วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขมชมเด็กสาว.15 ท่าช้าง

 


ท่าช้างวังหลวง

  ตามประสาคนวัยหลังเกษียณข้าพเจ้าก็มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยี่ยมเยือนเหมือนกัน ไม่กี่วันก่อนยาที่ต้องใช้ประจำหมด จะหยิบยากล่องใหม่...ชะอ้าว ยาหมดเกลี้ยง พอดูวันที่คุณหมอนัดตรวจครั้งหน้า นี่นานถึงหนึ่งเดือนครึ่ง นึกได้ว่าคุณหมอคงจะลืมให้เอกสารรับยาเพิ่มแน่ๆเลย จะรีบขอเอกสารที่เรียกว่าใบรีฟิลยาก็ต้องแจ้งในวันที่คุณหมอออกตรวจ ซึ่งก็อีกสัปดาห์ซึ่งจะได้ยาไม่ทันใช้แน่ๆ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารีบไปซื้อยา ข้าพเจ้าจึงรีบไปซื้อยาแถวๆโรงพยาบาลศิริราช

  เมื่อซื้อยาแล้วเห็นว่าไหนๆออกมานอกบ้านทั้งที ถือโอกาสเที่ยวเดินเล่นสักหน่อย ก็เดินดูอะไรเรื่อยเฉื่อยแถวศิริราช แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเที่ยวฝั่งท่าพระจันทร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเดินเรื่อยไปจนถึงท่าเรือท่าช้าง เห็นท่าช้างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีท่าช้างแบบท่าช้างในความทรงจำของข้าพเจ้า ท่าช้างของข้าพเจ้าหายไปแล้ว

ประวัติแรกเริ่มของท่าช้าง (จาก วิกิพิเดีย)

  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พื้นที่แถบนี้ถูกเรียกว่า "ท่าพระ" หรือ "ประตูท่าพระ" เนื่องจากเป็นประตูที่ใช้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี มาเพื่อประดิษฐานไว้ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร แต่ทว่าไม่สามารถอัญเชิญเข้าได้ จึงมีการรื้อประตูและกำแพงวังบางส่วนออก แต่ทว่าชื่อนี้ไม่ใคร่เป็นที่เรียกติดปากของผู้คนมากเท่า "ท่าช้าง" ซึ่งเป็นจุดเดียวกับบริเวณประตูเมืองที่นำช้างซึ่งเลี้ยงไว้ในพระบรมมหาราชวัง หรือพระราชวังหลวง เพื่อลงอาบน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเรียกกันว่า "ท่าช้างวังหลวง" ต่อมาใน พ.ศ. 2351 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากสุโขทัยมาทางแพเพื่อมาประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม และพักแพที่ท่าช้างวังหลวงเพื่อประกอบพระราชพิธีสมโภชเป็นเวลา 3 วัน แต่พระพุทธรูปไม่สามารถผ่านประตูเมืองบริเวณนี้ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อประตูและกำแพงบางส่วนออก แล้วสร้างประตูใหม่พระราชทานนามว่า "ประตูท่าพระ" แต่ประชาชนยังคงนิยมเรียกกันว่า ท่าช้าง หรือท่าช้างวังหลวง

แห่พระศรีศากยมุนี ภาพจากposttoday

ปัจจุบันเป็นท่าเรือข้ามฟากซึ่งเอกชนได้เช่าจากกรุงเทพมหานครมาดำเนินการ ส่วนท่าพระปัจจุบันใช้เรียกท่าเรือบริเวณใกล้เคียงท่าช้างวังหลวง และยังเป็นชื่อวังท่าพระที่ตั้งอยู่บริเวณท่าช้างวังหลวงซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร

 

บ้านเรือนและอาคารพาณิชย์แถบท่าช้างวังหลวง เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก หลังคาชั้นบนทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวซีเมนต์ ชั้นล่างด้านหน้า อาคารมีกันสาดมุงด้วยสังกะสีลอนลูกฟูก โดยมีค้ำยันเหล็กและแปไม้รับน้ำหนัก ผนังและเสาอิงภายนอกทั้งสองชั้น มีลวดบัวปูนปั้นตกแต่งและเซาะร่องผนังเป็นเส้นตามแนวนอน ทั้งหมด ประตูและหน้าต่างทำจากไม้สัก โดยประตูหน้าของชั้นล่างเป็นชุดบานเฟี้ยม ตอนบนมีช่องลม ส่วนด้านหลังเป็นบานลูกฟักทึบแบบเปิดคู่หน้าต่างชั้นบนด้านหน้าเป็นบานลูกฟักทึบแบบเปิดคู่ตอนบนมีช่องลมไม้ฉลุลายรูปโค้ง ส่วนหน้าต่างด้านหลังเป็นบานเปิดคู่รูปสี่เหลี่ยม ไม่มีช่องลม บริเวณห้องริมสุดของอาคารแต่ละด้านรวมทั้งห้องมุมถนนมหาราชจะมีลักษณะพิเศษ คือ รูปด้านอาคารทำเป็นมุขยื่น มุขชั้นล่างมีเสาลอยขึ้นไปรับระเบียงชั้นบน กันสาดชั้นล่างเป็นรูปโค้ง ส่วนแผงหน้าจั่วประดับลวดลายปูนปั้น หรือซุ้มสกัดตอน และกรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน อาคารพาณิชย์ริมถนนมหาราชบริเวณท่าช้างวังหลวงจำนวน 34 คูหา เมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 และได้มีการบูรณะปรับปรุงใหม่ให้ดูแลสวยงามและใหม่ หลังจากที่ได้เสื่อมทรุดไปกับกาลเวลา พร้อมกับได้ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบ ๆ ด้วย

ท่าช้างที่ข้าพเจ้ารู้จัก

  ข้าพเจ้ามีความทรงจำที่ท่าช้างนี้มากๆ มากจริงๆ โดยเฉพาะความทรงจำในยุค...หนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์...ถ้านับจาก พ.ศ.2569นี้ ก็นานถึง 40กว่าปีเกือบ50ปีแล้ว

  ข้าพเจ้าได้ยินชื่อรู้จักท่าช้างมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมต้น(ประมาณ พ.ศ.2509ค่อนไปทางลบเล็กน้อย) ที่รู้เพราะมีแม่ค้าหาบของขายเจ้าประจำแกมาขายผลไม้ที่หน้าบ้านบ่อยๆ(บ้านหลังแรก) ยังพอจะจำได้ว่าคุณป้าแกคล้ายๆดารารุ่นเก่า คือ ป้าทอง (ป้าสุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต)บ้านข้าพเจ้าอยู่แถวๆเวิ้งนาครเขษม เป็นตึกแถวรุ่นเก่าคล้ายๆตึกเก่าแถวตลาดนางเลิ้ง คุณป้าแม่ค้าแกว่าหาบของมาจากท่าช้างวังหลวง ชื่อนี้คนสมัยนั้นเขามักเรียกท่าช้างเต็มๆว่าท่าช้างวังหลวง ระยะทางจากท่าช้างมาถึงบ้านข้าพเจ้าจะประมาณ2.5ก.ม.บวกนิดๆ แต่ป้าหาบของเร่ขายอ้อมไปตรงนั้นตรงนี้บ้าง แกว่าบางทีมาถึงบ้านข้าพเจ้าก็ร่วมๆ 5 ก.ม.

  คุณป้าแม่ค้าแกขายผลไม้จากสวนของแกที่อยู่ในคลองบางกอกน้อยแถวบางขุนนนท์ แน่นอนว่าผลไม้สำคัญของป้าย่อมเป็นทุเรียนบางขุนนนท์ดั้งเดิม และมีทุเรียนเมืองนนท์บ้าง เช่นทุเรียนกบ ชะนี ก้านยาว กำปั่น อีลวง กระเทย กระดุม พวงมณี ยังมีพันธุ์ที่นึกชื่อไม่ออกอีก ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าทุเรียน แกก็ขายมะม่วงบ้าง กล้วย มะละกอ กระท้อน ละมุด แกจะเอาของลงเรือมาขึ้นที่ท่าช้างวังหลวง ให้ลูกสาวตั้งกระจาดขายผลไม้ที่ท่าเรือท่าช้าง ส่วนป้าหาบของขายมาตามเส้นทางไปวัดโพธิฯฝั่งท่าเตียน ปากคลองตลาด บ้านหม้อ วังบูรพา สะพานเหล็ก เวิ้งนาครเขษมแถวบ้านข้าพเจ้า มานั่งพักหน้าบ้านเพราะแกคุ้นเคยกับย่าข้าพเจ้ามาตั้งแต่ยังสาวกันทั้งคู่ ถ้าขายไม่หมดก็จะหาบเร่ขายไปถึงเยาวราช ข้าพเจ้ารู้จักท่าช้างไปท่าช้างก็เพราะในวันทีป้าไม่ได้หาบเร่มาแถวบ้าน คนที่บ้านอยากรับประทานทุเรียน ก็จะไปซื้อทุเรียนของป้าที่ป้ากับลูกสาววางกระจาดขายอยู่ที่ท่าเรือท่าช้าง

ทางเดินเข้าท่าช้าง พ.ศ.2510 ภาพจาก เคล็ดไทย

  ท่าช้างสมัยที่ข้าพเจ้าไปซื้อทุเรียนของป้านั้นน่าจะ พ.ศ.2510เป็นต้นไป ผู้ใหญ่ที่บ้านพาไปบ่อย โดยเฉพาะเมื่อคุณป้าหาบของไม่ไหวแล้ว ป้าแกเลยนั่งขายผลไม้อยู่ที่ท่าช้าง ท่าช้างในยุคนั้นนับว่าเป็นตลาดสดชัดๆ ยังมัดของด้วยเชือกกล้วย ยังใช้ใบตองห่อของ ยังใช้ถุงกระดาษ มีของขายตั้งแต่บนทางเท้าด้านตรงข้ามพระบรมมหาราชวังและม.ศิลปากรไปจนถึงท่าเรือข้ามฟาก  ตอนวัยเด็กที่ข้าพเจ้าไปท่าช้าง พอจะจำได้แค่ว่าไปซื้อกับข้าว ผลไม้ บางทีมีตื่นเต้นที่ได้นั่งเรือข้ามฝากไปวัดระฆัง มีคนลงเรือข้ามฟากเยอะ ความเป็นเด็กเลยจำได้ไม่ละเอียด จำได้แค่ว่าที่ท่าช้างมีคนเยอะมีของขายเยอะ

  จำเรื่องท่าช้างได้มากจะเป็นช่วงเรียนมัธยมที่เริ่มเที่ยว และยิ่งจำได้มากสุดๆก็เป็นช่วงเรียนช่างกล เพราะเป็นยุคหวานแหววของหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ หนุ่มช่างกลรูปหล่อต้องไปรับสาวพาณิชย์น่ารักทุกวัน ต้องผ่านท่าเรือท่าช้างทุกวัน หลายครั้งต้องนั่งเรือหางยาวที่ท่าเรือท่าช้างด้วยกันสองคน เพื่อไปส่งสาวที่บ้านคลองบางใหญ่ จากท่าช้างไปปากคลองบางใหญ่จำได้ว่าค่าเรือคนละสามบาทห้าสิบสตางค์

