียนกันเลย
ตอนที่ข้าพเจ้ายังเด็กทุเรียนส่วนมากเป็นทุเรียนสวนบางขุนนนท์
ต่อมาน้ำท่วมสวนบางขุนนนท์เสียหายไปมาก ก็มีทุเรียนบางใหญ่ ทุเรียนนนท์เข้ามาเสริม
ทุเรียนที่มีขายจะเป็นทุเรียนกบ ชะนี ก้านยาว กำปั่น อีลวง กระเทย
กระดุม พวงมณี นึกออกอีก 3 ชื่อ จอกลอย สาวชม กระปุกทองดี
ที่ข้าพเจ้าพอจะจำชื่อพันธุ์ทุเรียนได้
ก็เพราะสาวพาณิชย์บ้านเธอเป็นสวนทุเรียนนั่นเอง ปัจจุบันทุเรียนบางขุนนนท์ทุเรียนบางใหญ่เป็นตำนานไปแล้ว ตอนนี้ไปซื้อทุเรียนที่ท่าช้าง
คงจะได้แต่ทุเรียนระยองหรือปราจีนบุรีแล้วละมั๊ง
มะม่วงก็เป็นผลไม้ที่มีขายมากที่ท่าช้าง
ถ้าเป็นหน้ามะม่วงจะมีมะม่วงอกร่องขายเต็มไปหมด สมัยนั้นไม่ฮิตมะม่วงน้ำดอกไม้
ข้าพเจ้ายังทันซื้อมะม่วงที่เขาใส่ชะลอมย่อมๆให้
ยุคนั้นยังใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลหรือถุงกระดาษพับเองยังไม่มีถุงก๊อบแก๊บ
ผลไม้และผักที่ขายที่ท่าช้างในยุคนั้น ยังเป็นของชาวสวนจริงๆ
เป็นสวนในคลองบางกอกน้อย ตลิ่งชันคลองบางใหญ่ คลองอ้อม
การขนส่งสะดวกมากเพราะมีเรือหางยาววิ่งคึกคัก ลูกค้าที่มาซื้อก็มีมาก
เพราะท่าช้างเป็นจุดที่คนมาขึ้นลงรถเมล์เยอะ มานั่งเรือข้ามฟากเยอะมาก
มาขึ้นลงเรือด่วนเจ้าพระยา และที่สำคัญคือ
เป็นจุดต้นสายเรือหางยาวที่สำคัญสุดๆของยุคนั้น ยุคที่ผู้คนในคลองบางกอกน้อย คลองบางใหญ่
คลองอ้อม ยังไม่มีถนนตัดผ่านใกล้ๆ หน้าบ้านก็คือริมคลองหลังบ้านคือสวน
พาหนะสำคัญคือเรือหางยาว เรือสองตอนหรือเรียกเรือบรื๋อ จุดหมายปลายทางคือท่าช้างทั้งนั้น
![]() |
| ด้านหน้าท่าช้าง พ.ศ.2510 ภาพจากเคล็ดไทย |
ในช่วงหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์
ข้าพเจ้าเห็นคนซื้อปลาและกุ้งที่ท่าช้างกันมาก
ถ้าเป็นปลาน้ำจืดจะเป็นปลาจับได้ตามธรรมชาติ เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล ปลากรายก็ยังพอมี และปลาที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก
เพราะสาวพาณิชย์คนนั้นเธอไม่เคยซื้อ เธอว่าปลาจับเอาแถวบ้านก็ได้
ที่ข้าพเจ้าอึ้งก็คือ
กุ้งก้ามกรามที่มีขายที่ท่าช้างยังมีเป็นกุ้งที่เขาจับในคลองบางกอกน้อย คลองอ้อม
คลองบางใหญ่ ส่วนมากเป็นคลองอ้อม คลองบางใหญ่ ในยุคนั้นข้าพเจ้ายังทันจับกุ้งก้ามกรามที่คลองอ้อม
แค่กางผ้าขาวม้าลงคลองเข้าใต้ถุนบ้าน เอามือไสๆใกล้พื้นหรือโคนเสาบ้าน จะมีกุ้งก้ามกรามติดผ้าขาวม้ามาง่ายๆ
ตอนที่ควงสาวพาณิชย์ไปลงเรือหางยาวที่ท่าช้าง
