วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.30 ยันต์มหาระงับ

 


พระยันต์มหาระงับ แห่งวัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา

  นึกถึงเรื่องราวของวัดประดู่ทรงธรรม กรุงเก่า ซึ่งข้าพเจ้าแวะเวียนไปเช่าวัตถุมงคลมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2525 อยู่หลายปี  เป็นช่วงก่อนเรียนหนังสือจบชั้นอุดมศึกษาท่านเจ้าอาวาสในยุคนั้นคือ หลวงพ่อบุญนาค ในสมัยนั้นที่วัดประดู่ฯ ค่อนข้างเปลี่ยวถึงขั้นเปลี่ยวมาก ต้นไม้ใหญ่ ๆ ยังมีเยอะ แผ่กิ่งใบป้องแสงแดด จนเรียกว่าแสงแดดแทบไม่ถึงพื้น ความครึ้มของต้นไม้ให้บรรยากาศขนาดว่า สามารถถ่ายหนังผีได้โดยไม่ต้องตกแต่งสถานที่กันเลย

หลวงพ่อบุญนาควัดประดู่ทรงธรรม

  ยุคนั้นข้าพเจ้าพยายามเทียวไปเทียวมาเพราะอยากได้ตะกรุดแบบหนึ่งของหลวงพ่อบุญนาค ก็คือตะกรุดมหาระงับ แต่ในสมัยนั้นตะกรุดมหาระงับของหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช นั้นดังมาก่อนวัดใด ๆ แถมยังดังมากกว่าวัดไหน ๆ ด้วย หลวงพ่อเทียมท่านทำตะกรุดออกมาหลายแบบ ในยุคนั้นใครเห็นตะกรุดหลวงพ่อเทียมแล้ว ถึงจะไม่รู้จักท่านมาก่อน พอเห็นตะกรุดก็ต้องอยากได้ทั้งนั้น เพราะรูปลักษณ์ของตะกรุดของหลวงพ่อเทียมดูสวยงามโบราณสุดคลาสสิก คือมีการถักเชือกหุ้มตะกรุดลายละเอียดยิบ ลงรักปิดทองมาเรียบร้อย 

หลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช

  เมื่อข้าพเจ้ามีตะกรุดมหาระงับของหลวงพ่อเทียมแล้ว และได้ทราบว่าตะกรุดมหาระงับเป็นตำรับของวัดประดู่ฯ จึงอยากได้ของวัดประดู่ฯ ที่เป็นต้นตำรับ ต่อมาหลวงพ่อเทียมท่านมรณภาพ ก็มีหลวงปู่กอง วัดสระมณฑล ท่านทำตะกรุดมหาระงับสืบต่อมา ซึ่งเดิมท่านอยู่วัดกษัตราธิราช แล้วย้ายไปอยู่วัดสระมณฑลที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ช่วงปลายของหลวงปู่กอง วัดสระมณฑล อยุธยา ท่านทำตะกรุดมหาระงับออกมาได้พอสมควร ซึ่งส่วนหนึ่งมีการดัดแปลงบ้าง และเปลี่ยนเป็นใช้ปากกาเมจิลงยันต์ ท่านบอกว่า... กูเขียนเหล็กจารไม่ไหว 

ตะกรุดมหาระงับหลวงปู่กองขนาด 5 นิ้ว

ความฝังใจในตะกรุดมหาระงับ วัดประดู่ฯ ต้นกำเนิด ทำให้ต้องเฝ้ารอตะกรุดมหาระงับของหลวงพ่อบุญนาค วัดประดู่ทรงธรรม รอนานก็ยังไม่ได้โอกาสสักที หลวงพ่อบุญนาคท่านพิถีพิถันในการทำมากก็เลยช้า แถมคนยังรอคิวกันเยอะ จนกระทั่งหลวงพ่อบุญนาคท่านมรณภาพ เลยอดได้ ขนาดว่ารอแย่งเช่าบูชาตะกรุดมหาระงับที่เจ้าของยังไม่มารับตั้งหลายปี หลวงน้าดำรงค์ผู้เก็บรักษาไว้ก็ยังไม่ให้ ท่านว่ากลัวคนจองเขามารับของแล้วไม่มีให้เขา เขาจะว่าเอาได้ ก็จริงของหลวงน้า


วัดประดู่ทรงธรรมในยุคหลวงพ่อผิวเป็นเจ้าอาวาส ท่านมีจริตในทางสมถะวิเวก เก็บเนื้อเก็บตัว ท่านไม่ชอบวุ่นวายกับคน จึงอธิษฐานจิตเสกปลุกวัตถุมงคลออกมาน้อยมาก ๆ ในที่สุดก็ต้องเขียนยันต์มหาระงับจำนวนหนึ่งเอาไปถวายให้ท่านเสกปลุก ก็เลยได้ตะกรุดมหาระงับ วัดประดู่ทรงธรรม กรุงเก่า ของจริง

   จะว่าไปแล้วเรื่องตะกรุดมหาระงับนั้น เพิ่งจะมามีสารพัดอาจารย์ทำกันแพร่หลายเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ประมาณว่าสัก 10 ปีบวกลบนิดล่ะกระมัง ท่านอาจารย์ต่าง ๆ ออกตะกรุดมหาระงับให้เช่าบูชากันเยอะ เรียกได้ว่าแทบจะทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ บางวัดก็พอจะนับว่าได้เคยมีพระอาจารย์วัดนั้น ๆ สืบสายออกไปจากวัดประดู่ฯ ไปโด่งดังที่วัดของท่านนั้น ๆ นอกจากนี้ยังมีเยอะที่สอบค้นไม่เจอความสัมพันธ์กับวัดประดู่ฯ แต่เกิดมียันต์วัดประดู่ฯ โผล่ขึ้นมา และหลายที่ก็แปลกดีตรงที่... เคยกราบเรียนสอบถามหลวงพ่อผิวและหลวงน้าดำรงค์แห่งวัดประดู่ฯ ต้นตำรับ ท่านว่าข้าไม่รู้จัก ไม่ใช่ศิษย์ข้า จึงอนุมานได้ว่าก็คงจะเป็นการเรียนจากสายเอกสารบ้างสายโซเชี่ยลบ้าง หรือเป็นสายลึกลับอะไรประมาณนี้ แถมยังแปลกพิลึกกึกกือพิสดารประมาณว่า ของเขายันต์ครบกว่า ถูกต้องกว่า มีเคล็ดลับกว่าวัดประดู่ทรงธรรมที่เป็นต้นตำรับเสียอีก ก็ว่ากันไป

หลวงพ่อผิววัดประดู่ทรงธรรม

 
  เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ไม่มีท่านอาจารย์แห่งวิชาตะกรุดมหาระงับมากมายเหมือนปัจจุบัน ท่านที่เรียนสืบทอดในยุคนั้นมีไม่กี่รูป ท่านไม่ค่อยจะยอมทำตะกรุดมหาระงับออกมาสักเท่าไหร่ จนกระทั่งหลวงพ่อแห่งวิชามหาระงับของจริงทั้งหลายท่านมรณภาพไปหมด ตำนานวิชามหาระงับจึงขาดช่วงไป เพิ่งจะมาโผล่...เอ๊ย...เพิ่งมาปรากฏใหม่ในยุคดิจิทัลโดยเหล่าท่านอาจารย์จอมขมังเวทย์ยุคใหม่

ทำไมจึงเรียกว่ายันต์มหาระงับ?