  ความทรงจำของข้าพเจ้าเกี่ยวกับท่าเรือท่าช้างจะจำแม่นเป็นพิเศษในช่วงหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์นี้เอง จำได้เพราะเดินซื้อของที่ท่าช้างด้วยกัน นั่งเรือหางยาวไปบางใหญ่ หรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าช้างไปท่าน้ำนนท์ บางทีข้าพเจ้านั่งรับประทานอาหารรอเธอที่ท่าช้าง บางทีเราสองคนผ่านท่าช้างไปขึ้นรถเมล์ที่ท้องสนามหลวง บางทีข้าพเจ้ากลับจากบางใหญ่มาขึ้นท่าเรือท่าช้าง ก็มักแวะรับประทานอาหารก่อนกลับบ้าน เวลาที่ได้คุ้นเคยกับท่าช้างจึงมีโคตะระมากของมาก รายละเอียดของท่าช้างมาจำได้ก็เพราะสาวพาณิชย์นี้เอง

  จำได้ว่าที่ท่าช้างตั้งแต่ทางเข้ามีแม่ค้าพ่อค้ามาตั้งแผงวางกระจาดขายของเยอะแยะไปหมด บางวันขายทางฝั่งซ้ายและขวาของถนนลงท่าเรือ โดยเว้นที่ให้รถขนของเข้าไปได้ บางวันวางของขายเต็มไปหมดคล้ายตลาดนัด ของที่มีขายมีทั้งผลไม้ ผัก กุ้ง หอย ปู ปลา เครื่องแกง หมากพลู กับข้าวต่างๆ ขนม ดอกไม้พวงมาลัย มีหาบเร่ขายน้ำตาลสด หาบขายกล้วยปิ้งมันปิ้ง หาบขนมจีน มีร้านอาหารหลายร้านไปจนจรดท่าเรือ ร้านข้าวมันไก่เจ้าหนึ่งชื่อร้านฮกซ้วงย้ายมาขายที่ปากซอยบ้านปัจจุบันของข้าพเจ้าด้วย เฮียแกยังจำเรื่องราวของท่าช้างได้

  ตรงใกล้ๆทางเข้าท่าเรือท่าช้าง มีร้านขายปูทอด เป็นปูตัวเล็กๆไปจนถึงปูตัวจิ๋ว ทอดจนกรอบรับประทานได้ทั้งกระดองทั้งตัว สาวพาณิชย์เธอซื้อกลับบ้านคลองบางใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นก็งงว่ารับประทานได้รึ เพราะไม่เคยรับประทานมาก่อน ที่แท้ปูตัวเล็กๆนี้เรียกปูกะตอย เอาไว้ทอดกรอบรับประทานเล่น หรือเป็นกับข้าวได้ หรือดองน้ำปลาใส่ส้มตำได้

  ผักและผลไม้ที่มีขายที่ท่าช้าง แทบทั้งหมดชาวสวนคลองบางกอกน้อยเอามาขาย แม่ค้าจะใส่หมวกงอบกันทั้งนั้น แต่ภายหลังจากครบสองร้อยปีรัตนโกสินทร์ ข้าพเจ้าเองเรียนจบอุดมศึกษาในช่วงนั้นพอดียังมีอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว พ่อค้าแม่ค้าที่คุ้นเคยท่านมีอายุรุ่นลุงป้าตายายทั้งนั้น สังเกตเห็นว่าแม่ค้ารุ่นลูกหลานใส่หมวกงอบน้อยลงไปมาก คงเพราะพวกพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเดิมท่านชราภาพกันแล้ว จึงเลิกมาขายของด้วยตัวเอง ให้ลูกหลานมาขายเขาก็เริ่มใส่หมวกที่เบาๆทันสมัยกว่า

 ถ้าเป็นหน้าทุเรียน ที่ท่าช้างจะเป็นดงทุเรียนกันเลย ตอนที่ข้าพเจ้ายังเด็กทุเรียนส่วนมากเป็นทุเรียนสวนบางขุนนนท์ ต่อมาน้ำท่วมสวนบางขุนนนท์เสียหายไปมาก ก็มีทุเรียนบางใหญ่ ทุเรียนนนท์เข้ามาเสริม ทุเรียนที่มีขายจะเป็นทุเรียนกบ ชะนี ก้านยาว กำปั่น อีลวง กระเทย กระดุม พวงมณี นึกออกอีก 3 ชื่อ จอกลอย สาวชม กระปุกทองดี ที่ข้าพเจ้าพอจะจำชื่อพันธุ์ทุเรียนได้ ก็เพราะสาวพาณิชย์บ้านเธอเป็นสวนทุเรียนนั่นเอง ปัจจุบันทุเรียนบางขุนนนท์ทุเรียนบางใหญ่เป็นตำนานไปแล้ว ตอนนี้ไปซื้อทุเรียนที่ท่าช้าง คงจะได้แต่ทุเรียนระยองหรือปราจีนบุรีแล้วละมั๊ง

  มะม่วงก็เป็นผลไม้ที่มีขายมากที่ท่าช้าง ถ้าเป็นหน้ามะม่วงจะมีมะม่วงอกร่องขายเต็มไปหมด สมัยนั้นไม่ฮิตมะม่วงน้ำดอกไม้ ข้าพเจ้ายังทันซื้อมะม่วงที่เขาใส่ชะลอมย่อมๆให้ ยุคนั้นยังใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลหรือถุงกระดาษพับเองยังไม่มีถุงก๊อบแก๊บ

  ผลไม้และผักที่ขายที่ท่าช้างในยุคนั้น ยังเป็นของชาวสวนจริงๆ เป็นสวนในคลองบางกอกน้อย ตลิ่งชันคลองบางใหญ่ คลองอ้อม การขนส่งสะดวกมากเพราะมีเรือหางยาววิ่งคึกคัก ลูกค้าที่มาซื้อก็มีมาก เพราะท่าช้างเป็นจุดที่คนมาขึ้นลงรถเมล์เยอะ มานั่งเรือข้ามฟากเยอะมาก มาขึ้นลงเรือด่วนเจ้าพระยา และที่สำคัญคือ เป็นจุดต้นสายเรือหางยาวที่สำคัญสุดๆของยุคนั้น ยุคที่ผู้คนในคลองบางกอกน้อย คลองบางใหญ่ คลองอ้อม ยังไม่มีถนนตัดผ่านใกล้ๆ หน้าบ้านก็คือริมคลองหลังบ้านคือสวน พาหนะสำคัญคือเรือหางยาว เรือสองตอนหรือเรียกเรือบรื๋อ จุดหมายปลายทางคือท่าช้างทั้งนั้น

ด้านหน้าท่าช้าง พ.ศ.2510 ภาพจากเคล็ดไทย


  ในช่วงหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ ข้าพเจ้าเห็นคนซื้อปลาและกุ้งที่ท่าช้างกันมาก ถ้าเป็นปลาน้ำจืดจะเป็นปลาจับได้ตามธรรมชาติ เช่น ปลาดุก  ปลาช่อน ปลาไหล ปลากรายก็ยังพอมี และปลาที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก เพราะสาวพาณิชย์คนนั้นเธอไม่เคยซื้อ เธอว่าปลาจับเอาแถวบ้านก็ได้ ที่ข้าพเจ้าอึ้งก็คือ กุ้งก้ามกรามที่มีขายที่ท่าช้างยังมีเป็นกุ้งที่เขาจับในคลองบางกอกน้อย คลองอ้อม คลองบางใหญ่ ส่วนมากเป็นคลองอ้อม คลองบางใหญ่ ในยุคนั้นข้าพเจ้ายังทันจับกุ้งก้ามกรามที่คลองอ้อม แค่กางผ้าขาวม้าลงคลองเข้าใต้ถุนบ้าน เอามือไสๆใกล้พื้นหรือโคนเสาบ้าน จะมีกุ้งก้ามกรามติดผ้าขาวม้ามาง่ายๆ

  ตอนที่ควงสาวพาณิชย์ไปลงเรือหางยาวที่ท่าช้าง วันหนึ่งข้าพเจ้างุนงงมากที่เจอกับข้าวอย่างหนึ่ง เพราะไม่เคยรับประทาน ไม่มีขายทั่วไป ถ้าจะรับประทานต้องไปร้านขายอาหารป่าเท่านั้นซึ่งอาจไม่มีด้วย นั่นคือ เจอคนขายผัดเผ็ดหมูป่าใส่หม้อใบย่อมๆ ลุงคนขายจะตักใส่กระทงใบตองสดแล้วเอาใบต้องปิดแทนฝาเอาเชือกกล้วยมัด เป็นหมูป่าจริงๆสมัยนั้นยังไม่มีใครทำฟาร์มหมูป่า ถามลุงคนขายแกว่านานๆจึงจะมีเนื้อหมูป่ามาขาย บางทีมีเก้ง มีเนื้องูเหลือมงูเห่า ของพวกนี้ต้องแอบขายและขายหมดเร็วมีลูกค้าประจำ ที่ท่าช้างจึงแอบมีของป่ามาขายอยู่บ้าง

  ถ้าเราหันหน้าเข้าหาท่าช้าง ตรงถนนหรือตรงกลางเป็นบริเวณที่พ่อค้าแม่ค้ามาตั้งของขายเหมือนเป็นตลาด  ด้านซ้ายจะเป็นรั้วของราชนาวีสโมสร ด้านขวาจะเป็นตึกแถวรุ่นเก่าคลาสสิก ตึกแถวนี้ในสมัยข้าพเจ้ายังเด็กจนถึงเรียนจบอุดมศึกษา ตรงนี้จะเป็นร้านค้าร้านอาหารหลายร้าน มีร้านขายหนังสือสารพัดอ่าน จะมีแผงหนังสือหน้าร้านและแขวนหนังสือต่างๆเต็มไปหมด จำได้ว่าตรงกลางของตึกแถวจะเว้นห้องของตึกแถวคล้ายทำเป็นซอย มีร้านก๋วยจั๊บอร่อยที่ข้าพเจ้าไปรับประทานบ่อยๆ ตรงหัวมุมตึกเป็นร้านข้าวแกง มีกับข้าวใส่หม้อใส่ถาดไม่น้อยกว่ายี่สิบอย่าง และที่ข้าพเจ้ามีความทรงจำที่ดีฝังใจ จะเป็นร้านข้าวแกงอีกร้านหนึ่งที่อยู่ถัดจากมุมตึกไปในส่วนที่ติดท่าเรือ

  ร้านข้าวแกงท่าเรือท่าช้างเจ้านี้ คุณลุงเจ้าของร้านเป็นคนสุพรรณบุรี ข้าพเจ้าเคยแวะรับประทานมาตั้งแต่ครั้งเรียนมัธยมก่อน พ.ศ.2520 แต่นานๆจะมาสักครั้ง มาเป็นลูกค้าประจริงๆก็ตอนเรียนช่างกล ป.ว.ช. - ป.ว.ส. 5 ปี ร้านข้าวแกงของคุณลุงสุพรรณบุรีจะเป็นร้านข้าวแกงที่อยู่ลึกสุดของท่าช้าง คืออยู่ในโซนติดกับท่าเรือ เยื้องๆตรงข้ามแบบเฉียงๆหน่อยก็คือร้านขายปูกะตอยทอดกรอบที่สาวพาณิชย์ซื้อกลับบ้าน จุดเด่นร้านของคุณลุงจะมีแกงใส่หม้อใบใหญ่ตั้งไว้ที่หน้าร้านเรียงกันร่วมสิบหม้อ มีแกงครบทุกชนิด พวกกับข้าวผัดต่างๆจะใส่ถาดเรียงไว้เต็มไปหมด แกว่ากับข้าวที่ทำจะมีเวียนกันราวสามสิบกว่าอย่าง