วันหนึ่งข้าพเจ้างุนงงมากที่เจอกับข้าวอย่างหนึ่ง เพราะไม่เคยรับประทาน
ไม่มีขายทั่วไป ถ้าจะรับประทานต้องไปร้านขายอาหารป่าเท่านั้นซึ่งอาจไม่มีด้วย
นั่นคือ เจอคนขายผัดเผ็ดหมูป่าใส่หม้อใบย่อมๆ
ลุงคนขายจะตักใส่กระทงใบตองสดแล้วเอาใบต้องปิดแทนฝาเอาเชือกกล้วยมัด
เป็นหมูป่าจริงๆสมัยนั้นยังไม่มีใครทำฟาร์มหมูป่า
ถามลุงคนขายแกว่านานๆจึงจะมีเนื้อหมูป่ามาขาย บางทีมีเก้ง มีเนื้องูเหลือมงูเห่า
ของพวกนี้ต้องแอบขายและขายหมดเร็วมีลูกค้าประจำ
ที่ท่าช้างจึงแอบมีของป่ามาขายอยู่บ้าง
ถ้าเราหันหน้าเข้าหาท่าช้าง ตรงถนนหรือตรงกลางเป็นบริเวณที่พ่อค้าแม่ค้ามาตั้งของขายเหมือนเป็นตลาด ด้านซ้ายจะเป็นรั้วของราชนาวีสโมสร
ด้านขวาจะเป็นตึกแถวรุ่นเก่าคลาสสิก ตึกแถวนี้ในสมัยข้าพเจ้ายังเด็กจนถึงเรียนจบอุดมศึกษา
ตรงนี้จะเป็นร้านค้าร้านอาหารหลายร้าน มีร้านขายหนังสือสารพัดอ่าน
จะมีแผงหนังสือหน้าร้านและแขวนหนังสือต่างๆเต็มไปหมด จำได้ว่าตรงกลางของตึกแถวจะเว้นห้องของตึกแถวคล้ายทำเป็นซอย
มีร้านก๋วยจั๊บอร่อยที่ข้าพเจ้าไปรับประทานบ่อยๆ ตรงหัวมุมตึกเป็นร้านข้าวแกง
มีกับข้าวใส่หม้อใส่ถาดไม่น้อยกว่ายี่สิบอย่าง
และที่ข้าพเจ้ามีความทรงจำที่ดีฝังใจ จะเป็นร้านข้าวแกงอีกร้านหนึ่งที่อยู่ถัดจากมุมตึกไปในส่วนที่ติดท่าเรือ
ร้านข้าวแกงท่าเรือท่าช้างเจ้านี้ คุณลุงเจ้าของร้านเป็นคนสุพรรณบุรี
ข้าพเจ้าเคยแวะรับประทานมาตั้งแต่ครั้งเรียนมัธยมก่อน พ.ศ.2520 แต่นานๆจะมาสักครั้ง
มาเป็นลูกค้าประจริงๆก็ตอนเรียนช่างกล ป.ว.ช. - ป.ว.ส. 5 ปี ร้านข้าวแกงของคุณลุงสุพรรณบุรีจะเป็นร้านข้าวแกงที่อยู่ลึกสุดของท่าช้าง
คืออยู่ในโซนติดกับท่าเรือ เยื้องๆตรงข้ามแบบเฉียงๆหน่อยก็คือร้านขายปูกะตอยทอดกรอบที่สาวพาณิชย์ซื้อกลับบ้าน
จุดเด่นร้านของคุณลุงจะมีแกงใส่หม้อใบใหญ่ตั้งไว้ที่หน้าร้านเรียงกันร่วมสิบหม้อ
มีแกงครบทุกชนิด พวกกับข้าวผัดต่างๆจะใส่ถาดเรียงไว้เต็มไปหมด แกว่ากับข้าวที่ทำจะมีเวียนกันราวสามสิบกว่าอย่าง
ข้าพเจ้าจะแวะรับประทานข้าวแกงที่ร้านลุงสุพรรณบุรีในช่วงใกล้เที่ยงก่อนไปรับสาวพาณิชย์
หรือไม่ก็เป็นช่วงใกล้ค่ำที่เลิกเรียนกลับจากสถาบัน
กับข้าวสุดอร่อยของร้านคือแกงเผ็ดต่างๆ ผัดเผ็ดปลาดุก ผัดเผ็ดปลาไหล พะแนงเนื้อ
บางวันมีผัดเผ็ดปลากระเบน มีลูกค้ามานั่งรับประทานหรือซื้อกับข้าวอยู่เรื่อยๆ
ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าแกมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่เรียนช่างกล
ไม่เคยคุยสนิทสนมอะไรกับลุงแกเลย แค่แวะมารับประทานอาหารเท่านั้น
และแล้ววันที่ข้าพเจ้าต้องอึ้งซึ้งใจก็มาถึง
ค่ำวันหนึ่งเลิกเรียนนั่งรถมาลงท่าช้าง
ข้าพเจ้าเดินไปท่าเรือเพื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านลุงสุพรรณบุรี
สั่งข้าวราดผัดเผ็ดปลาดุกกับแกงเขียวหวานไก่ที่ชอบรับประทานประจำ มีไข่ดาว 1 ฟอง
ขณะที่ข้าพเจ้านั่งรับประทานคนเดียวนั้น สังเกตเห็นโต๊ะติดกันมีผู้ชายและหญิงในวัยทำงาน
เป็นแฟนกันนั่งรับประทานข้าวราดแกง สองคนนี้เหลือบมองดูข้าพเจ้านั่งรับประทานบ่อยๆ
ในที่สุดผู้ชายก็ถามข้าพเจ้าว่า...ข้าวของน้องสั่งพิเศษใช่มั๊ย
แบบนี้จานละเท่าไร...ข้าพเจ้าตอบว่าสั่งข้าวกับข้าวสองอย่างไปธรรมดาไม่ได้เพิ่มพิเศษอะไรเลย...พี่แกก็ชี้ให้ดูที่จานข้าวของแกกับแฟนว่า...ของพี่ก็กับข้าวสองอย่าง
แต่ทำไมมันจานของน้องถึงมีเยอะขนาดนี้...ข้าพเจ้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าเป็นอย่างที่แกพูดจริงๆ
จานของข้าพเจ้ามีทั้งข้าวและกับข้าวพูนจานมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แต่มานั่งรับประทานทีไรทั้งข้าวและกับข้าวก็ปริมาณนี้ทุกครั้งนี่นา ราคาก็ปกติ
ตอนนั้นนึกแค่ว่าตอนค่ำแสงในร้านไม่สว่าง ลุงแกคงตักพลาดเยอะไปบ้างละมั้ง
![]() |
| ทางเดินด้านใน สุดทางจะเป็นร้านลุงสุพรรณบุรี ภาพ Doi Kuro |
อีกสองสามวันต่อมาตอนค่ำไปนั่งรับประทานข้าวแกงร้านลุงสุพรรณบุรีอีก
วันนั้นหลังเลิกเรียนได้เล่นเซปักตะกร้อที่สถาบันจนเหนื่อย
พอลงรถเมล์ที่ท่าช้างก็รีบไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านลุงสุพรรณบุรี แกก็ตักข้าวและกับข้าวจนพูนจานเยอะๆอีกเหมือนเดิม
ข้าพเจ้ารับประทานด้วยความหิวจนหมด
จำได้ว่าวันนั้นอยากรับประทานเพิ่มเพราะมีผัดเผ็ดปลากระเบนที่ชอบมาก
เลยสั่งข้าวราดผัดเผ็ดมาอีกจาน
ตอนสั่งข้าวจานที่สองนั้นคุณลุงแกไปผัดกับข้าวถาดใหม่อยู่
จึงไม่เห็นข้าพเจ้าสั่งข้าวจานที่สอง
พอข้าพเจ้ารับประทานข้าวแกทำกับข้าวถาดใหม่เสร็จ
เห็นแกมองๆมาที่ข้าพเจ้าอย่างไรชอบกล พอรับประทานเสร็จก็เดินไปจ่ายเงินให้คุณลุง
แกพูดว่า....ไอ้หนุ่มลุงขอโทษด้วยนะ สงสัยลุงตักข้าวให้น้อยไปหน่อย
หนุ่มเลยต้องสั่งสองจานเสียเงิน...ตอนนั้นสีหน้าแกแบบเสียใจเหมือนแกทำผิด
คุณลุงคิดเงินข้าวจานที่สองแค่ครึ่งราคา
ข้าพเจ้าบอกแกว่าข้าวที่ลุงตักให้เยอะมาก