  ข้อนี้ตอบแบบกำปั้นทุบดินได้เลยว่า... ก็เพราะหลักใหญ่มุ่งให้คุณวิเศษเป็นไปในทางระงับทุกข์ โทษ ภัยทั้งหลายนั่นเอง แล้วยังมีคุณวิเศษในทางระงับสะกดจิตชนทั้งหลาย ซึ่งออกจะเป็นไปในทางทำคุณไสยอีกด้วย ก็ไประงับไม่ให้คนเขาตื่น แล้วก็ปล้นเอาดื้อ ๆ ข้อหลังนี้หลวงปู่หลวงพ่อท่านไม่ให้วิธีใช้ ท่านว่า... บาป!!!!

  การระงับโทษ ทุกข์ ภัย เป็นคำกว้าง ๆ ซึ่งสามารถให้ความหมายอิงไปได้สารพัด เช่น ระงับโทษจากคดีความ ระงับการบาดเจ็บจากอาวุธ ระงับทุกข์จากความซวย ฯลฯ เหล่านี้จะแปลกันตรง ๆ แบบภาษาสมัยนี้มันก็ยืดเยื้อ คนโบราณท่านใช้แค่คำว่า ระงับ ก็เป็นที่เข้าใจแล้ว ไม่ต้องไปแจกแจงความหมายอะไรกันให้วุ่นวาย แต่ในปัจจุบันได้ทราบว่า มีตำนานมหาระงับที่เขาตีความกันแบบหรู ๆ หลายเจ้าหลายกรณี ข้อนี้ไม่ขอกล่าวถึง... เดี๋ยวดราม่า!!!!

รูปแบบของพระยันต์มหาระงับ

  เนื่องจากบทความชุดนี้เป็นเรื่องเล่าสู่กันฟัง จึงไม่ใช่การแนะนำหรือสอนวิธีการลงพระยันต์มหาระงับ แค่เล่าถึงตะกรุดพระยันต์มหาระงับพอสังเขป เล่าถึงตะกรุดในตำนานแห่งวัดประดู่ทรงธรรม กรุงเก่า

  พระยันต์มหาระงับจะเป็นยันต์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะกว้าง-ยาวด้านละเท่าไหร่ก็สุดแท้แต่ขนาดของวัสดุที่ใช้ลงยันต์ ตะกรุดมหาระงับที่พบเป็นขนาดมาตราฐาน จะมีขนาดยาวประมาณ 12 - 14 นิ้วฟุต ยาวเฟื้อยเชียวแหละ และมีขนาดที่เล็กลงมาก็พบว่ายาว 6 - 8 นิ้วฟุต ถ้าเป็นของวัดประดู่ทรงธรรม จะมีทั้งถักเชือกหุ้มลงรักปิดทอง กับแบบที่เป็นตะกรุดอย่างเดียวที่บางทีเรียกตะกรุดเปลือย ขนาดของตะกรุดมหาระงับถ้าจะให้ยาวน้อยกว่านี้ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่ลงอักขระจะเล็กเกินไปนั่นเอง

  อักขระเลขยันต์ที่ลงในพระยันต์มหาระงับนั้น เท่าที่เคยเห็นตำรามาหลายสำเนา และเคยคลี่ตะกรุดออกมาดูยันต์ ก็พบว่ามีแตกต่างกันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อนี้เป็นเรื่องของการถ่ายทอดและการคัดลอกโดยการบอกเป็นคำพูด จึงมีจดคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง แต่หลักใหญ่จะตรงกันที่ใจความสำคัญ คือ...

  อิติปาระมิตาติงสาระงับอินทรา  อิติสัพพัญญูมาคะตาระงับพรหมา  อิติโพธิมะนุปปัตโตระงับมะนุสสา  อิติปิโสจะเตนะโมระงับปิศาจ

แล้วก็มีคาถามหาปิด... นะปิดตา โมปิดใจ พุทปิดปาก ธาปิดหู ยะหลับนิ่งอยู่ 

พระคาถามหาระงับ... โอมระงับ มหาระงับ หลับสิ้นทั้งบ้าน โอมชิดมหาชิด โอมปิดมหาปิด สิทธิสวาหับ

  ส่วนคาถาบทอื่นที่ลงไว้ก็มีคลาดเคลื่อนกันไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่... ยุคนี้มีการเพิ่มคาถาที่ลง เพิ่มคาถาที่ล้อม ข้อนี้ก็คงเป็นตามที่ท่านจอมเวทย์ยุคดิจิทัลท่านชอบ แถมข้อนี้ยังเป็นการเกทับบลั๊ฟแหลกว่าของใครคาถามากกว่าก็ต้องครบกว่า

  นอกจากนี้ยังมียันต์ที่ประทับด้านหลังแผ่นยันต์อีกด้วย เป็นยันต์ตรีนิสิงเหชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้าง เคยกราบเรียนสอบถามหลวงพ่อวัดประดู่ฯ วัดกษัตราฯ วัดขนอนเหนือ วัดสระมณฑล ท่านเมตตาอธิบาย ท่านว่าที่ต้องมีไว้คืออะไรบ้าง

หลวงปู่กองวัดสระมณฑล

  ในการทำตะกรุดมหาระงับนี้ ถ้ามีการถักเชือกหุ้ม ก็จะมีการหาพืชต้นไม้ใบหญ้าที่เชื่อว่าขลัง เอามาบดเป็นผงผสมยางรักทาพอกตะกรุดไว้ จะเรียกพืชพันธุ์เหล่านี้ว่า เครื่องยา เท่าที่เคยเห็นในตำราเก่าหลายเล่ม ก็มีต่างกันบ้าง แต่ก็ยังคล้าย ๆ กัน มากชนิดบ้าง น้อยบ้าง ส่วนมากจะเป็นใบไม้รู้นอนสามอย่าง ไม้ที่เชื่อว่ามีอาถรรพ์บ้าง ผงวิเศษที่เขียนแล้วลบเสกปลุกออกมาบ้าง

ส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว เรื่องผงที่จะพอกตะกรุดนั้น ชอบแบบผงวิเศษมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันพระอาจารย์วัดประดู่ทรงธรรมของจริงที่ข้าพเจ้ารู้จัก ท่านให้มาเป็นตะกรุดเปลือย ๆ ไม่ค่อยเห็นท่านหาผงหรือหาพืชผักหญ้าวิเศษอะไรมาพอกตะกรุดสักเท่าไหร่ ถามท่าน ๆ ก็ว่า...ก็นี่มันยันต์มหาระงับไงละเว๊ยข้อนี้ลองไขปริศนาว่าหมายถึงอะไร

สรรพคุณอุปเท่ห์ยันต์มหาระงับ

  มีคนในยุคนี้เป็นอันมากที่เข้าใจผิดว่า ยันต์มหาระงับเป็นยันต์สะกดเพียงอย่างเดียว แต่พระอาจารย์โบราณท่านจัดให้เป็นยันต์คุ้มครองครอบจักรวาล คุ้มครองด้วยการระงับภัยต่าง ๆ ทั้งภัยธรรมชาติด้วย มีคุณวิเศษทางคงกระพัน แคล้วคลาด กันไฟ มหาอุด กำบัง จังงัง ใช้เป็นทั้งตะกรุด ผ้ายันต์ ทั้งทำเป็นยันต์เทียนมหาระงับ ถ้าทำน้ำมนต์ก็เอาตะกรุดแช่น้ำทำน้ำมนต์ ถ้าลงเป็นผ้ายันต์ก็เอาผ้ายันต์มหาระงับคลุมปากขันน้ำมนต์ ที่ข้าพเจ้าเคยเห็นคุณวิเศษที่ต้องทึ่งมาก ๆ ก็คือ ระงับคดีความ ประมาณว่ากลับจากดำเป็นขาวได้แบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

  พระยันต์มหาระงับหรือตะกรุดมหาระงับในปัจจุบันนั้น มีท่านอาจารย์ทำออกมาเยอะแยะ ไม่ได้เป็นของหายากอะไรกันแล้ว เท่าที่เคยเห็นก็รู้สึกว่า ทำท่าจะพิสดารพิสเด่กว่าของหลวงปู่หลวงพ่อมหาระงับที่ข้าพเจ้ารู้จักในอดีตเสียด้วย เรื่องนี้ก็ว่ากันตามอัธยาศัย...