     ข้าพเจ้าจะแวะรับประทานข้าวแกงที่ร้านลุงสุพรรณบุรีในช่วงใกล้เที่ยงก่อนไปรับสาวพาณิชย์ หรือไม่ก็เป็นช่วงใกล้ค่ำที่เลิกเรียนกลับจากสถาบัน กับข้าวสุดอร่อยของร้านคือแกงเผ็ดต่างๆ ผัดเผ็ดปลาดุก ผัดเผ็ดปลาไหล พะแนงเนื้อ บางวันมีผัดเผ็ดปลากระเบน มีลูกค้ามานั่งรับประทานหรือซื้อกับข้าวอยู่เรื่อยๆ ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าแกมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่เรียนช่างกล ไม่เคยคุยสนิทสนมอะไรกับลุงแกเลย แค่แวะมารับประทานอาหารเท่านั้น และแล้ววันที่ข้าพเจ้าต้องอึ้งซึ้งใจก็มาถึง

  ค่ำวันหนึ่งเลิกเรียนนั่งรถมาลงท่าช้าง ข้าพเจ้าเดินไปท่าเรือเพื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านลุงสุพรรณบุรี สั่งข้าวราดผัดเผ็ดปลาดุกกับแกงเขียวหวานไก่ที่ชอบรับประทานประจำ มีไข่ดาว 1 ฟอง ขณะที่ข้าพเจ้านั่งรับประทานคนเดียวนั้น สังเกตเห็นโต๊ะติดกันมีผู้ชายและหญิงในวัยทำงาน เป็นแฟนกันนั่งรับประทานข้าวราดแกง สองคนนี้เหลือบมองดูข้าพเจ้านั่งรับประทานบ่อยๆ

  ในที่สุดผู้ชายก็ถามข้าพเจ้าว่า...ข้าวของน้องสั่งพิเศษใช่มั๊ย แบบนี้จานละเท่าไร...ข้าพเจ้าตอบว่าสั่งข้าวกับข้าวสองอย่างไปธรรมดาไม่ได้เพิ่มพิเศษอะไรเลย...พี่แกก็ชี้ให้ดูที่จานข้าวของแกกับแฟนว่า...ของพี่ก็กับข้าวสองอย่าง แต่ทำไมมันจานของน้องถึงมีเยอะขนาดนี้...ข้าพเจ้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าเป็นอย่างที่แกพูดจริงๆ จานของข้าพเจ้ามีทั้งข้าวและกับข้าวพูนจานมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่มานั่งรับประทานทีไรทั้งข้าวและกับข้าวก็ปริมาณนี้ทุกครั้งนี่นา ราคาก็ปกติ ตอนนั้นนึกแค่ว่าตอนค่ำแสงในร้านไม่สว่าง ลุงแกคงตักพลาดเยอะไปบ้างละมั้ง

ทางเดินด้านใน สุดทางจะเป็นร้านลุงสุพรรณบุรี ภาพ Doi Kuro

    อีกสองสามวันต่อมาตอนค่ำไปนั่งรับประทานข้าวแกงร้านลุงสุพรรณบุรีอีก วันนั้นหลังเลิกเรียนได้เล่นเซปักตะกร้อที่สถาบันจนเหนื่อย พอลงรถเมล์ที่ท่าช้างก็รีบไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านลุงสุพรรณบุรี แกก็ตักข้าวและกับข้าวจนพูนจานเยอะๆอีกเหมือนเดิม ข้าพเจ้ารับประทานด้วยความหิวจนหมด จำได้ว่าวันนั้นอยากรับประทานเพิ่มเพราะมีผัดเผ็ดปลากระเบนที่ชอบมาก เลยสั่งข้าวราดผัดเผ็ดมาอีกจาน

  ตอนสั่งข้าวจานที่สองนั้นคุณลุงแกไปผัดกับข้าวถาดใหม่อยู่ จึงไม่เห็นข้าพเจ้าสั่งข้าวจานที่สอง พอข้าพเจ้ารับประทานข้าวแกทำกับข้าวถาดใหม่เสร็จ เห็นแกมองๆมาที่ข้าพเจ้าอย่างไรชอบกล พอรับประทานเสร็จก็เดินไปจ่ายเงินให้คุณลุง แกพูดว่า....ไอ้หนุ่มลุงขอโทษด้วยนะ สงสัยลุงตักข้าวให้น้อยไปหน่อย หนุ่มเลยต้องสั่งสองจานเสียเงิน...ตอนนั้นสีหน้าแกแบบเสียใจเหมือนแกทำผิด คุณลุงคิดเงินข้าวจานที่สองแค่ครึ่งราคา

  ข้าพเจ้าบอกแกว่าข้าวที่ลุงตักให้เยอะมาก วันนี้ที่ข้าพเจ้ารับประทานสองจานไม่ใช่ว่าจานเดียวไม่อิ่ม บังเอิญเล่นกีฬามาเหนื่อย และมีผัดเผ็ดปลากระเบนที่ชอบมาก เลยรับประทานอีกจานท้องแทบแตก ข้าพเจ้านึกเรื่องที่ชายหญิงวัยทำงานเคยถามเรื่องข้าวราดแกงจานข้าพเจ้ามันเยอะมาก จึงเล่าให้คุณลุงฟัง

  คุณลุงคนสุพรรณบุรีเจ้าของร้านข้างแกงที่ท่าเรือท่าช้างบอกข้าพเจ้าว่า...ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ลุงจะตักข้าวตักกับให้เยอะๆ จะได้กินจานเดียวอิ่ม จะได้มีแรงเรียนหนังสือ จะได้มีเงินค่าขนมเหลือ..ข้าพเจ้าฟังแล้วอึ้งซึ้งใจ นับตั้งแต่วันนั้น ถ้าข้าพเจ้าผ่านไปแถวท่าช้าง ถึงไม่ได้หิวข้าว ก็จะแวะไปซื้อกับข้าวร้านลุงเสมอ

  ตอนเรียนช่างกลช่วงแรกสังเกตได้ว่า เชือกมัดของเป็นเชือกพลาสติกแบบที่เรียกว่าเชือกฟาง ส่วนเชือกกล้วยเริ่มไม่ค่อยเห็น ถุงก็อบแก๊บเริ่มมา แต่ถุงกระดาษยังใช้กันเยอะ

  หลังจากเรียนจบทำงานแล้ว ไม่กี่ปีสาวพาณิชย์คนนั้นหายไปด้วยเหตุสุดวิสัย แต่ข้าพเจ้ายังคงแวะท่าช้างซื้อกับข้าวร้านคุณลุงอยู่เสมอ จึงยังเห็นเรื่องราวของท่าช้างต่อมาอีก จำได้ว่าพ่อค้าแม่ค้าที่ใส่หมวกงอบไม่มีแล้ว ทั้งยังมาตั้งแผงขายของน้อยลง เชือกกล้วย กระทงใบตอง ถุงกระดาษ ไม่มีแล้วเพราะถุงก๊อบแก๊บเข้ามาแทน ทุเรียนบางขุนนนท์ ทุเรียนนนทบุรี หายไปเพราะสวนล่มตอนน้ำท่วมใหญ่ ร้านอาหารที่ตึกแถวเริ่มลดลง ท่าเรือข้ามฟากท่าเรือหางยาวไปบางใหญ่ยังอยู่ แต่ในความเป็นจริง  ท่าช้างเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด

  ในช่วงวัยทำงานหลัง พ.ศ.2525 ตรงบริเวณป้ายรถเมล์ท่าช้างเริ่มมีคนมาตั้งแผงแบกะดินมากขึ้น ขายพวกงานเย็บหนังเล็กๆน้อยๆ ของแอนติกเก๊บ้างจริงบ้าง มีแผงหนึ่งเขาเอาหนังสือใหม่ๆมาขายลดราคาจากปกเยอะมาก บางครั้งหนังสือเพิ่งออกจำหน่าย แต่แผงนี้ขายครึ่งราคา มีคนไปอุดหนุนกันมาก และที่มีเพิ่มมาแถวๆด้านหน้าทางเข้าท่าช้างอีกอย่างคือ แผงขายยาแผนโบราณหลายแผง ซึ่งแต่เดิมแผงขายยาแผนโบราณจะมีอยู่ไปทางท่าพระจันทร์มากกว่า

  หลายปีต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้นมาก ทางฝั่งธนบุรีมีถนนตัดใหม่เพิ่มขึ้น มีถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี มีถนนวงแหวนต่อไปออกบางใหญ่บางบัวทอง สุพรรณ และไปออกถนนสายเอเชีย ภายหลังยังมีถนนราชพฤกษ์ วิถีชีวิตของคนทางฝั่งธนบุรี บางใหญ่ บางบัวทอง เปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิถีชีวิตริมคลองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คลองบางกอกน้อย คลองบางใหญ่ คลองอ้อมนนทบุรี ไม่ใช่เส้นทางหลักของชาวสวนอีกแล้ว ลูกหลานชาวสวนส่วนมากขายสวนเลิกทำสวน เลิกเดินทางด้วยเรือหางยาว เพราะมีถนนตัดผ่านใกล้บ้าน

  ชาวสวนคลองบางกอกน้อยเลิกทำสวน เลิกมาขายผลไม้ที่ท่าช้าง แถมกฎระเบียบของเทศกิจสร้างปัญหาให้บ้าง พ่อค้าแม่ค้ายุคค้าขายท่าช้างรุ่งเรือง ต่างเข้าวัยชรากันหมดมาขายเองไม่ไหว แผงขายของที่เคยมีมากก็ลดลงอย่างน่าใจหาย คนข้ามเรือข้ามฟากลดลงเพราะมีรถเมล์มีถนนสะดวกกว่า คนนั่งเรือหางยาวยิ่งลดลง ความสำคัญคึกคักของท่าเรือหางยาวที่ท่าช้างซบเซาลง

  ต่อมาหลังพ.ศ.2540 ข้าพเจ้าย้ายบ้านเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ท่าพระจันทร์ แต่นานๆครั้งก็ยังเดินเลยแวะมาเที่ยวท่าช้างอยู่บ้าง ซึ่งเป็นยุคนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันแล้ว บรรยากาศของท่าเรือท่าช้างที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยในยุคหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์หมดไป

ท่าช้างสมัยก่อน

ท่าช้างปัจจุบัน ภาพ sihawatchara

  ปลายปีก่อน(พ.ศ.2568) ข้าพเจ้าไปถ่ายภาพวัดโพธิฯ นึกถึงย่านท่าเตียนที่ไม่ได้ผ่านไปนานมาก ที่ตรงนี้ก็มีอดีตหวานแหวว และเห็นว่าแถวนี้ก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน จึงเดินไปถ่ายรูป ไปๆมาๆเดินไปถึงท่าช้าง ระลึกอดีตขึ้นมาจึงเดินถ่ายรูปบริเวณท่าช้างอีก ซึ่งไม่มีท่าช้างแบบของหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ในครั้งนั้นอีกแล้ว ท่าช้างของข้าพเจ้าหายไปโดยสิ้นเชิง ท่าเรือท่าช้างของข้าพเจ้าถูกรื้อไปหมดแล้ว แผงขายของพ่อค้าแม่ค้าไม่มีแล้ว ร้านข้าวแกงลุงสุพรรณบุรีไม่มีแล้ว พื้นที่บริเวณท่าช้างปรับเปลี่ยนใหม่เป็นทางเข้าออกอุโมงค์ใต้ดิน ตัวท่าเรือเดิมกลายเป็นลานริมแม่น้ำ มีนักท่องเที่ยวเดินเต็มไปหมด ท่าเรือสร้างแบบใหม่ขยับออกไปทางขวาสุด     