วันนี้ที่ข้าพเจ้ารับประทานสองจานไม่ใช่ว่าจานเดียวไม่อิ่ม
บังเอิญเล่นกีฬามาเหนื่อย และมีผัดเผ็ดปลากระเบนที่ชอบมาก
เลยรับประทานอีกจานท้องแทบแตก
ข้าพเจ้านึกเรื่องที่ชายหญิงวัยทำงานเคยถามเรื่องข้าวราดแกงจานข้าพเจ้ามันเยอะมาก
จึงเล่าให้คุณลุงฟัง
คุณลุงคนสุพรรณบุรีเจ้าของร้านข้างแกงที่ท่าเรือท่าช้างบอกข้าพเจ้าว่า...ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา
ลุงจะตักข้าวตักกับให้เยอะๆ จะได้กินจานเดียวอิ่ม จะได้มีแรงเรียนหนังสือ
จะได้มีเงินค่าขนมเหลือ..ข้าพเจ้าฟังแล้วอึ้งซึ้งใจ นับตั้งแต่วันนั้น
ถ้าข้าพเจ้าผ่านไปแถวท่าช้าง ถึงไม่ได้หิวข้าว ก็จะแวะไปซื้อกับข้าวร้านลุงเสมอ
ตอนเรียนช่างกลช่วงแรกสังเกตได้ว่า
เชือกมัดของเป็นเชือกพลาสติกแบบที่เรียกว่าเชือกฟาง
ส่วนเชือกกล้วยเริ่มไม่ค่อยเห็น ถุงก็อบแก๊บเริ่มมา แต่ถุงกระดาษยังใช้กันเยอะ
หลังจากเรียนจบทำงานแล้ว ไม่กี่ปีสาวพาณิชย์คนนั้นหายไปด้วยเหตุสุดวิสัย
แต่ข้าพเจ้ายังคงแวะท่าช้างซื้อกับข้าวร้านคุณลุงอยู่เสมอ
จึงยังเห็นเรื่องราวของท่าช้างต่อมาอีก จำได้ว่าพ่อค้าแม่ค้าที่ใส่หมวกงอบไม่มีแล้ว
ทั้งยังมาตั้งแผงขายของน้อยลง เชือกกล้วย กระทงใบตอง ถุงกระดาษ ไม่มีแล้วเพราะถุงก๊อบแก๊บเข้ามาแทน
ทุเรียนบางขุนนนท์ ทุเรียนนนทบุรี หายไปเพราะสวนล่มตอนน้ำท่วมใหญ่
ร้านอาหารที่ตึกแถวเริ่มลดลง ท่าเรือข้ามฟากท่าเรือหางยาวไปบางใหญ่ยังอยู่
แต่ในความเป็นจริง
ท่าช้างเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด
ในช่วงวัยทำงานหลัง พ.ศ.2525
ตรงบริเวณป้ายรถเมล์ท่าช้างเริ่มมีคนมาตั้งแผงแบกะดินมากขึ้น ขายพวกงานเย็บหนังเล็กๆน้อยๆ
ของแอนติกเก๊บ้างจริงบ้าง มีแผงหนึ่งเขาเอาหนังสือใหม่ๆมาขายลดราคาจากปกเยอะมาก
บางครั้งหนังสือเพิ่งออกจำหน่าย แต่แผงนี้ขายครึ่งราคา มีคนไปอุดหนุนกันมาก
และที่มีเพิ่มมาแถวๆด้านหน้าทางเข้าท่าช้างอีกอย่างคือ แผงขายยาแผนโบราณหลายแผง
ซึ่งแต่เดิมแผงขายยาแผนโบราณจะมีอยู่ไปทางท่าพระจันทร์มากกว่า
หลายปีต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้นมาก ทางฝั่งธนบุรีมีถนนตัดใหม่เพิ่มขึ้น
มีถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี มีถนนวงแหวนต่อไปออกบางใหญ่บางบัวทอง สุพรรณ
และไปออกถนนสายเอเชีย ภายหลังยังมีถนนราชพฤกษ์ วิถีชีวิตของคนทางฝั่งธนบุรี