  มหาระงับดั้งเดิมในอดีตนั้น ได้เป็นอดีตอันไกลโพ้นไปเสียแล้ว

พระอาจารย์สายวิชามหาระงับ

  ถ้าจะสืบหาพระอาจารย์สายวิชามหาระงับ แน่นอนว่าต้องสืบย้อนต้นไปถึงวัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นที่แรก เอาแค่วัดประดู่ทรงธรรมในยุคที่ฟื้นฟูใหม่หลังกรุงเก่าแตก ยุคเก่ากว่านั้นสืบค้นยากแล้ว (ขี้เกียจไปยื่นเรื่องขอค้นเอกสารที่หอสมุดฯ) ก็คงนับจากปรมาจารย์หลวงพ่อรอดเสือ นับมาจนถึง พ.ศ. 2500 ก็แล้วกัน หลวงปู่หลวงพ่อแห่งวัดประดู่ฯ ท่านย่อมสืบทอดกันมาอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านจะทำออกมามากน้อยเท่านั้น ยิ่งเป็นยุคเก่ามาก ๆ ยิ่งทำน้อย ข้อนี้เป็นคตินิยมของพระปรมาจารย์รุ่นโบราณ ท่านจะทำให้ตามสถานการณ์เป็นแต่ละบุคคลไป เนื่องจากหลวงปู่หลวงพ่อรุ่นดังกล่าวนี้เป็นรุ่นเก่ามาก รายละเอียดจึงเลือนลาง สืบค้นได้ยาก แต่คนรุ่นเก่าและแก่(มาก)แถววัดประดู่ฯ เล่าให้ฟังว่า รุ่นบิดาของท่าน (โอ้โฮ...รุ่นเก่ากว่าขึ้นไปอีก) เคยมีตะกรุดของหลวงปู่ปรมาจารย์ยุคนั้น

ก๋งจาบ สุวรรณ

  ศิษย์สายวัดประดู่ทรงธรรมในช่วงสงครามก่อน พ.ศ. 2500 นั้น ที่ได้เรียนจนนับว่าเป็นสายวัดประดู่ฯ ก็เป็นการเรียนกับท่านก๋งจาบ สุวรรณ หรือเรียกกันแบบปัจจุบันก็มักจะเรียกว่า สายก๋งจาบ มีทั้งพระในอยุธยาและจังหวัดอื่น ซึ่งต่อมาต่างมีชื่อเสียง ที่โด่งดังก็คือ หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง หลวงพ่อแทน วัดธรรมเสน หลวงพ่อทั้ง 3 รูปนี้เป็นพระอาจารย์สายวัดประดู่ฯ ศิษย์ก๋งจาบที่ดังก่อนใครในกลุ่มศิษย์ก๋งจาบ หลังจากนั้นศิษย์ก๋งจาบที่เป็นที่รู้จักก็มี หลวงพ่อบุญนาค หลวงพ่อสละ หลวงพ่อผิว ทั้ง 3 หลวงพ่อนี้อยู่วัดประดู่ทรงธรรมนั่นเอง ยังมีหลวงพ่ออุดม วัดพิชัยสงคราม อยุธยา แต่ท่านก็เพิ่งมรณภาพไปเมื่อไม่นาน ส่วนศิษย์ของท่านก๋งจาบที่นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคย เช่น หลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ แต่ก็เคยแวะไปกราบท่านอยู่บ้าง ต่อมาในยุคปัจจุบันก็เป็นรุ่นของลูกศิษย์พระอาจารย์ที่กล่าวนามมา แต่พระอาจารย์รุ่นปัจจุบันจะมีท่านใดเรียนวิชามหาระงับมาบ้าง ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่รู้

แผ่นยันต์มหาระงับหลวงปู่ผิววัดประดู่ทรงธรรม

   นอกจากนี้พระอาจารย์สายวัดประดู่ฯ ยังมีอีก แต่เป็นสายที่สืบต่อจากพระอาจารย์ของวัดประดู่ทรงธรรมรุ่นเก่า เช่น ขรัวตาแสง วัดน้อยทองอยู่ วัดนี้ในปัจจุบันคือวัดดุสิตฯ ตรงเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตามประวัติว่าเดิมท่านอยู่ที่วัดประดู่ฯ เป็นศิษย์หลวงพ่อรอดเสือ โดยตอนที่หลวงพ่อรอดเสือมรณภาพนั้น ขรัวตาแสงอายุได้ราว ๆ 25 ปี ได้ทันเรียนกับหลวงพ่อรอดเสือบ้าง จากนั้นจึงได้เรียนกับหลวงพ่อม่วง เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ของวัดประดู่ฯ แล้วจึงเข้ามาเรียนพระปริยัติในกรุงเทพฯ ขรัวตาแสงได้นำตำรับตำรามาจากวัดประดู่ฯ สุดท้ายตำราทั้งหลายอยู่กับหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ ขรัวตาแสงนี้ก็คือคุณตาทวดของหลวงพ่อพรหมนั่นเอง

ขรัวตาแสงวัดน้อยทองอยู่

หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ

  หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ท่านก็สร้างตะกรุดพระยันต์มหาระงับได้โด่งดังเป็นตำนานอีกท่านหนึ่ง สมัยก่อนได้เห็นยันต์มหาระงับที่ใส่กรอบแสดงไว้ที่วัด ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีอยู่ไหม ของหลวงปู่ใจนี้ข้าพเจ้าก็พยายามเสาะหามาตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อน แต่ไม่มีใครยอมขาย

ที่แปลกและซ่อนเร้นคือ พระยันต์มหาระงับยังมีในสำนักวัดสุทัศนฯ ได้เห็นตำรับและมุขปาฐะเสียด้วยสิ ท่านผู้ใหญ่หวงจริง ๆ จึงเล่าสู่กันฟังไม่ได้

หลวงปู่ใจวัดเสด็จ

  ตะกรุดมหาระงับนี้ คนทั่วไปเพิ่งจะมีโอกาสได้ทำบุญเช่าบูชากันจริง ๆ ก็หลัง พ.ศ. 2500 นี่เอง ต้องนับว่าของหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช ดังที่สุด ถ้าเป็นทางวัดประดู่ฯ ต้นตำรับ ก็มีหลวงพ่อบุญนาค หลวงพ่อสละ ท่านทำสืบต่อมา แล้วจึงมาถึงยุคหลวงพ่อผิว ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ฯ ต่อจากหลวงพ่อบุญนาค ส่วนในยุคปัจจุบัน(พ.ศ.2569) หลวงน้าดำรงเป็นเจ้าอาวาส ท่านลงแผ่นโลหะไม่สะดวกเพราะไม่ค่อยสบาย ข้าพเจ้าจึงเป็นธุระเรื่องแผ่นยันต์ถวายท่านเป็นครั้งคราว

หลวงพ่อดำรงค์เจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรมรูปปัจจุบัน


ตะกรุดมหาระงับหลวงพ่อดำรงค์เจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรม

  ในอยุธยาก็ยังพอมีพระอาจารย์รุ่นใหม่ที่ท่านทำวิชามหาระงับ ก็ต้องเสาะหาเอาเอง เท่าที่รู้ก็จะสืบทอดมาทางหลวงพ่อเทียม หลวงพ่อบุญนาค หลวงพ่อสละ หลวงพ่ออุดม แต่รายละเอียดนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ เพราะไม่ได้เข้าไปคลุกคลีกับพระอาจารย์รุ่นใหม่สักเท่าใด

  ยังมีฆราวาสหลายท่านที่ท่านออกตะกรุดมหาระงับอยู่เหมือนกัน ต้นสายปลายเหตุไม่ทราบเหมือนกัน สันนิษฐานว่าน่าจะมาทางศิษย์ของหลวงพ่อสละอีกต่อหรือสองสามต่อ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจมีที่ได้ดูจากตำราท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร หรือขอถ่ายรูปจากตำราลายมือหลวงพ่อสละที่อยู่กับท่าน อ.สุรัตน์ สรงสระแก้ว เจ้าสำนักกรรมฐานวัดประดู่รุ่นปัจจุบัน หรืออาจมีผู้ไม่เกี่ยวข้องกับวัดประดู่ฯแต่มีศรัทธาเชื่อถือสำนักวัดประดู่ทรงธรรมจริง ๆ ได้เห็นสำเนายันต์แล้วเพียรทำก็ได้ หรือมีโอกาสได้ลอกสำเนายันต์จากวัดก็อุตส่าห์มาทำพิธีถึงวัดประดู่ฯ บอกกล่าวครูอาจารย์ ก็ยังนับว่าดี


 ที่ข้าพเจ้าขำ ๆ ในปัจจุบัน ก็จะเป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้เรื่องวัดประดู่ฯ แต่ทำเป็นรู้เรื่องวัดประดู่ทรงธรรมดีอย่างพิสดารพิสเด่ มีการเกทับบลั๊ฟแหลกว่ายันต์คนอื่นนั้นลงผิด ต้องของข้าเท่านั้นที่ลงถูก แต่บอกไม่ได้ว่าข้านั้นเรียนจากใคร พอจะนับว่าใช่สายวัดประดู่ฯจริงหรือไม่

  สำหรับข้าพเจ้าเองที่เห็นตำรับพระยันต์มหาระงับมาหลายชุด ขอบอกว่า ไม่มีเลยที่อักขระยันต์ตรงกันเป๊ะถึง 100% จะอย่างไรก็ต้องมีคลาดเคลื่อนกันบ้าง และถ้าท่านใดจะมีการเพิ่มอักขระคาถาเข้าไปอีก ข้อนี้ก็ตามอัธยาศัย เพราะท่านนั้น ๆ อาจจะถนัดคาถานั้น เลยเพิ่มสักหน่อยเพื่อมั่นใจขึ้น ซึ่งความจริงถ้าตามความหมายของยันต์จริง ๆ ยันต์มหาระงับก็คือยันต์มหาระงับ จะไปทำอะไรเพิ่ม หลักใหญ่ก็ต้องเป็น มหาระงับ

  ตำรับวิชามหาระงับนั้น ยังไม่เคยเห็นสำเนาใดที่เขียนรายละเอียดทั้งหมด ต้องมีขยักไว้พอสมควร แล้วพระอาจารย์กล่าวสอนปากต่อปาก แม้แต่ที่ข้าพเจ้าเคยเขียนแนะนำตามคำขอร้อง ก็ไม่ได้เขียนบอกทั้งหมด ก็หลวงปู่หลวงพ่อท่านยังไม่ยอมเขียนบันทึก แล้วเราจะไปบอกหมดได้ไง เกรงใจหลวงปู่หลวงพ่อแห่งวิชามหาระงับทั้งหลาย

เรื่อง...จากความทรงจำที่ได้กราบเรียนสอบถามพระอาจารย์

ภาพ....ภาพยันต์ ล.พ.ผิว หลวงพ่อดำรงค์ และวัตถุมงคลของ sihawatchara , ภาพหลวงพ่อต่างๆจากอินเทอเน็ตไม่ทราบต้นทางเจ้าของภาพตัวจริงแล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หลวงพ่อกับของวิเศษ.17หลวงปู่เคน ถ้ำเขาอีโต้

 


หลวงปู่เคน สุขวัฒโน วัดถ้ำเขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี

  ในช่วงก่อนและหลังปี พ.ศ.2500 เล็กน้อย มีพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ปรากฏวัตถุมงคลของท่านวางขายในกรุงเทพฯอย่างแพร่หลาย มีขายในงานวัดต่างๆ ในตลาดนัดท้องสนามหลวง ตลาดแถวชุมชน แผงพระ และมีกระทั่งวางขายในกาละมังที่คนชอบไปนั่งยองๆส่องพระกัน แถมวัตถุมงคลยังมีเอกลักษณ์เป็นรูปถ่ายเลี่ยมพลาสติกมีตะกรุดนกสาลิกาอยู่ด้านหลัง ที่เป็นเอกลักษณ์สุดๆไม่มีใครเหมือนคือ บางรุ่นมีไซเล็กจิ๋วอยู่หลังรูปถ่ายด้วย และมีไซจักสานขนาดเล็กใหญ่วางขายรวมอยู่ด้วย ผู้คนรุมซื้อกันมากมาย

  ไซที่ว่านี้ ก็คือไซที่ใช้ดักปลานั่นเอง กลับมาเป็นวัตถุมงคลยอดนิยมมีเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน และวัตถุมงคลนี้กลายเป็นวัตถุมงคลที่มีการสร้างของเก๊ขึ้นมามากที่สุดในยุคนั้น ไซมหาลาภของจริงนี้คือ ไซมหาลาภของหลวงปู่เคนวัดถ้ำเขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี เป็นวัตถุมงคลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าน

  หลวงปู่เคนเป็นพระอาจารย์ของพ่อใหญ่หรือตาข้าพเจ้า นับเป็นพระอาจารย์ของตระกูลข้างมารดาข้าพเจ้า คนทั้งหมู่บ้านล้วนนับถือหลวงปู่เคน เมื่อข้าพเจ้าไปเที่ยวบ้านมารดาจึงรู้จักหลวงปู่เคนไปด้วย ตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กเล็กก็มีเหรียญหลวงปู่เคนห้อยคอแล้ว

  เนื่องจากตอนที่ข้าพเจ้ามีเหรียญหลวงปู่เคนติดตัวนั้น เป็นช่วงที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กเล็ก(ต้น พ.ศ.2500) จึงจำไม่ได้ว่าเคยมีประสบการณ์ของขลังหลวงปู่เคนหรือไม่ จำได้แต่เพียงว่ามีเหรียญคล้องคอซึ่งต่อมาห่วงเหรียญหลุดจากสร้อยเชือก จึงเอาเก็บไว้ไม่ได้เอามาแขวนติดตัวอีกเลย

รูปหลวงปู่เคนด้านหน้า

  ช่วงปิดเทอมไปเที่ยวบ้านเก่าของมารดา ลุงพานั่งเกวียนเล่นๆเพราะแกเห็นว่าข้าพเจ้าอยากลองนั่งเกวียน แกพานั่งเกวียนไปกราบหลวงปู่เคน ระยะทางของทางเกวียนจากบ้านไปวัดถ้ำเขาอีโต้น่าจะราวๆ 5-7 ก.ม.เพราะเป็นทางตรง ประมาณว่าข้าพเจ้านั่งเกวียนจากหมู่บ้านด้านหัวเขา ขนานไปตามแนวเขาถึงวัดถ้ำเขาอีโต้ซึ่งอยู่ค่อนไปทางปลายเขา กว่าจะถึงวัดก็นานมากนานจนเข็ดนั่งเกวียน ต่อมาก็ไปโดยรถของที่บ้านก็สะดวกขึ้นบ้าง หลวงปู่เคนท่านพูดอะไรก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ท่านพูดเป็นภาษาอิสานหรือภาษาลาว