อุโมงค์ที่ท่าช้าง ภาพ sihawatchara

 
ตรงนี้เคยเป็นอาคารท่าเรือข้ามฟากและท่าเรือหางยาวไปบางใหญ่

   
ที่ทำให้วังเวงใจก็คือท่าเรือหางยาวไปคลองบางกอกน้อยไปปากคลองบางใหญ่ ปัจจุบันไม่มีเรือหางยาววิ่งไปบางใหญ่ตลอดวันอีกแล้ว เสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวที่เคยดังตลอดวันไม่มีแล้ว เรือหางยาวกลายเป็นเรือเช่านำเที่ยวคลองบางกอกน้อย ส่วนเรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารไปปากคลองบางใหญ่นั้น ตอนนี้เหลือแค่ตอนเช้าหนึ่งเที่ยว ตอนเย็นอีกหนึ่งเที่ยว ตรงนี้ข้าพเจ้ารู้สึกโหวงเหวงในใจชอบกล

ท่าเรือหางยาวเหลือแค่นี้

เรือข้ามฟาก

ในวันนั้นข้าพเจ้าระลึกอดีตถึงท่าช้างที่รู้จัก พบว่ามีกลายอย่างที่จำเลือนรางเสียแล้ว ข้าพเจ้านึกอยากเขียนบันทึกถึงท่าช้างในอดีตเมื่อวันนั้นเอง กลัวว่าเดี๋ยวจะลืมไปมากกว่านี้

 

อาคารท่าเรือย้ายไปอยู่ด้านขวาสุด

 
ข้าพเจ้าคิดว่า คนเราย่อมมีความทรงจำฝังใจอยู่ในบางสถานที่ ในช่วงวัยต่างๆ ในบางบุคคล ความทรงจำของข้าพเจ้าในช่วงวัยเรียนวัยรุ่น วัยหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์นั้น ความทรงจำนี้มันอยู่ที่ท่าเรือท่าช้างนี้ด้วย

  ในวันนั้น ข้าพเจ้านึกไว้อาลัยให้กับท่าเรือท่าช้างที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก ขนาดจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของท่าช้าง ที่เคยเป็นพยานยืนยันเรื่องราวในชีวิตจริงช่วงหนึ่งของข้าพเจ้าครั้งวัยหนุ่ม ที่มีพลังมีความสดใสมีชีวิตชีวา จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ยืนยันว่าอดีตครั้งนั้นมันคือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน จิ๊กซอว์ตัวนั้นยังพังทลายไปแล้ว มันคือ  จิ๊กซอว์เรือหางยาวสายไปบางใหญ่ เรือหางยาวสายที่หนุ่มช่างกลเคยนั่งไปส่งสาวพาณิชย์ถึงบ้านสวนริมคลอง จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของเรื่องราวหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ สาว พ.ต.พ. คนนั้น

   นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว...ครั้งนี้ออกจะวังเวงใจตัวเองจังเลย        

 เรื่องจากความทรงจำ

ประวัติท่าช้างจากวิกิพิเดีย

ภาพ จำได้ว่าเคยเห็นในอินเทอเน็ตเมื่อยี่สิบปีก่อนว่า ภาพเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นฝรั่งเขาถ่ายภาพไว้ ตอนนั้นดูผ่านๆไม่ได้จดรายละเอียดมาถึงปัจจุบันจึงตามหาต้นทางไม่ได้...ภาพที่แสดงไว้จำได้แค่ว่าได้จากเว็บเคล็ดไทย ,เรือนไทย 

ภาพสี เครดิตภาพมีในรูปว่า Doi Kuro

ภาพท่าช้างยุคนี้ ข้าพเจ้าไปถ่ายภาพเอง


วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าจีน 5. พระสังขจายจีน หมีล่อโฝ

 


พระสังขจายจีน หมีเล่อโฝ , หลวงจีนถุงย่าม

  60 กว่าปีก่อน(นับจาก พ.ศ.2568)ที่ยังเป็นเด็กเล็ก นับเฉพาะตอนที่เป็นเด็กที่จำความได้ ข้าพเจ้าอยู่ในย่านชาวจีน วัยประถมก็เรียนโรงเรียนจีน จีนขนาดว่าตอนเรียนต้องใช้เหมาปิ๊กหรือพู่กันจีนเขียนตัวหนังสือจีน เสื้อผ้ามักจะเปื้อนหมึกจีนอยู่เสมอ บางทีเปื้อนถึงใบหน้า

  หนังสือจีนที่เป็นแบบเรียนนั้น จะเป็นบทเรียนแบบลัทธิขงจื้อบ้าง นิทานจีนบ้าง ถ้าเป็นเรื่องศาสนาพุทธก็มีเฉพาะพุทธมหายาน ครูให้นักเรียนอ่านดังๆพร้อมๆกันทุกวัน จนเด็กๆจำขึ้นใจได้หลายเรื่อง

  ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระที่จำได้ ก๊มีเรื่องของหลวงจีนจี้กง พระถังซำจั๋ง และ หลวงจีนอ้วนตุ้ยนุ้ย ซึ่งในปัจจุบันนี้ไปเข้าใจผิดกันว่า หลวงจีนอ้วนตุ้ยนั้นคือหลวงพ่อพระสังกัจจายน์ แต่ที่จริงเป็นคนละองค์กัน

  ข้างบ้านข้าพเจ้าเป็นเจ้าของโรงเจที่เมืองชล โรงเจนี้ตั้งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง เมื่อทางโรงเจมีงาน บ้านข้าพเจ้าก็ไปช่วยบ่อยๆ ข้าพเจ้าจึงคุ้นเคยกับโรงเจมาตั้งแต่ยังเด็ก กินเจตั้งแต่เด็กแต่ไม่รู้ว่านั่นคืออาหารเจ

  โรงเจบนภูเขานี้เองที่เด็กอย่างข้าพเจ้าตื่นตาตื่นใจกับพระปูนปั้นขนาดใหญ่ เป็นพระตัวอ้วนๆนั่งเอกเขนก ผู้ใหญ่บอกว่านี่เรียกว่าพระสังขจายจีน รูปร่างพระน่ารักมากเพราะอ้วนๆยิ้มแย้มแจ่มใส จึงจำไว้ว่าพระอ้วนๆก็คือพระสังขจาย แต่จำผิดไปหน่อยตรงที่ว่า ไปจำพระสังขจายแบบจีนกับแบบไทยรวมกัน เพราะอ้วนๆเหมือนกัน พอโตขึ้นถึงรู้ว่าพระสังขจายจีนกับไทยนั้น เป็นพระคนละองค์กัน

ตำนานพระสังขจายจีน

   พระสังขจายจีนนั้น ตามประวัติดั้งเดิมว่ามีตัวตนจริงอยู่ในยุคห้าราชวงศ์สิบแว่นแคว้น ซึ่งเป็นช่วงราชวงศ์ถังเสื่อม หลวงพ่อพระสังขจายจีนมีนามว่า สมณะชี่ฉื่อ หรือ สมณะถุงย่าม เป็นชาวมณฑลเจ้อเจียง ปีเกิดของท่านไม่มีบันทึกไว้ ทราบเพียงว่าท่านมรณะภาพในราวปี ค.ศ.916-917(พ.ศ.373-374)

   ในสมัยนั้นมีราชวงศ์ใหญ่อยู่ 5 ราชวงศ์ ในส่วนของราชวงศ์โฮ่วเหลียงนั้น (ค.ศ.907-923) ได้มีสมณะชี่ฉื่อมีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ย สวมใส่จีวรหลวมๆและชอบให้จีวรหลุดลุ่ย เห็นท้องที่อ้วนพุงพลุ้ย มือข้างหนึ่งถือพวงประคำ มืออีกข้างหนึ่งถือไม้เท้าที่ตรงปลายไม้เท้ามีถุงหรือย่ามอยู่หนึ่งใบแขวนไว้ นอกจากท่านจะมีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ยจีวรหลุดแล้ว ท่านยังมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มีกิริยาร่าเริง 


   เมื่อสมณะชี่ฉื่อผ่านไปที่ใดๆ ก็จะหยิบของออกจากถุงย่ามมาแจกเด็กๆเสมอ คนจึงเรียกท่านว่าสมณะถุงย่ามหรือหลวงจีนถุงย่าม การที่ท่านหยิบของจากถุงย่ามมาแจกนั้น แปลกที่แจกเท่าไรก็ไม่หมด นอกจากนี้ท่านยังมักเตือนผู้คนให้รู้ล่วงหน้าถึงดินฟ้าอากาศที่จะแปรปรวน  ทำให้ประชาชนรอดพ้นภัยพิบัติ

  เรื่องเล่าของหลวงจีนถุงย่านนั้นเหมือนกับเป็นนิทานสอนเด็ก ข้าพเจ้าอ่านฟังแล้วชอบใจ ประมาณว่าท่านหลวงจีนถุงย่ามเที่ยวไปช่วยคนไปในทุกที่ เจอคนที่ขัดสนก็หยิบของจากถุงย่ามมาแจก เจอคนป่วยก็ล้วงยาจากถุงย่ามมารักษาให้ เจอเด็กๆก็ล้วงถุงย่ามได้พุทราเชื่อมมาแจกเด็กๆ

  สมณะชี่ฉื่อหรือหลวงจีนถุงย่ามท่นตระเวนไปทั่วเหมือนเที่ยวโปรดสาธุชน ถุงย่ามของท่านมีสารพัดสมบัติ และเป็นถุงย่ามวิเศษจับภูตผีปีศาจได้ ไปที่ใดก็แสดงกริยารื่นเริงใจดี ไปเจอภัยธรรมชาติก็แก้ไขปัดเป่าภัยให้ชาวบ้าน ไปเจอผู้ใฝ่ธรรมะก็สอนธรรมะให้ผู้นั้น

   ในช่วงเวลาที่ท่านหลวงจีนถุงย่ามจะมรณภาพนั้น ท่านได้กล่าวโศลกทิ้งปริศนาธรรมเอาไว้ มีผู้ถอดความได้ว่า ที่แท้ท่านหลวงจีนถุงย่ามนี้ก็คือพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต คือทางมหายานนั้นเชื่อว่าพระศรีอาริยเมตไตรยนิรมาณกายมาโปรดสัตว์นั่นเอง จึงนิยมเรียมหลวงจีนชีฉื่อว่า หมีเล่อโฝ

  สมณะชี่ฉื่อหรือหลวงจีนถุงย่ามคนมักเรียกว่า พระสังขจายจีน จึงไปจำสับสนจำผิดว่าท่านคือพระสังขจายไทย ซึ่งพระสังขจายไทยก็คือหลวงพ่อพระมหากัจจายนะ ที่แท้พระสังขจายจีนและพระสังขจายไทย ไม่ใช่องค์เดียวกัน


เรื่อง จากความทรงจำในหนังสือจีน

ภาพ จากอินเทอเน็ต



วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าจีน.4 กอเอี๊ยะ..ยาจีนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา


 กอเอี๊ยะ

  ขณะที่ข่าพเจ้ารื้อจัดของที่บ้านที่มันสุมๆรวมกัน มีกระป๋องเก่าใบหนึ่งหล่นลงมา มองดูก็จำได้ว่าเราเคยค้นหากระป๋องใบนี้มานานแต่หาไม่เจอ เป็นกระป๋องพลาสเตอร์แก้ปวดเมื่อย ที่ซื้อมาจากเมืองจีนตั้งสิบกว่าปีแล้ว สรรพคุณดีมากๆ พอตัดมาแปะที่ผิวหนัง สักครู่จะร้อนวูบวาบ แถมมีกลิ่นยาจีนหอมอ่อนๆผสมฉุนๆ

  พลาสเตอร์แก้ปวดเมื่อยนี้ ที่แท้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่วิวัฒนาการมาจากยาจีนโบราณ คือ กอเอี๊ยะ

  สมัยข้าพเจ้าเรียนชั้นประถมต้น(นับจาก พ.ศ.2568 ก็ราวๆ 60ปีบวกนิดเชียวรึ)ก็เคยโดนกอเอี๊ยะแปะที่ศีรษะ จำได้ว่าพวกเพื่อนผู้ชายทุกคนไม่มีใครที่ไม่เคยมีกอเอี๊ยะแปะหัว แปะแขน ขา โดยเฉพาะที่ศีรษะและหัวเข่า สาเหตุที่แปะกอเอี๊ยะก็คือ เป็นฝี และอีกอย่างคือ ปวดฟัน

  บ้านในวัยเด็กของข้าพเจ้าอยู่แถวๆเวิ้งนาครเขษม เป็นย่านคนจีนระดับที่ลงเรือสำเภามาอยู่เมืองสยาม จึงมีความเป็นจีนเข้มข้นมาก เพื่อนข้าพเจ้าในย่านนั้น ต่างก็เคยโดนแปะกอเอี๊ยะกันทุกคน แถวนั้นแผ่นกอเอี๊ยะหาซื้อได้ง่ายมาก ทั้งร้ายขายยา ร้านโชห่วย เอาแค่เยื้องบ้านข้าพเจ้ายังมีอาซิ้มตั้งตู้ขายบุหรี่ และแผ่นกอเอี๊ยะในตู้เดียวกันเลย

  สรรพคุณของกอเอี๊ยะคือ รักษาหรือบรรเทาความเจ็บปวดจากฝี โดยแปะกอเอี๊ยะบริเวณที่เป็นหัวฝี อีกอาการหนึ่งคือบรรเทาอาการปวดฟัน โดยแปะที่แก้มเวลาปวดฟัน แต่ประสิทธิภาพทางดูดหัวฝีจะชัดเจนมากกว่าการบรรเทาอาการปวดฟัน มีบ้างที่เอากอเอี๊ยะปิดแผลสด แต่สรรพคุณที่นิยมสุด ประมาณว่าสายตรงของกอเอี๊ยะคือแปะหัวฝี

  ลักษณะของกอเอี๊ยะจะเป็นตัวยาผสมมีความหนึบๆเหนียวๆเล็กน้อย ตัวยากอเอี๊ยะจะป้ายหรือหยดไว้บนแผ่นกระดาษ ส่วนใหญ่เป็นกระดาษว่าว ลักษณะและขนาดจะคล้ายๆแผ่นทองคำเปลว เวลาใช้กอเอี๊ยะก็แค่เปิดกระดาษที่หุ้มออก แล้วแปะกอเอี๊ยะลงไปบนหัวฝี

  ภาษาจีนแต้จิ๋วคำว่า กอเอี๊ยะ หมายถึงยาขี้ผึ้ง หรือ ขี้ผึ้งที่เป็นยา  กอ แปลว่า ขี้ผึ้ง คำว่า เอี๊ยะ แปลว่า ยา ส่วนผสมของกอเอี๊ยะเห็นมีผู้ลงไว้ให้ในโซเชี่ยล ซึ่งเหมือนกันทุกช่อง คือ น้ำมันใบชา เสนผง ยางสน ชันตะเคียน งึ่งจู(ยาจีนเป็นผงสีแดง) ขี้ผึ้ง เอาทั้งหมดนี้มาเคี่ยวรวมกัน

  แต่กอเอี๊ยะที่ทำขายมีหลายยี่ห้อ ใช้ได้ผลไม่เท่ากัน ก็เพราะมีตัวยาเฉพาะสูตรของใครของมัน ที่มีต่างอกไปบ้าง ตอนที่ข้าพเจ้ายังเด็กเคยเห็นว่า มีการเอากานพลูมาบดแล้วผสมใส่ลงไปด้วย บางทีมีการใช้ใบชาน้ำมัน(ชาทางตอนใต้ของจีน)มาบดคั่วกับส่วนผสมกอเอี๊ยะด้วย ที่รู้ก็เพราะบ้านเพื่อนเป็นร้านขายเครื่องยาจีน และปากซอยบ้านมีร้านยาจีนอยู่ 2 ร้าน เป็นเพื่อนบ้านกันมากับรุ่นอาก๋ง

  เพื่อนบ้านข้าพเจ้าเป็นซินแสจีน ที่บ้านนี้มีหนังสือจีนมาก บางทีก๋งทำกอเอี๊ยะเอง ข้าพเจ้าจำตัวยาของก๋งไม่แม่นแล้วเพราะมันนานมากเลยเลือนๆ จำได้แค่ของแปลกที่ในตอนนั้นไม่รู้จัก คือ เมล็ดชาน้ำมัน กับไม้ฝาง ที่จำเมล็ดชาน้ำมันได้เพราะตอนนั้นสงสัยว่าต้นชามีเมล็ดด้วยรึ และจำไม้ฝางเพราะไม้อะไรพอต้มแล้วน้ำแดงแจ๋ และอีกอย่างคือ ย่าข้าพเจ้าเอาใบชามาต้มแล้วคั่วกระทะ บดใส่ในยากอเอี๊ยะด้วย

  จำได้ว่ากอเอี๊ยะเมื่อ 60 ปีก่อน ราคาแผ่นละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท มีแบบสีแดงและสีดำๆ นอกจากนี้ยังมียากออี๊ยะแบบที่เป็นตัวยากอเอี๊ยะบรรจุกระปุก ตลับ อีกด้วย เวลาใช้จะมีไม้พายเล็กๆเอาไปควักยากอเอี๊ยะออกมา แล้วป้ายยาบนแผ่นกระดาษหรือแผ่นผ้า แล้วเอาไปแปะที่หัวฝี

แบบพลาสเตอร์แปะแก้ปวดเมื่อยยี่ห้อเก่าแก่

  สำหรับกอเอี๊ยะที่เป็นแผ่นยางหรือพลาสเตอร์ แบบนี้มีมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2500 แล้ว จะเป็นกอเอี๊ยะแปะแก้ปวดเมื่อย พัฒนามาจากกอเอี๊ยะดั้งเดิมที่เป็นแผ่นกระดาษ กลายเป็นแผ่นยางและไม่ใช้แปะหัวฝี เพราะตัวยาเป็นยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ สมัยนั้นใครแปะแล้วโก้ดีพิลึก

  ตอนเด็กนอนตกหมอนจนคอเคล็ด ได้กอเอี๊ยะยางนี้แปะที่คอ ยี่ห้อ นีโอบัน บรรเทาอาการได้ไม่น้อย ปวดเมื่อยตรงไหนแปะตรงนั้น แต่ตอนแกะออกนั้น จะทุลักทุเลไม่น้อย เพราะแผ่นยางมันจะดึงขนติดมาด้วยยี่ห้อนนี้ปัจจุบันยังมีขายอยู่ นับว่าเก่าแก่มากเลยทีเดียว

แบบนี้สาวๆตัดเป็นชิ้นไปแปะหัวสิว


  ยุคปัจจุบันกอเอี๊ยะปิดหัวฝีก็ยังมีคนใช้กันบ้าง  ทำมาเหมือนสติ๊กเกอร์ แต่ส่วนใหญ่เขาจะตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กใช้แปะหัวสิว ถามสาวๆที่ใช้ เขาว่าใช้ดีมากๆ ซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ อย่างนี้กอเอี๊ยะก็คงจะมีใช้อยู่คู่เมืองไทยกันต่อไป


เรื่อง  จากความทรงจำ

ภาพ  อินเทอเน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว 14. ก๋วยเตี๋ยวเรือ




ก๋วยเตี๋ยวเรือ Boat noodles

  ตอนเย็นไปจนถึงเที่ยงคืนกว่าๆ ถ้าข้าพเจ้าหิวขึ้นมา ง่ายที่สุดก็คือเดินออกไปปากซอยบ้าน ไปนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ ซึ่งเฮียคนขายแกว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาของแท้ แท้เพราะเฮียเป็นคนอยุธยา แต่ก๋วยเตี๋ยวเรือของแกไม่มีเรือให้ดู เพราะมีแต่รถเข็นติดยี่ห้อว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ขายดีจนเซ้งตึกแถวปากซอยได้ แถมตอนนี้ยังมีพวกฝรั่งมานั่งรับประทานบ่อยๆ

  ถ้าเป็นตอนสายๆไปจนถึงช่วงบ่าย ตรงใกล้ปากซอยบ้านก็มีก๋วยเตี๋ยวเรือเจ๊จุ๋มอีกเจ้าหนึ่ง เก่าแก่กว่าร้านของเฮียก๋วยเตี๋ยวเรือภาคค่ำ ร้านของเจ๊ยังมีเรือก๋วยเตี๋ยวตั้งเอาไว้ เจ๊แกว่าเป็นเรือก๋วยเตี๋ยวลำเดิมที่บรรพบุรุษของเจ๊เคยใช้

  ในย่านบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ เป็นถนนที่ขนานไปกับคลองบางกอกน้อย ยังมีอดีตก๋วยเตี๋ยวเรือดังอยู่อีก 3 เจ้า ที่ยังไม่ดังอีกหลายร้าน ไม่ได้เป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา แต่เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือกรุงเทพฯทุกเจ้า คือดั้งเดิมเคยพายเรือขายในคลองบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ต่อมาได้ยกเรือขึ้นบกมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือหน้าบ้านในปัจจุบัน เรื่องนี้บอกชัดเจนว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือไม่ได้มีแค่ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา แต่มีตามท้องถิ่นที่เป็นชุมชนเรียงรายตามริมคลองและริมแม่น้ำมาก่อน

เรือขายอาหาร Food boat

    ในปัจจุบันคนทั่วไปมักจะเข้าใจเพียงว่า เรือในแม่น้ำลำคลองที่เป็นเรือขายอาหารนั้น มีเพียงเรือขายก๋วยเตี๋ยว หรือที่เรียกว่าก๋วยเตี๋ยวเรือ เพราะได้ยินแต่คำว่าก๋วยเตี๋ยวเรือ ตลอดทั้งเคยรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ เห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือ บางทีเห็นเรือขายก๋วยเตี๋ยวในคลองบางคลอง ซึ่งมีเหลือน้อยมากๆ แทบทั้งหมดจะเห็นแค่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือที่ตั้งอยู่บนบก โดยมีเรือตั้งโชว์ไว้ที่หน้าร้าน เมื่อเป็นแบบนี้ คนส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยกับคำว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือ จึงพลอยนึกไปว่าในแม่น้ำลำคลองมีแต่ก๋วยเตี๋ยวเรือ ซึ่งความจริงนั้นไม่ใช่