บางใหญ่ บางบัวทอง เปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิถีชีวิตริมคลองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
คลองบางกอกน้อย คลองบางใหญ่ คลองอ้อมนนทบุรี ไม่ใช่เส้นทางหลักของชาวสวนอีกแล้ว
ลูกหลานชาวสวนส่วนมากขายสวนเลิกทำสวน เลิกเดินทางด้วยเรือหางยาว
เพราะมีถนนตัดผ่านใกล้บ้าน
ชาวสวนคลองบางกอกน้อยเลิกทำสวน เลิกมาขายผลไม้ที่ท่าช้าง
แถมกฎระเบียบของเทศกิจสร้างปัญหาให้บ้าง พ่อค้าแม่ค้ายุคค้าขายท่าช้างรุ่งเรือง
ต่างเข้าวัยชรากันหมดมาขายเองไม่ไหว แผงขายของที่เคยมีมากก็ลดลงอย่างน่าใจหาย
คนข้ามเรือข้ามฟากลดลงเพราะมีรถเมล์มีถนนสะดวกกว่า คนนั่งเรือหางยาวยิ่งลดลง
ความสำคัญคึกคักของท่าเรือหางยาวที่ท่าช้างซบเซาลง
ต่อมาหลังพ.ศ.2540 ข้าพเจ้าย้ายบ้านเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ท่าพระจันทร์
แต่นานๆครั้งก็ยังเดินเลยแวะมาเที่ยวท่าช้างอยู่บ้าง
ซึ่งเป็นยุคนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันแล้ว
บรรยากาศของท่าเรือท่าช้างที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยในยุคหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์หมดไป
![]() |
| ท่าช้างสมัยก่อน |
| ท่าช้างปัจจุบัน ภาพ sihawatchara |
ปลายปีก่อน(พ.ศ.2568) ข้าพเจ้าไปถ่ายภาพวัดโพธิฯ นึกถึงย่านท่าเตียนที่ไม่ได้ผ่านไปนานมาก ที่ตรงนี้ก็มีอดีตหวานแหวว และเห็นว่าแถวนี้ก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน จึงเดินไปถ่ายรูป ไปๆมาๆเดินไปถึงท่าช้าง ระลึกอดีตขึ้นมาจึงเดินถ่ายรูปบริเวณท่าช้างอีก ซึ่งไม่มีท่าช้างแบบของหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ในครั้งนั้นอีกแล้ว ท่าช้างของข้าพเจ้าหายไปโดยสิ้นเชิง ท่าเรือท่าช้างของข้าพเจ้าถูกรื้อไปหมดแล้ว แผงขายของพ่อค้าแม่ค้าไม่มีแล้ว ร้านข้าวแกงลุงสุพรรณบุรีไม่มีแล้ว พื้นที่บริเวณท่าช้างปรับเปลี่ยนใหม่เป็นทางเข้าออกอุโมงค์ใต้ดิน ตัวท่าเรือเดิมกลายเป็นลานริมแม่น้ำ มีนักท่องเที่ยวเดินเต็มไปหมด ท่าเรือสร้างแบบใหม่ขยับออกไปทางขวาสุด
| อุโมงค์ที่ท่าช้าง ภาพ sihawatchara |
| ตรงนี้เคยเป็นอาคารท่าเรือข้ามฟากและท่าเรือหางยาวไปบางใหญ่ |
ที่ทำให้วังเวงใจก็คือท่าเรือหางยาวไปคลองบางกอกน้อยไปปากคลองบางใหญ่ ปัจจุบันไม่มีเรือหางยาววิ่งไปบางใหญ่ตลอดวันอีกแล้ว เสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวที่เคยดังตลอดวันไม่มีแล้ว เรือหางยาวกลายเป็นเรือเช่านำเที่ยวคลองบางกอกน้อย ส่วนเรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารไปปากคลองบางใหญ่นั้น ตอนนี้เหลือแค่ตอนเช้าหนึ่งเที่ยว ตอนเย็นอีกหนึ่งเที่ยว ตรงนี้ข้าพเจ้ารู้สึกโหวงเหวงในใจชอบกล