  จำได้แค่ว่า ท่านให้พรว่า..ไซยะ ไซยะ

ประสบการณ์วัตถุมงคลหลวงปู่เคน

  ประสบการณ์วัตถุมงคลหลวงปู่เคนหลายเรื่อง ข้าพเจ้าได้ยินมาจากญาติข้างมารดา มักเป็นเรื่องอยู่ยงคงกระพันแคล้วคลาดของญาติที่เป็นทหารรับจ้างไปรบในลาว พวกลุงๆแกเล่าว่า โดนยิงโดนสะเก็ตระเบิดไม่เข้าเนื้อบ้าง แคล้วคลาดโดนยิงไม่ถูกบ้าง พอออกจากฐานแล้วฐานโดนปืนใหญ่ลงฐานบ้าง

  ลุงเล่าว่าหลวงปู่เคนเคยพาพ่อใหญ่(คุณตาของข้าพเจ้า)เดินย่นหนทางจากวัดถ้ำเขาอีโต้ พากลับมาส่งที่ชายทุ่งนาของหมู่บ้าน ประมาณว่าจากด้านปลายของเขาอีโต้มาแถวๆหัวเขาอีโต้ แปลกที่ใช้เวลาเดินแค่ 10 นาทีลุงยังเล่าว่าเคยไปนอนเป็นเพื่อนพ่อใหญ่ที่ถ้ำเขาอีโต้ เห็นหลวงปู่เคนนั่งสมาธิตัวลอยได้ บางทีมีชาวบ้านมาถามถึงญาติที่ไปรับจ้างรบในประเทศลาว ท่านตอบว่าปลอดภัยและจะกลับมาบ้านในวันไหน ซึ่งภายหลังก็ตรงกับที่ท่านพูด

ด้านหลังมีตะกรุดและสาลิกา

  ไซของหลวงปู่เคนนิยมกันว่าเป็นมหาลาภค้าขายดี ลูกค้าที่บ้านมักขอให้ทางบ้านข้าพเจ้าช่วยเป็นธุระตอนไปทำบุญที่วัด ขอให้รับไซมหาลาภหลวงปู่เคนมาฝาก ปัจจุบันที่บ้านข้าพเจ้ายังเก็บรักษาไซขนาดเกือบ 2 ฟุตไว้ 1 ลูก 

  เรื่องประสบการณ์คุณวิเศษของหลวงปู่เคนที่ใกล้ตัวข้าพเจ้าที่สุด จะเป็นเรื่องที่หลวงปู่เคนมาเข้าฝัน ทั้งเข้าฝันให้เลขหวยมารดาข้าพเจ้าหลายครั้ง เข้าฝันตาข้าพเจ้าบ้าง ลุงๆน้าๆบ้าง โดยท่านบอกเหตุหรือเรียกให้ไปหา เช่น ห้ามเดินทางในช่วงนั้นๆ หรือให้ไปเอาของที่วัด

    การที่ฝันเห็นหลวงปู่หลวงพ่อต่างๆนั้น คนที่ไม่เชื่อเขาก็ว่าอุปทานไปเองบ้างเลื่อนลอยบ้าง แต่การเข้าฝันของหลวงปู่เคนนั้น ข้าพเจ้ายืนยันได้ว่าเป็นของจริง เพราะเป็นการเข้าฝันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องตรงๆ

  น้าชายเป็นคนเจ้าชู้ไปเรื่อย แกไปฟักกิ้งกับสาวต่างหมู่บ้าน เป็นแม่หม้ายผัวเลิก ต่อมาผัวเก่าพาคนมารุมกระทืบรุมตี น้าโดนฟันด้วยมีดปาดตาลแต่ไม่เข้าเนื้อ แกหนีมาอยู่บ้านข้าพเจ้าที่กรุงเทพฯอยู่พักใหญ่ แกว่าวันที่มีเรื่อง แกแขวนรูปหล่อหลวงปู่เคนองค์เดียว

รูปหล่อห้อยคอ

  บิดาข้าพเจ้าไม่ค่อยเชื่อเรื่องอภินิหาร แต่แล้วต้องมาเชื่อหลวงปู่เคนถ้ำเขาอีโต้และหลวงพ่อเอียวัดบ้านด่าน เพราะท่านเข้าฝันมาคุยเรื่องส่วนตัว ซึ่งต่อมาเกิดขึ้นจริงๆ

 ที่แปลกสุดๆคือ มารดาเคยใส่บาตรหลวงปู่เคนที่หน้าบ้านในกรุงเทพฯประสบการณ์แบบนี้สุดยอดมั๊ยล่ะ

    สำหรับมารดาข้าพเจ้านั้นเป็นศิษย์หลวงปู่เคนอยู่แล้ว จึงเคารพนับถือท่านมาแต่เดิม อธิษฐานขอเลขเด็ดหลวงปู่เคนแล้วท่านมาเข้าฝันบอกหลายครั้ง เคยมาเข้าฝันว่า ช่วงไหนอย่าเดินทางกลับ จ.ปราจีนบุรี บางครั้งท่านเข้าฝันเตือนว่า แม่(คือยาย)ไม่สบาย ซึ่งสมัยนั้นเมืองไทยยังมีโทรศัพท์น้อย ข่าวด่วนยังต้องใช้โทรเลข

รูปหล่อปูนที่หลวงปู่เคนมอบให้

ครั้งสุดท้ายที่หลวงปู่เคนเข้าฝันบอกตาและมารดาข้าพเจ้า ท่านว่าท่านใกล้จะมรณภาพแล้วให้รีบไปหา ตาข้าพเจ้ารีบจ้างรถจากหมู่บ้านเดินทางไปกราบ หลวงปู่เคนท่านว่า..สูจะเอาหยังก็เอาไปเหอะ...คือหลวงปู่เคนจะมอบสิ่งของต่างๆให้เพราะสนิทกับตาข้าพเจ้ามาก แต่ตาขอแค่รูปเหมือนบูชาเป็นที่ระลึก หลวงปู่เคนหยิบรูปหล่อปูนทาสีดำ ตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่บูชาซึ่งมีอยู่องค์เดียว หลังจากนั้นหลวงปู่เคนก็มรณภาพ

  ปัจจุบันรูปหล่อหลวงปู่เคนองค์ดังกล่าว ข้าพเจ้าอัญเชิญย้ายมายังบ้านในปัจจุบัน

  หลวงปู่เคนถ้ำเขาอีโต้เป็นตำนานขลัง วัตถุมงคลที่เป็นรูปถ่ายท่านมีตะกรุดนกสาลิกาและไซที่ด้านหลังนิยมกันสุดๆ ถึงขนาดว่ามีของเก๊ของสนามทำออกมาขายแพร่หลาย มีเก๊มานานราวๆ 60ปีแล้ว(นับจาก พ.ศ.2569) สมัยข้าพเจ้ายังวัยรุ่น เห็นมีแม่ชี(เก๊)เอาใส่กระจาดมาขายที่ตลาดนัดท้องสนามหลวง งานภูเขาทอง งานวัดต่างๆในกรุงเทพฯ มีทั้งเหรียญ รูปด้านหลังมีตะกรุด ไซ สาลิกา ยังมีไซมหาลาภขนาด 1 คืบ ข้าพเจ้าเกือบซื้อแล้ว แต่สงสัยตรงตะกรุดโทนร้อยเชือกไนล่อนสีขาวมีลูกสะกดด้วย จำได้ว่านี่มันของเก๊ในสนามพระ ดังนั้นของทั้งหมดก็น่าจะเก๊ แต่เห็นคนไปรุมซื้อกับแม่ชี