เรือขายขนมที่อัมพวา ภาพ สีหวัชร


  ถ้าเคยไปเที่ยวตลาดน้ำต่างๆ เช่น ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดน้ำตลิ่งชัน จะเห็นว่ามีเรือขายสินค้าสารพัด รวมทั้งเรือที่ขายอาหารต่างๆ ไม่ได้มีแค่ก๋วยเตี๋ยวเรือเท่านั้น แต่ถึงจะเห็นเรือขายของหลายอย่างขนาดนั้น ก็ยังคงคุ้นกับคำว่าก๋วยเตี๋ยวเรือมากกว่า

ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา

  เป็นที่น่าแปลกใจว่า ในกรุงเทพฯนั้น ถ้าจะถามว่าก๋วยเตี๋ยวอะไรที่มีเยอะมากที่สุด รับรองว่าคนต้องนึกถึงก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาเป็นลำดับต้นๆ แล้วร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาก็มีเยอะแยะมากมายจริงๆด้วย ราวกับว่าคนอยุธยาท่านอพยพมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือในกรุงเทพฯกันหมด ขนาดปากซอยบ้านข้าพเจ้ายังมีเลย

  ในปัจจุบันคำจำกัดความว่าก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ไม่ได้หมายความว่าคนขายเป็นคนอยุธยาแล้ว แต่หมายถึงสูตรก๋วยเตี๋ยว ที่น้ำซุปเป็นสีเข้มๆจนบางทีดำเหมือนซีอิ้วดำ มีลูกชิ้นนิดหน่อย มีเนื้อหมูหรือเนื้อวัวหน่อย มีตับชิ้นสองชิ้น ถั่วงอก ผักบุ้งที่หนักไปทางก้าน และที่สำคัญต้องมีใบโหระพา ถ้าก๋วยเตี๋ยวหน้าตาเป็นแบบนี้ จึงจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา แถมเวลารับประทาน จะต้องมีแคปหมู กากหมู รับประทานเพิ่มคลอเลสเตอรอลให้แก่ร่างกายอีกด้วย

  ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่มีขายใน จ.พระนครศรีอยุธยา ขายโดยคนอยุธยาจริงๆ ข้าพเจ้าเจอครั้งแรกที่ท่าน้ำวัดพนัญเชิงฯเมื่อราวๆสี่สิบกว่าปีก่อน ตอนเห็นครั้งแรกมองดูแต่ไกลเห็นเป็นคุณลุงพายเรือลำเล็กนิดเดียว ลุงแกมาจอดเรือที่ท่าน้ำวัด มีชาวบ้านที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวไปรุมสั่งก๋วยเตี๋ยวเรือกันเยอะ พอสอบถามชาวบ้านดูก็ได้ความว่า..นี่ก๋วยเตี๋ยวเรือตาเหลียว...

ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาหน้าตาเป็นแบบนี้ ภาพ pantip

  คำว่าตาเหลียวไม่ใช่ว่าแกมีอายุระดับคุณตา คนอยุธยาเขาใช้เรียกถึงบุคคลที่ถูกกล่าวถึงว่า ตานั่น ตานี่...ตาเหลียวที่แท้ยังมีอายุประมาณคุณลุง ข้าพเจ้าอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวเรือตาเหลียว แล้วชวนคุยกับแกเรื่องการขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ตาเหลียวเล่าว่า แกขายก๋วยเตี๋ยวเรือตามแนวลำน้ำป่าสัก โดยพายเรือออกจากบ้านมาขายก๋วยเตี๋ยวแถวๆตลาดหัวรอฝั่งริมน้ำ แล้วมาตามแม่น้ำป่าสัก แวะขายก๋วยเตี๋ยวตามบ้านริมแม่น้ำ กะเวลาให้พายเรือมาถึงวัดพนัญเชิงฯตอนใกล้เที่ยง เพราะมีลูกค้าขาประจำรอเยอะ แกจะจอดเริอที่ท่าน้ำวัดราวๆ 2 ชั่วโมง จึงกลับเข้าไปทางแม่น้ำป่าสัก ขากลับค่อยติดเครื่องเรือขับเรือไป เพราะขากลับเรือจะทวนน้ำพายแล้วเหนื่อย

  ตาเหลียวเล่าถึงก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาให้ฟังว่า...เห็นมีพายเรือขายมาตั้งแต่แกยังเด็ก ต้นตอก๋วยเตี๋ยวก็น่าจะมาจากคนจีนอยู่แล้ว จะเรียกเป็นก๋วยเตี๋ยวเจ๊กโน้นเจ๊กนี้ ส่วนก๋วยเตี๋ยวที่คนไทยอยุธยาแบบแกขาย โดยมากไม่ได้ขายก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก จะทำนามากกว่า พอว่างจากฤดูทำนาก็มาขายก๋วยเตี๋ยวเรือเสริมรายได้ ไปๆมาๆเลยขายก๋วยเตี๋ยวเรือจริงๆก็มาก มักจะขายประจำเวลาที่ท่าน้ำวัดต่างๆที่มีคนมากหน่อย แล้วก็แวะขายตามบ้านริมน้ำ ระยะทางที่พายเรือขายไปกลับก็ไม่เกิน 8 ชั่วโมงบวกลบเล็กน้อย อย่างมากพอบ่ายแก่ๆก็ติดเครื่องเรือขับเรือกลับบ้านกันทั้งนั้น

  ตาเหลียวให้ข้อสังเกตว่า ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาทั้งหมูทั้งเนื้อวัว น้ำก๋วยเตี๋ยวต้องมีสีข้นๆคล้ำๆ ต้องมีใบโหระพา พริกน้ำส้มต้องเป็นพริกขี้หนูตำ...ตาเหลียวนั้น ถ้าแกยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ พ.ศ.2568 แกจะมีอายุราวๆ 100ปีบวกเล็กน้อย

ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต

  ในช่วง พ.ศ.2510บวกลบเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็ได้รู้จักและได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต สาเหตุก็เพราะไปเที่ยวบ้านเดิมของมารดาที่อยู่ จ.ปราจีนบุรี ตอนเดินทางออกจากกรุงเทพฯ จุดแรกที่คนกรุงเทพฯมักจะแวะรับประทานอาหาร จะอยู่ตั้งแต่เขต อ.รังสิตไปจนถึงแถวๆประตูน้ำพระอินทร์ ไม่อย่างนั้นจะต้องแวะที่สามแยก อ.หินกอง ซึ่งไกลออกไปอีก ดังนั้นจุดเหมาะสมที่สุดจุดแรกในการแวะรับประทานอาหาร จึงเป็นแถวๆ ตลาดรังสิต และที่นิยมที่สุดก็คือแถวๆถนนรังสิต-นครนายก เพราะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเรียงรายเต็มไปหมด ครอบครัวข้าพเจ้าไปเที่ยว จ.ปราจีนบุรี คราวใด ต้องแวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตตรงบริเวณนี้ทุกครั้ง ข้าพเจ้าจึงมีความทรงจำเรื่องก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตอยู่พอสมควร

ภาพคุณป้าเจ้าของร้าน จส100 หน้า ม.รังสิต

ช่วงแรกๆที่แวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต จะแวะเข้าถนนเลียบคลองรังสิต ซึ่งก็คือถนนรังสิต-นครนายกในปัจจุบัน สมัยนั้นยังสร้างไม่เสร็จดี ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือจะปลูกเป็นเพิงมีหลังคามุงจากบังแดดบังฝนเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นร้านรวงแบบถาวร ในตอนนั้นหลายร้านยกเรือขึ้นมาตั้งบนบกที่หน้าร้าน แต่ก็ยังมีเรือก๋วยเตี๋ยวผูกอยู่ริมคลอง ประมาณว่ายังมีเรือก๋วยเตี๋ยวในคลองหลังร้าน เพื่อช่วยทางหน้าร้านทำก๋วยเตี๋ยวส่งขึ้นมา เพราะลูกค้าเยอะจนทำก๋วยเตี๋ยวไม่ทัน และอีกอย่างก็เพราะ ทางร้านเขาแยกทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อและก๋วยเตี๋ยวหมูออกจากกัน ข้าพเจ้าจำได้ว่าไปรอรับชามก๋วยเตี๋ยวหมูที่เรือริมคลองหลังร้าน ซึ่งร้านที่ไปอุดหนุนเขานั้น หน้าร้านเขาทำเฉพาะก๋วยเตี๋ยวเนื้อ โดยทำบนเรือที่ยกไปวางไว้บนบก โชว์การทำก๋วยเตี๋ยวที่หน้าร้าน     

  ในช่วง พ.ศ.2510 บวกลบเล็กน้อย จำได้ว่าราคาก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตจะมีราคาชามละ 1 บาท อีกหลายปีต่อมาก็ค่อยๆเพิ่มราคาจนถึง 3 บาท ในยุคนั้นถ้าจะซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือกลับบ้าน จะซื้อได้เฉพาะก๋วยเตี๋ยวแห้งเท่านั้น จะใส่กระทงใบตองให้มา สมัยนั้นเมืองไทยยังไม่มีถุงพลาสติก ถ้าจะซื้อก๋วยเตี๋ยวน้ำ จำเป็นจะต้องเตรียมหม้ออวยหรือไม่ก็ปิ่นโต เพื่อใส่น้ำก๋วยเตี๋ยว ถ้าซื้อหลายชามเขาจะใส่ก๋วยเตี๋ยวในกระทงซ้อนเป็นชั้นๆ แล้วมัดรวมด้วยเชือกกล้วย ข้าพเจ้าจำได้แม่นเพราะเคยหิ้วมาเองกับมือ แต่ส่วนมากเขาก็ซื้อกลับบ้านเฉพาะก๋วยเตี๋ยวแห้ง ส่วนพริกน้ำส้มนั้นเป็นต้องอด เพราะไม่มีอะไรจะใส่เอากลับมา ต้องปรุงรสเผ็ดหวานมาเลย ถ้าจะเอาพริกน้ำส้มกลับมาด้วย ก็คงต้องใส่ถ้วยแก้ว เพราะถ้วยพลาสติกก็ยังไม่ใช้กัน


  ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตก็ยังมีขาย แต่ยกเรือขึ้นบก บางร้านเหมือนยังขายริมคลอง โดยเลี่ยงมาเป็นเรือลำใหญ่ๆมีโต๊ะอาหาร นั่งรับประทานบนเรือได้เลย

  คนที่ไปรับประทายก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตในยุคนั้น เหมือนกับไปเที่ยวปิกนิก เหมือนขับรถเที่ยว ทั้งยังมักจะซื้อแตงโมเอากลับบ้านกันด้วย สมัยนั้นแตงโมรังสิตดังเหมือนกัน มีร้านขายแตงโมตั้งเรียงรายเป็นระยะ ร้านไหนคนซื้อเยอะ ไม่ได้หมายความว่าแตงโมอร่อย ที่แท้ซื้อเพราะแม่ค้าสวย

ก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับ

  ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตที่ดังที่สุดคนรู้จักชื่อที่สุด ก็คือ..ก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับ..แต่สมัยที่ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตดังถึงกรุงเทพฯนั้น เป็นช่วงหลัง พ.ศ.2500ขึ้นมา ซึ่งโกฮับแกถึงแก่กรรมไปแล้ว ดังนั้นคนที่ทันเห็นโกฮับจริงๆ จึงมีแต่คนแถบสะพานรังสิต และคนที่ทำงานแถวๆรังสิต ที่เคยไปอุดหนุนโกฮับ ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทันโกฮับ เพราะเกิดไม่ทัน