| ท่าเรือหางยาวเหลือแค่นี้ |
| เรือข้ามฟาก |
ในวันนั้นข้าพเจ้าระลึกอดีตถึงท่าช้างที่รู้จัก พบว่ามีกลายอย่างที่จำเลือนรางเสียแล้ว ข้าพเจ้านึกอยากเขียนบันทึกถึงท่าช้างในอดีตเมื่อวันนั้นเอง กลัวว่าเดี๋ยวจะลืมไปมากกว่านี้
| อาคารท่าเรือย้ายไปอยู่ด้านขวาสุด |
ข้าพเจ้าคิดว่า คนเราย่อมมีความทรงจำฝังใจอยู่ในบางสถานที่ ในช่วงวัยต่างๆ ในบางบุคคล ความทรงจำของข้าพเจ้าในช่วงวัยเรียนวัยรุ่น วัยหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์นั้น ความทรงจำนี้มันอยู่ที่ท่าเรือท่าช้างนี้ด้วย
ในวันนั้น ข้าพเจ้านึกไว้อาลัยให้กับท่าเรือท่าช้างที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก ขนาดจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของท่าช้าง ที่เคยเป็นพยานยืนยันเรื่องราวในชีวิตจริงช่วงหนึ่งของข้าพเจ้าครั้งวัยหนุ่ม ที่มีพลังมีความสดใสมีชีวิตชีวา จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ยืนยันว่าอดีตครั้งนั้นมันคือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน จิ๊กซอว์ตัวนั้นยังพังทลายไปแล้ว มันคือ จิ๊กซอว์เรือหางยาวสายไปบางใหญ่ เรือหางยาวสายที่หนุ่มช่างกลเคยนั่งไปส่งสาวพาณิชย์ถึงบ้านสวนริมคลอง จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของเรื่องราวหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ สาว พ.ต.พ. คนนั้น
นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว...ครั้งนี้ออกจะวังเวงใจตัวเองจังเลย
เรื่องจากความทรงจำ
ประวัติท่าช้างจากวิกิพิเดีย
ภาพ จำได้ว่าเคยเห็นในอินเทอเน็ตเมื่อยี่สิบปีก่อนว่า ภาพเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นฝรั่งเขาถ่ายภาพไว้ ตอนนั้นดูผ่านๆไม่ได้จดรายละเอียดมาถึงปัจจุบันจึงตามหาต้นทางไม่ได้...ภาพที่แสดงไว้จำได้แค่ว่าได้จากเว็บเคล็ดไทย ,เรือนไทย
ภาพสี เครดิตภาพมีในรูปว่า Doi Kuro
ภาพท่าช้างยุคนี้ ข้าพเจ้าไปถ่ายภาพเอง







%20%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%20%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B9%8C%202025.jpg)




