  วัตถุมงคลหลวงปู่เคนดังขนาดว่า หลังจากท่านมรณภาพไปแล้วหลายปี ในตลาดนัดท้องสนามหลวง ยังมีคนเดินเร่ขายของเก๊ มีหลายคนด้วยโดยจะกระจายขายเป็นจุดๆแบบจรยุทธ ข้าพเจ้ายังเคยโดนผู้หญิงดึงแขนเสื้อขอเรี่ยไรเงินทำบุญ โดยมีวัตถุมงคลหลวงปู่เคน(ของเก๊)สมนาคุณ

ประวัติสังเขป หลวงปู่เคน  สุขวัฒโน

          หลวงปู่เคนเกิดเมื่อพ.ศ.๒๔๐๒ ที่ตำบลโคกกรวด  อำเภอปากพลี  จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาแถบนี้เปลี่ยนไปขึ้นกับ จ.นครนายก ครั้งเป็นฆราวาสท่านได้มีภรรยาชื่อ นางลา ท่านย้ายมาอยู่ที่บ้านภรรยาที่  หมู่บ้านนาปรือ ตำบลเนินหอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี  ต่อมาท่านเกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้อุปสมบทเมื่อตอนอายุราวๆ ๓๐ ปี จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์และกลับมาจำพรรษาในถ้ำแถวตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก แล้วย้ายมาจำพรรษาที่ถ้ำเขาอีโต้ ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ตราบจนมรณภาพในปีพ.ศ.๒๕๑๓ สิริอายุ ๑๑๑ ปี   

เรื่อง...จากความทรงจำ เรื่องเล่าจากญาติๆชาวจังหวัดปราจียบุรี

รูปภาพ...ภาพถ่ายของ sihawatchara

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.29 แหวนพิรอด

 


แหวนพิรอด Magic ring

  มีคนมาชวนคุยเรื่องแหวนพิรอด แถมยังบังเอิญที่สภากาแฟมีคนมาคุยเรื่องเดียวกันอีก คุยแล้วก็รื้อฟื้นความจำเรื่องแหวนพิรอดที่หลงลืมไปกลับมาได้อีกไม่น้อย ระลึกอดีตแล้วก็สะดุ้งเหมือนกันว่า เรื่องแหวนพิรอดที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็นครั้งแรกนั้นก็ปาข้าไปถึงหกสิบกว่าปีแล้ว(นับจาก พ.ศ.2569) ข้าพเจ้าได้รู้เรื่องราวของแหวนพิรอดครั้งแรกในงานวัดพระพิเรนทร์ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน

  ตอนเรียนชั้นประถมต้นนั่งรถรางไปโรงเรียน ขากลับจากโรงเรียนก็เดินกลับต้องเข้าตรอกเล็กออกวัดพระพิเรนทร์ จนถึงประถมปลาย ตอนไปโรงเรียนข้าพเจ้าต้องเดินผ่านกลางวัดพระพิเรนทร์ทุกวัน จำได้ว่าวันหนึ่งเดินผ่านตรอกเล็กๆที่มีอาเจ่กขายก๋วยจั๊บ(โคตรอร่อย) ซึ่งเป็นทางลับเข้าวัดพระพิเรนทร์ของคนในพื้นที่ วันนั้นที่วัดมีงานใหญ่ซึ่งไม่ใช่งานวัดประจำปี ในงานมีเสียงดนตรีไทยดังตลอดเวลา คุณป้าที่วัดบอกว่านั่นเขาไหว้ครูศิลปิน

 ที่แท้เขามีงานไหว้ครูศิลปิน มีคนดนตรีไทย วงลิเก  และมีดารานักร้องมาไหว้ครู จำได้ว่าเห็นสมบัติ เมทะนี โสภา สถาพร กับดาราตลก(ยุคเก่า)หลายท่าน เห็นบนศาลาใหญ่มีหัวโขนตั้งเรียงรายเป็นชั้นๆสวยงามมาก เห็นลุงคนหนึ่งใช้นิ้วเจิมหน้าผากให้พวกศิลปิน โดยที่นิ้วมีใส่แหวนวงเขื่องๆดำๆ ได้ยินลุงป้าแถวนั้นแกเล่าว่า..นี่คือแหวนพิรอด..แกว่าเป็นของดีของขลัง และที่เขาเจิมหน้าผากกันนั้น คือพ่อครูศิลปินท่านเจิมให้เป็นศิริมงคล หรือเจิมมงคลให้แก่ศิษย์

  แถวบ้านยังมีค่ายมวยไทยเล็กๆเป็นตึกแถว อยู่เยื้องกับบ้านข้าพเจ้ามองจากหน้าบ้านก็เห็นเขาเตะต่อยกระสอบทรายแล้ว บางทีเห็นเฮียที่ซ้อมมวยเอาปลอกแขนมาใส่ที่ต้นแขน ลักษณะเป็นเชือกถัก ข้าพเจ้าเห็นแล้วชอบเลยถามเฮียแกดู แกว่านี่แหวนพิรอด แบบนี้เรียก..พิรอดแขน..นักมวยจะใส่ตอนขึ้นชกบนเวทีมวย ข้าพเจ้าจึงค่อยทราบว่า แหวนพิรอดมีแบบสวมนิ้วและสวมที่ต้นแขน

  ตอนเรียนชั้นมัธยมข้าพเจ้าไปอยู่บ้านอีกหลังที่ฝั่งธนบุรี ได้รับแหวนพิรอดแขนมาจากหลวงน้าที่วัดอนงคาราม ลักษณะเป็นแหวนพิรอดเก่าที่ทำจากจีวร ได้สอบถามหลวงน้าถึงวิธีทำ ท่านว่าใช้จีวรเก่ามาฉีกเป็นริ้วลงยันต์ฟั่นเป็นเชือก แล้วถักสานเป็นเงื่อนพิรอด ให้เงื่อนนี้เป็นหัวแหวนพิรอด แล้ว เก็บปลายให้เป็นวงแหวนกะขนาดให้ใส่ต้นแขนได้ มีคุณวิเศษป้องกันอันตรายต่างๆ อยู่ยงคงกระพันหนังเหนียวจะไปไหนก็รอดกลับมาได้

  ข้อมูลเรื่องแหวนพิรอดมาได้มากจริงๆในช่วงเรียนช่างกล เพราะเป็นหนุ่มไปเที่ยวไกลๆได้แล้ว ยิ่งมีเพื่อนๆเป็นคนต่างจังหวัดก็ยิ่งไปเที่ยวบ้านเพื่อนตอนปิดเทอม ได้ไปกราบพระอาจารย์ต่างๆ กราบเรียนสอบถามเรื่องวิทยาคม แน่นอนว่าต้องมีเรื่องแหวนพิรอดด้วย

  50 ปีก่อนตอนเรียนช่างกล ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เพชรบุรี ได้ทราบว่าหลวงพ่อไหวัดบางทะลุ ท่านมีแหวนพิรอดขลัง แน่นอนว่าข้าพเจ้าย่อมไปถึงวัดบางทะลุ กราบนม้สการได้แหวนพิรอดนิ้วและพระพิมพ์สมเด็จองค์เล็กมาด้วย เรื่องตำราแหวนพิรอดของท่าน เป็นยันต์พญานาคเกี้ยว ได้กราบเรียนสอบถามมาเหมือนกัน