  จำได้ว่าช่วงแรกที่ได้แวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต จะต้องเข้าไปที่ถนนเลียบคลองรังสิตดังที่ได้เล่าไปแล้ว ต่อมาไม่กี่ปี ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตก็ย้ายมาอยู่ถนนใหญ่ซึ่งก็คือถนนพหลโยธิน โดยตั้งร้านใกล้ๆกันเป็นระยะๆก่อนที่จะถึงตลาดรังสิตหรือแยกรังสิต และหลายร้านจะมีป้ายโชว์ว่า ลูกโกฮับ หลานโกฮับ ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตเจ้าเก่า

  การที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหลายร้านติดป้ายบอกอ้างถึงโกฮับ เลยทำให้ชื่อโกฮับดังขึ้นมาอย่างมากๆซะงั้น เพราะคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อโกฮับได้เกิดความสงสัยอยากรู้ว่า โกฮับคือใคร

  ช่วงเข้าวัยทีนของคนรุ่นข้าพเจ้า มักเป็นช่วงประถมปลายต่อเนื่องมัธยมต้น ถ้านับถึง พ.ศ.2568 ก็50ปีนิดๆ ข้าพเจ้าเคยคุยกับเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตเรื่องโกฮับ คือแวะรับประทานที่ร้านหลานโกฮับ เจ้าของร้านหัวเราะเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน(ขณะนั้น)แถวนี้ไม่มีร้านไหนเกี่ยวกับโกฮับหรอก มีแต่จำสูตรก๋วยเตี๋ยวโกฮับเอามาทำ ขาดบ้างเพิ่มสูตรบ้างของใครของมัน แล้วแกก็เล่าเรื่องโกฮับให้ฟังว่า

  ก่อน พ.ศ.2500 โกฮับพายเรือขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวอยู่ในคลองรังสิต พายเรือไปขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวคู่กันกับเพื่อนที่ขายก๋วยเตี๋ยวหมู โกฮับมีทีเด็ดตรงสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก และพริกน้ำส้มดอง จุดที่โกฮับจอดเรือนานๆจะเป็นใต้สะพานตรงคลอง 1 เรือขายก๋วยเตี๋ยวหมูของเพื่อนโกฮับขายดีกว่า ก็เพราะคนรับประทานเนื้อวัวน้อยกว่านั่นเอง เรือก๋วยเตี๋ยวหมูเพื่อนโกฮับจึงขายหมดก่อนแล้วพายเรือกลับ เหลือแต่โกฮับขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ประมาณว่าขายนานจนเลยเวลาโรงเรียนแถวนั้นเลิกเรียน เด็กนักเรียนยังทันมานั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวโกฮับ โกฮับขายก๋วยเตี๋ยวให้เด็กๆชามละ 50 สตางค์

  ก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับเป็นที่รู้จักของคนในย่านตลาดรังสิต ต่อมามีทหารอากาศติดต่อโกฮับไปออกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่ดอนเมือง โดยเอารถบรรทุกมาช่วยขนเรือและอุปกรณ์ พอโกฮับได้ไปขายก๋วยเตี๋ยวในงานกองทัพอากาศ คนต่างถิ่นก็เริ่มรู้จักก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับ และก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกสูตรโกฮับ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก

  โกฮับแท้จริงแล้วเป็นต้นกำเนิดของก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก เป็นสูตรของโกฮับโดยตรง ข้าพเจ้าจำจากผู้เล่าได้จนบัดนี้ ตอนแรกนึกว่าก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกมีสูตรปรุงน้ำก๋วยเตี๋ยวแตกต่างจากธรรมดา ต้องใส่เครื่องยาจีนพิเศษอะไรแน่ๆ แต่พอทราบสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกของแท้โกฮับ ก็ต้องขำว่าเราคิดมากเกินไป เพราะที่แท้แล้วสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกของโกฮับนั้นง่ายมาก 

สูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก

  โกฮับใช้เนื้อวัวอย่างดี เป็นเนื้อวัวสดใหม่ หั่นเป็นชิ้นๆกองไว้บนตะแกรง มีกะละมังรองไว้ข้างล่าง แล้วเอาน้ำแข็งมือทับเนื้อวัวไว้ น้ำแข็งมือก็คือน้ำแข็งเป็นก้อนสี่เหลี่ยมใหญ่จากโรงงาน สมัยก่อนตอนซื้อน้ำแข็งเป็นก้อนเขาจะเรียก ซื้อน้ำแข็งมือหนึ่ง น้ำแข็งสองมือ โกฮับเอาก้อนน้ำแข็งวางทับเนื้อวัวสดไว้ ก็เพื่อให้เนื้อวัวยังคงความสดไว้คล้ายแช่ตู้เย็น พอน้ำแข็งเริ่มละลาย น้ำจากน้ำแข็งจะไหลลงบนเนื้อวัวสดๆ แล้วน้ำจากน้ำแข็งก็จะไหลปนกับเลือดของเนื้อวัวทั้งกอง หยดลงไปยังกะละมัง ดูคล้ายๆน้ำตก เลยเรียกว่าเนื้อน้ำตก แล้วโกฮับจะเอาน้ำที่ปนกับเลือดนี้มาใส่ในน้ำก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวของแก

  ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกในปัจจุบัน เท่าที่เห็นไม่ได้ทำแบบโกฮับ เพราะสมัยนี้เล่นตักเลือดข้นขลั่กใส่ลงในชามก๋วยเตี๋ยวกันเลย ใครไปเจอเลือดที่เก่าใกล้บูดหรือบูดแล้ว...แทบอ้วก หรืออ้วกแตก...ข้าพเจ้าเคยเจอมาแล้ว เลิกรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวไปเลย

  เรื่องราวของโกฮับโดยละเอียด มีในอินเทอเน็ตสามารถหาอ่านได้ แต่แปลกเหลือเชื่อว่า ไปๆมาๆประวัติโกฮับดันพูดไปคนละทาง แบบว่านี่มันคนละโกชัดๆ ประมาณว่าต้องมีโกฮับตัวจริงตัวปลอม อ่านแล้วต้องพิจารณาให้ดี

  โกฮับชาวจีนไหหลำ พายเรือขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก ได้กลายเป็นตำนานความอร่อยของท้องถิ่น ทั้งทางจังหวัดปทุมธานี ยังจำลองการขายก๋วยเตี๋ยวเรือของโกฮับเอาไว้ให้ชมกันอีกด้วย โดยทำเป็นโลหะหล่อ เป็นประวัติศาสตร์ของชุมชนในอดีต

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือในกรุงเทพฯ

  Once upon a time when I was a child...เอ๊ย...ครั้งที่ข้าพเจ้ายังเด็กนั้น กรุงเทพฯกับธนบุรียังไม่รวมเป็นกรุงเทพมหานคร จะเรียกฝั่งกรุงเทพฯว่าฝั่งพระนคร เรียกธนบุรีว่าฝั่งธนฯ ยังมีเรียกกรุงเทพฯว่าบางกอก แต่บางกอกจริงๆดันอยู่ฝั่งธนฯ คือ บางกอกน้อย บางกอกใหญ่

  ก่อน พ.ศ.2510 ช่วงเรียนชั้นประถมข้าพเจ้าย้ายบ้านจากฝั่งพระนครไปฝั่งธนฯ ไปอยู่แถวถนนสมเด็จเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามบ้านยังมีสวนละมุดด้วย ยังทันเห็นเรือขายก๋วยเตี๋ยวที่ปากคลองสาน แต่น้อยมากๆแล้ว ในคลองสมเด็จเจ้าพระยายังมีเรือใช้เส้นทางอยู่บ้างซึ่งก็น้อยมากๆ ต่อมาก็ไม่มีเรือใช้เส้นทางคลองสมเด็จเจ้าพระยาอีกเลย 

ภาพ อินเทอเน็ต หาต้นทางถาพไม่ได้แล้ว

  สมัยก่อนตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาและในลำคลองต่างๆของกรุงเทพฯ ยังมีเรือขายอาหารสารพัด ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ผัดไทย ขนมจีน ข้าวแกง ขนม หมูสะเต๊ะ โอเลี้ยง กาแฟ ทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าเคยซื้อรับประทานมาแล้ว

  ถ้าคิดถึงอดีตของก๋วยเตี๋ยวเรือในกรุงเทพฯ ก๋วยเตี๋ยวเรือดังสุดคนรู้จักมากสุดก็ต้องเป็น ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯ ความจริงในกรุงเทพมีก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่อีกหลายแห่ง แต่เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือตามท้องถิ่นตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามลำคลองต่างๆ เขาพายเรือขับเรือขายเป็นลำๆแยกกัน ต่างคนต่างขาย ไม่ได้มารวมกันเป็นกลุ่มแบบก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯและอนุสาวรีย์ชัยฯ



ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ

    ช่วงที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยมต้น ก็ราวๆ 50 ปีก่อน สมัยนั้นข้าพเจ้ากับเพื่อนๆจะนัดกันไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือตรงคลองข้างวัดเบญจมบพิตร เรียกกันว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ ในช่วงมัธยมปลาย กลุ่มเพื่อนๆเรียนต่อสายสามัญ มีข้าพเจ้าแค่คนเดียวที่เรียนช่างกล พวกเราไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯกันบ่อยขึ้น สาเหตุเพราะไปจีบสาวพาณิชยการพระนคร  

  ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯในช่วงใกล้ พ.ศ.2520 ตอนนั้นราคาชามละ 2 บาท ต่อมาเป็น 3 บาท หลังจากนั้นจะขี้นราคาตอนไหนอีกก็จำไม่ได้แล้ว ถ้าขึ้นราคาก็ต้องไม่เกิน 5 บาท ราคาก๋วยเตี๋ยวเรือจะต้องถูกกว่าปกติ เพราะราคาอาหารในสมัยนั้นโดยเฉลี่ยยังไม่ถึงหลัก 10 บาท จำได้ว่าที่โรงอาหารวิทยาเขตช่างกลที่ข้าพเจ้าเรียน ตอน ป.ว.ช. ราคาข้าวแกงจานละ 3.50บาท โอเลี้ยง น้ำผลไม้ แก้วละ 1 บาท ส่วนอาหารตามร้านทั่วไปนอกวิทยาเขตจะมีราคาสูงกว่าไม่มาก ดังนั้นราคาก๋วยเตี๋ยวเรือจึงประมาณได้ง่ายว่า ถึงขึ้นราคาก็ไม่น่าจะเกินชามละ 5 บาท เรื่องราวมันนานถึง 50 ปีแล้ว ชักจะจำแบบเลือนๆ

ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ ภาพ อินเทอเน็ต หาต้นทางถาพไม่ได้แล้ว

  ข้าพเจ้าสงสัยว่าคลองข้างวัดเบญจมบพิตรอยู่ห่างแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ไม่น้อย นึกไม่ออกว่าเขาพายเรือมาถึงที่นี่ได้อย่างไร ที่จริงก็ไม่ได้ใช้วิธีพายเรือมากนัก เพราะมีเครื่องยนต์หางเสือใช้ด้วย ถามน้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ แกก็ว่ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านตลาดเทเวศร์ ทางเข้าอยู่ข้างวัดเทวราชกุญชร ชาวบ้านเรียกคลองเทเวศร์ ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของคลองผดุงกรุงเกษม มาตามคลองผดุงกรุงเกษมไปเรื่อย พอถึงวัดโสมนัสก็เลี้ยวซ้ายเข้าคลองเปรมประชากร ผ่านด้านข้างพาณิชยการพระนครด้านที่มีอนุสาวรีย์เสด็จเตี๋ยกรมหลวงชุมพรฯ แล้วจึงจะถึงคลองเปรมประชากรช่วงที่คนทั่วไป(รวมทั้งข้าพเจ้า)ชอบเรียกว่าคลองวัดเบญฯเพราะผ่านข้างๆวัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นจุดที่เรือก๋วยเตี๋ยวมาจอดขายข้างวัดเบญฯ จึงเรียกว่าก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ        