  ด้วยความเคารพนับถือหลวงพ่อไห ต่อมาข้าพเจ้ายังได้ไปทำบุญวันเกิดที่วัดบางทะลุด้วย ได้รับแหวนพิรอดมาอีก จนภายหลังยังทบทวนเรื่องตำรับแหวนพิรอดหลวงพ่อไห โดยท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพี่ช่วย ได้ทวนตำรับจริงที่มีอยู่ที่วัดฟื้นความทรงจำให้แม่นขึ้น

แหวนพิรอดหลวงพ่อไหวัดบางทะลุ

  ช่วงเรียนช่างกลอีกเหมือนกันที่ได้ทราบตำรับแหวนพิรอด ได้ไปกราบหลวงพ่อบุญไทวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ท่านเมตตาเล่าเรื่องตำรับแหวนพิรอด และยังมอบแหวนพิรอดให้มาด้วย เป็นแหวนพิรอดนิ้ว ท่านว่าแหวนพิรอดแขนมีคนทำบุญไปหมด ให้โยมถักมาให้ก็ได้ครั้งละไม่กี่วง

แหวนพิรอดนิ้วหลวงพ่อบุญไท

  ประสบการณ์แหวนพิรอดของหลวงพ่อบุญไทนั้นเลื่องลือมาก ประมาณว่าใน จ.ปทุมธานียุคนั้น ถ้าเป็นตะกรุดและลูกกรองต้องหลวงพ่อบุญเทียมวัดลาดหลุมแก้ว ถ้าเป็นแหวนพิรอดต้องหลวงพ่อบุญไท ข้าพเจ้าไปกราบหลวงพ่อบุญไทกี่ครั้งก็ไม่ทันแหวนพิรอดแขนสักที เลยอดได้ 

แหวนหลวงพ่อบุญไทวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม

  พระอาจารย์ในจ.พระนครศรีอยุธยา มีหลายรูปที่สืบทอดวิชาแหวนพิรอด ข้าพเจ้าเคยกราบนมัสการหลายๆหลวงพ่อ เช่น หลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ หลวงพ่อบุญนาควัดประดู่ทรงธรรม ท่านกล่าวตรงกันว่าหาคนฟั่นเชือกและถักแหวนพิรอดแขนพิรอดนิ้วแทบไม่ได้เลย คนที่ฟั่นได้ถักได้ก็แก่ชรากันแล้วจึงรับงานถักแหวนไม่ไหว หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายที่สืบทอดวิทยาคมแหวนพิรอดจึงไม่ได้ทำออกมาอีก ทุกหลวงพ่อท่านว่าตำรับตำราแหวนพิรอดยังมีอยู่แต่คนถักแหวนไม่มี

ตำนานแหวนพิรอดยุคเก่า

  แหวนพิริดของพระอาจารย์ยุคเก่าที่โด่งดังจนเป็นคำนาน ก็มีแหวนพิรอดของหลวงปู่ม่วงวัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อเฮงวัดเขาดิน จ.นครสวรรค์ ท่านได้ถวายล้นเกล้ารัชกาลที่5 มีหลักฐานปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ทรงกล่าวถึงขรัวม่วงถวายแหวนพิรอดที่ทำจากกระดาษลงรัก และหลวงพ่อเฮงเป็นแหวนพิรอดถักด้วยด้าย

ข้อความในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น

  แหวนพิรอดยุคเก่าที่โด่งดังเป็นตำนานยังมีของหลวงพ่อม่วงวัดบ้านทวน จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อยิ้มวัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อขันวัดนกกระจาบ จ.พระนครศรีอยุธยา ล้วนขลังเป็นตำนาน

  ถ้าจะเสาะหาแหวนพิรอดยุคเก่า ข้าพเจ้าไม่แนะนำ เคยรู้จักคนทำแหวนพิรอดปลอม เห็นฝีมือแล้วเสียว มีคนรู้จักกันไปซื้อแหวนพิรอดหลวงพ่อยิ้มหลวงพ่อม่วงรวมหลายวง ซื้อจากคนขายระดับเซียน หมดเงินไปเป็นแสนๆ ปรากฏว่าเก๊ทั้งหมด

ตำรับแหวนพิรอด

   จากการที่ได้ไปกราบหลวงปู่หลวงพ่อหลายรูป ถ้านึกเรื่องแหวนพิรอดได้ก็กราบเรียนสอบถามท่าน มักได้คำตอบตรงกันว่า แหวนพิรอดเป็นของดีป้องกันสารพัดภัย จำง่ายๆว่ามีแหวนพิรอดก็ย่อมรอดปลอดภัย และทุกท่านบอกว่าที่ท่านไม่ได้ทำแหวนพิรอดก็เพราะติดปัญหาสำคัญคือ..ไม่มีคนฟั่นผ้าเป็นเชือกไม่มีคนถักแหวนพิรอด...อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ได้เห็นตำราเห็นวิชาแหวนพิรอดมาบ้าง หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายท่านว่า..เอ็งลองไปหัดฟั่นผ้าฟั่นกระดาษว่าวถักแหวน

  เท่าที่หลวงปู่หลวงพ่อท่านเมตตาเล่าให้ฟังบ้างได้เห็นตำราบ้าง พบว่าตำรับแหวนพิรอดมีอยู่หลายตำรับ วัสดุที่ใช้ทำแหวนพิรอดแบบถักสานมี 3 แบบคือ แบบใช้ผ้า แบบที่ใช้กระดาษว่าว และใช้เชือกหรือด้ายกลุ่มแบบสายสิญจน์ ถักเสร็จแล้วจึงลงยางรักเคลือบไว้เพื่อให้ทนทาน ส่วนแบบที่เป็นโลหะเข้าใจว่า น่าจะดัดแปลงเปลี่ยนวัสดุเพื่อให้แหวนมีความทนทานมากขึ้นกว่าแบบที่เป็นกระดาษหรือผ้า

  ผ้าที่ใช้ทำแหวนพิรอดบางตำรามีคติผสมแรงผี โดยจะใช้ผ้าห่อศพ บางคติบังคับให้ใช้ผ้าห่อศพผีตายโหงด้วยซ้ำ ประมาณว่าผีดุกว่า แต่เรื่องผ้าห่อศพนี้ยังมีคติต่างไปอีกว่าที่มาที่ไปมาจากอะไร เรื่องนี้ไม่ขอเล่าเป็นสาธารณะ เพราะเดี๋ยวอาจดราม่าจึงขอไม่เล่าดีกว่า เอาเป็นว่าผ้าที่ใช้ทำแหวนพิรอดมีทั้งแบบที่ใช้ผ้าห่อศพและแบบใช้ผ้าทั่วไป

  แหวนพิรอดแบบที่ใช้กระดาษมาถัก นิยมใช้กระดาษว่าวเพราะมีขนาดบางและเหนียวทนทาน เมื่อกระดาษบางก็สามารถฟั่นม้วนได้หลายๆชั้น  เชือกฟั่นที่ได้จึงมีความทนทานมากขึ้น

  การถักแหวนพิรอดยังมีแปลกออกไปอีก คือ ไม่ได้ถักเป็นเงื่อนพิรอดเพียงอย่างเดียว แต่ถักให้มีหัวแหวนเป็นปุ่มหรือยอดเป็นชั้น ยิ่งมียอดหลายยอดแหวนก็ยิ่งวงใหญ่ขึ้น

ยันต์แหวนพิรอด

  ยันต์ที่ใช้ลงในแหวนพิรอดจะเป็นยันต์ตามแนวยาว มีหลายยันต์สุดแต่ในตำราของท่านใด อีกแบบจะลงเป็นอักขระเป็นแถวยาวตามริ้วผ้า ลงอักขระเลขยันต์เสร็จแล้วจึงฟั่นให้เป็นเส้นเชือก แล้วถักเงื่อนพิรอดเป็นหัวแหวน เก็บปลายเชือกเข้าในเงื่อนให้เป็นรูปวงแหวน

แหวนพิรอดยันต์พญานาคเกี้ยว

ยันต์พญานาคเกี้ยวแบบหนึ่ง

  ตำราแหวนพิรอดของหลวงพ่อที่พระนครศรีอยุธยาที่ข้าพเจ้าได้เห็น ข้าพเจ้าชอบแบบที่เป็นยันต์นาคเกี้ยวมากที่สุด ที่พบจะเป็นยันต์นาคเกี้ยวเหมือนๆกัน แต่อักขระที่ลงมีต่างกันบ้าง มีจนถึงเป็นคาถาต่างบทก็มีเช่น เป็นรูปนาคเกี้ยว แต่อักขระที่ลงไว้ต่างกัน เช่น คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า คาถาธาตุ คาถามหาอุด คาถาปิโย

  พระอาจารย์ของข้าพเจ้าที่อยุธยาทุกท่านนั้น ท่านมักใช้ยันต์พญานาคเกี้ยวลงเป็นแหวนพิรอดมากกว่ายันต์อื่น ถ้าเป็นแหวนพิรอดแขน ก็จะมีอักขระคาถาอื่นๆประกอบเพิ่มเข้าไปตามเนื้อผ้าที่เหลืออีกเยอะ เช่น อิติปิโสแปดทิศ คาถาพระเจ้าห้ามอาวุธ คาถามหาอุด คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ ถ้าเป็นแหวนพิรอดนิ้ว ส่วนมากลงแค่พญานาคเกี้ยว หรือเพิ่มอักขระหัวใจคาถาเท่าที่มีพื้นที่เหลือพอ

ยันต์นาคเกี้ยวแบบต่างๆ

    รูปนาคเกี้ยวมักลงเป็นลายเส้นพอให้มองว่าเป็นพญานาค ไม่ค่อยวาดรายละเอียดพวกเกล็ดพญานาคและลายกนก คงเอาแค่ชักเส้นคร่าวๆพอมองออกว่าเป็นพญานาคเท่านั้น นานๆจึงจะพบแบบที่ชักเส้นเป็นพญานาคแบบจิตรกรรมไทย                    

  บางตำราไม่ได้ลงเป็นรูปนาคเกี้ยว จะเป็นการแยกตัวนาคเกี้ยวที่เป็นคู่ แยกออกมาเป็นนาคเดี่ยว 2 ตน แบบนี้มีทั้งลงอักขระคาถาต่างบทกันเลย และมีแบบที่ใช้คาถาบทเดียวกัน แต่แยกวรรคแบ่งเป็น 2 ส่วน เมื่อเอาพญานาคเดี่ยวๆมาซ้อนกันเป็นรูปพญานาคเกี้ยว ก็จะได้อักระคาถาบทเต็ม

 เท่าที่กราบเรียนสอบถามพระอาจารย์เรื่องการลงรูปพญานาคแบบ 2 ตน ท่านว่าบางท่านบังวิชารูปนาคเกี้ยวบางท่านชอบลงแบบแยกพญานาคมากกว่านาคเกี้ยว เพราะการชักเส้นยันต์นาคเกี้ยวอาจพลาดชักเส้นยันต์ผิดไปง่ายๆ ถ้าแยกออกมาเป็นพญานาค 2 ตน แบบนี้ชักเส้นยันต์ง่ายกว่าและผิดพลาดน้อย

แบบนี้แยกพญานาคออกมาเป็น2ตน

แหวนพิรอดยันต์อื่นๆ

  แบบนี้เคยพบทั้งที่เป็นรูปยันต์หลายแบบ และ แบบที่ลงเป็นอักขระคาถาบทต่างๆ ถ้าเป็นรูปยันต์มักเป็นยันต์ตามแนวยาว ซึ่งใช้ลงเป็นมงคลสวมศีรษะก็มี ถ้าลงเป็นอักขระมักจะลงด้วย อิติปิโสแปดทิศ คาถาพระเจ้าห้ามอาวุธ คาถามหาอุด คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า คาถาพระเจ้าแหวกฤทธิ์ หัวใจนวหรคุณเก้าแบบถอดตัว

ยันต์ลงแหวนพิรอดแบบไม่มีพญานาค

คาถาเสกแหวนพิรอด

  โบราณจารย์ท่านว่า การเสกยันต์ใดๆให้เสกด้วยตัวเอง คือลงอักขระคาถาในยันต์นั้น ก็เสกด้วยคาถาบทที่ลงนั่นเอง บางตำรับมีคาถาเฉพาะที่ต้องเสก หากจะเสกตามตำราแล้วยังมีเวลาก็เสกเพิ่ม จะใช้มนต์คาถาที่ถนัดเสกเพิ่มตามแต่เวลาที่มี

  บางคติมีคาถาเสกกำกับตอนใช้หรือสวมแหวนพิรอด ก็เสกกันไป

คาถาเสกที่พบมาก

คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า  อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ        

คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์(ขวา)  นะมะนะอะ  นอกอนะกะ  กอออนออะ  นะอะกะอัง

คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์(ซ้าย)   อุ มิ อะ มิ   มะ หิ สุ ตัง   สุ นะ พุท ธัง   อะ สุ นะ อะ

คาถามหาอุด  อุทธังอัทโธ ธังอัทโธอุท อัทโธอุทธัง โธอุทธังอัท

พระเจ้าแหวกฤทธิ์  พุทธังแคล้วคลาด พระเจ้าย่างบาท แคล้วคลาดด้วยพระพุทธัง ธัมมังแคล้วคลาด พระเจ้าย่างบาท แคล้วคลาดด้วยพระธัมมัง สังฆังแคล้วคลาด พระเจ้าย่างบาท แคล้วคลาดด้วยพระสังฆัง พุทธังแหวก ธัมมังแหวก สังฆังแหวก

  ตามตำรายังมีว่า ถ้าเสกได้ขลังดีแล้ว ถึงเอาแหวนพิรอดโยนเข้ากองไฟ ไฟนั้นจะไม่อาจเผาไหม้แหวนพิรอดนั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์คล้ายกัน คือ เชือกคาดเอวหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ ที่ท่านทำตามตำราหลวงพ่อขันวัดนกกระจาบ ข้าพเจ้าเผลอวางใกล้เทียนเล่มใหญ่หนัก9 บาท ตอนจุดเทียนทิ้งไว้ไม่ได้ดู มาเห็นอีกทีเทียนล้มทับเชือกคาด แถมเปลวเทียนยังจ่อเผาเชือกคาดพอดี ปรากฏว่าเชือกคาดเอวหลวงพ่อพรหมไม่เป็นอะไรเลย

วิธีถักแหวนพิรอด

  ถ้าจะหัดถักแหวนพิรอด ยุคนี้ง่ายดายสะดวก คือ ไปหาคลิปใน YouTube ที่สอนถักแหวนพิรอด มีคนใจดีลงคลิปสอนไว้มากมาย

  ปัจจุบันจะมีพระอาจารย์ใดที่ทำแหวนพิรอด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เสาะแสวงหาอีกแล้ว จึงไม่สามารถแนะนำให้ได้

เรื่อง  จากความทรงจำที่เคยกราบเรียนสอบถามพระอาจารย์หลายรูป และจากที่ได้ดูตำราเก่า

ภาพ  เป็นภาพของ sihawatchara