  บริเวณที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ จะเป็นริมเขื่อนข้างๆวัดเบญฯ ลูกค้านั่งยองๆหรือนั่งบนเสื่อที่ปูไว้บนพื้น มีเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยๆวางอยู่บ้าง บางทีคนขายก๋วยเตี๋ยวก็วางพวงเครื่องปรุงรสไว้ให้  จำได้ว่าพวงเครื่องปรุงยังเป็นแบบโลหะ ส่วนถ้วยเครื่องปรุงเป็นแก้วใส่กาแฟร้านโกขายโกปี๊ต่างๆ ชามก๋วยเตี๋ยวเป็นชามกระเบื้องแบบที่เรียกว่า ชามตราไก่ หรือ ชามไก่ ซึ่งปัจจุบันนับเป็นชามกระเบื้องสุดคลาสสิก เป็นของสะสมหายากกันแล้ว คิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ที่ของพื้นๆเห็นกันดาษดื่นในสมัยก่อนที่ผ่านมาไม่นานเท่าไร กลายเป็นของแอนติกกันแล้ว 

  การรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯบางครั้งก็ทุลักทุเลอยู่บ้าง เพราะเขื่อนของที่นี่เป็นเขื่อนแบบเอียงเทลาดลงไปหาคลอง แล้วพอถึงช่วงน้ำลงก็ลงเสียจนมีระดับระยะสูงต่ำมาก จากผิวน้ำถึงขอบตลิ่งริมเขื่อนระยะสูงประมาณเกินหนึ่งช่วงคนกว่าๆ คนส่งก๋วยเตี่ยวจากเรือถึงกับต้องยืนเต็มตัวยื่นมือสูงพ้นศีรษะเพื่อส่งชามก๋วยเตี๋ยว หลายครั้งที่ลูกค้าต้องมารอรับชามก๋วยเตี่ยวด้วยตัวเอง โดยต้องยืนบนพื้นลาดเอียงสูงชัน ไม่มีอะไรให้เหนี่ยวมือเลย ข้าพเจ้าเคยคอยรับชามก๋วยเตี่ยวให้สาวพาณิชย์และลูกค้าสาวๆที่ไม่สะดวกยื่นมือรับ เพราะสาวๆใส่กระโปรงกันทั้งนั้น                                                                                 

ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญ

  จากมุมที่สูงชันของเขื่อนริมคลองนี่เองที่ทำให้เกิดเรื่องประทับในความทรงจำ วันหนึ่งข้าพเจ้าไปอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ อยู่ๆก็ได้ยินน้าคนขายก๋วยเตี๋ยวร้องบอกว่า...เอาไปให้ผู้หญิงสวยๆที่ใส่กางเกงในสีเหลือง...ข้าพเจ้าสะดุ้งหันไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจจริงๆ...กางเกงในสีเหลือง ลายดอกด้วย...มุมมันได้พอดี จำได้จนบัดนี้..เหตุการณ์คล้ายกันไปเจออีกครั้งที่ท่าน้ำนนท์

  ต่อมาก๋วยเตี่ยวเรือวัดเบญฯก็ปิดตำนานไป เพราะทางการไม่อนุญาตให้มาขายตรงนี้ ข้าพเจ้าจำเหตุผลจริงๆไม่ได้แล้ว จำปี พ.ศ.ที่เริ่มห้ามขายไม่ได้ ก็เข้าใจเอาเองว่า น่าจะมีปัญหามาจากเรื่องการปิดเปิดประตูน้ำตรงปากคลองเทเวศร์(ต้นทางคลองผดุงฯ) อีกเรื่องคลับคล้ายคลับคลาว่า เกี่ยวกับการรักษาความสะอาดของลำคลอง เรื่องนี้จำไม่ได้จริงๆ       



ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯ

  ก๋วยเตี๋ยวเรือสุดดังของคนกรุงเทพฯนอกจากก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ คืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นเอง ซึ่งคนกรุงเทพฯเรียกอย่างมากแค่ว่า อนุสาวรีย์ชัยฯ ก๋วยเตี๋ยวอนุสาวรีย์ชัยฯมีไล่ๆกันกับก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ ของวัดเบญฯมีมาก่อนไม่นาน แถมภายหลังก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯบางเจ้า(เท่าที่สอบถาม)ก็ย้ายมาขายที่อนุสาวรีย์ชัยฯด้วย

  เมื่อไม่มีก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ ก็ย้ายมารับประทานก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ฯ ซึ่งอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ฯไปได้อีกหลายปี อุดหนุนตั้งแต่ยังเป็นช่วงวัยหนุ่มวัยเรียนไปจนถึงเรียนจบทำงาน เพราะก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯขายติดต่อกันยาวนานกว่าก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯ                                                                                                        

ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัย

    ทำเลที่ตั้งของก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ฯดีกว่าที่วัดเบญฯมาก ก๋วยเตี๋ยวเรือวัดเบญฯคนนอกพื้นที่ต้องตั้งใจไปรับประทานกันจริงๆ เพราะการเดินทางด้วยรถเมล์มีน้อยสาย ลูกค้าส่วนมากจึงเป็นคนที่ทำงานแถวนั้น และนักเรียนในย่านนั้น แต่ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ฯขายอยู่ตรงที่เป็นชุมทางการเดินทางคล้ายๆสนามหลวงกันเลยทีเดียว เพราะมีรถเมล์ผ่านเยอะมาก เป็นจุดต่อสายรถเมล์มากสายไปได้ทั่ว ทั้งยังมีต้นสายรถตู้หลายสาย คนมาใช้เส้นทางมากเป็นพิเศษ มีพื้นที่รอบๆอนุสาวรีย์มากพอสมควร ถึงขนาดเคยมีห้างโรบินสันสาขาอนุสาวรีย์ชัยอีกด้วย ภายหลังยังมีร้านแฟรนชายส์ดังสำหรับวัยรุ่นมาเปิดหลายยี่ห้อ

  ข้าพเจ้าไปอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯตั้งแต่ราคาชามละ 3 บาท จนกระทั่ง 4 บาท 5 บาท ต่อเนื่องไปจนถึง 10 บาท แล้วก็ไม่ได้ผ่านไปทางนั้นอีกสักเท่าไร ต่อมามีข่าวทางการไล่ที่ก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯ ปรากฏว่าคนด่ากันทั้งเมือง ไม่มีใครเห็นด้วยกับการไล่ที่ ภายหลังก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯพัฒนามาเป็นร้านถาวรหลายร้าน กระจายไปในย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ แต่คนไทยที่ทันยุคก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯครั้งอยู่ริมคลองน้ำดำๆ แทบทั้งหมดชอบบรรยากาศดั้งเดิมมากกว่า  

  ช่วงแรกๆที่ข้าพเจ้าไปอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯ  ขนาดว่าไกลจากบ้านฝั่งธนบุรี ก็ยังเดินทางง่ายกว่าไปวัดเบญฯที่อยู่ใกล้กว่า จำได้ว่าขณะที่นั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยว เพื่อรอรับสาวพาณิชย์โรงเรียนแถวนั้น ได้สอบถามลุงคนขายว่า มาขายที่ริมคลองนี้ได้อย่างไร ก็ได้ความว่า ขับเรือก๋วยเตี๋ยวมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงใกล้ๆสะพานซังฮี้(สะพานกรุงธนฯ) ปากคลองทางเข้าอยู่ใกล้วัดประสาทฯ เรียกว่าคลองสามเสน มาตามคลองเรื่อยๆก็จะถึงด้านข้างๆอนุสาวรีย์ชัยฯ ข้าพเจ้าถึงได้รู้ว่า คลองน้ำเน่าดำปี๋ตรงที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือนั้นคือคลองสามเสน


  การรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรืออนุสาวรีย์ชัยฯสำหรับคนวัยเรียนวัยเดียวกับข้าพเจ้าในยุคนั้น มีความระทึกใจอยู่บ้าง เพราะเป็นจุดต่อรถเมล์สำคัญ จึงมีโอกาสได้ฝ่าดงตีนให้ระทึกใจเล่นๆ เพราะจะมีนักเรียนอาชีวะหลายโรงเรียนมาป้วนเปี้ยนแถวนั้น พอเจอโรงเรียนคู่อริก็ตีกัน

ก๋วยเตี๋ยวเรือคลองคูเมืองเดิม สนามหลวง

  ช่วงก่อน พ.ศ.2525 หลายปี ขณะที่ยังมีตลาดนัดท้องสนามหลวง คนที่ไปท้องสนามหลวง ถ้าเดินไปทางด้านหลังของศาลยุติธรรม จะเป็นคลองคูเมืองเดิม ที่คนมักเรียกผิดเป็นคลองหลอด ตามบริเวณริมคลองจะเป็นย่านที่ขายต้นไม้ ชาวสวนจะเอาต้นไม้ดอกไม้กระถางมาขาย ตั้งขายเรียงรายไปจนถึงบริเวณอนุสาวรีย์แม่พระธรณี และบริเวณคลองคูเมืองนี้เอง จะมีเรือก๋วยเตี๋ยวมาขายอยู่หลายลำ เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือคลองคูเมืองเดิม แต่มักจะเรียกเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือคลองหลอด หรือก๋วยเตี๋ยวเรือท้องสนามหลวง

ก๋วยเตี๋ยวคลองคูเมืองเดิม สนามหลวง

                                 

  ตอนข้าพเจ้ายังเด็ก เคยรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือที่นี่ ราคาชามละ 1 บาท บางทีมีลูกค้าเป็นกลุ่มอยู่อีกฝั่งคลอง เขาก็พายเรือข้ามมาขายก๋วยเตี๋ยวให้ การส่งก๋วยเตี๋ยวเรือตรงริมคลองคูเมืองเดิมนี้ ค่อนข้างส่งยากสักหน่อย เพราะริมคลองทำเป็นเขื่อนแนวตั้งตรงเหมือนกำแพง  ไม่มีทางลาดเอียงให้คนเดินลงไปได้ ดังนั้นถ้าเป็นช่วงน้ำลง การส่งชามก๋วยเตี๋ยวจากเรือสู่ลูกค้าริมคลองก็ทุลักทุเลหน่อย

  ในยุคหนึ่ง ก๋วยเตี๋ยวเรือคลองคูเมืองเดิม หรือก๋วยเตี๋ยวเรือสนามหลวง นับเป็นสีสันหนึ่งของตลาดนัดท้องสนามหลวง เป็นตำนานความทรงจำไปแล้ว

  ก๋วยเตี๋ยวเรือท้องสนามหลวงความจริงยังมีกระจัดกระจายอยู่อีก แต่จอดขายก๋วยเตี๋ยวแค่ลำหรือสองลำ ข้าพเจ้าเคยไปนั่งรับประทานมาแล้ว คือก๋วยเตี๋ยวเรือที่แวะจอดขายที่ท่าพระจันทร์และท่าช้าง แต่น่าจะเป็นแวะจอดขายเท่านั้นไม่ได้ขายประจำสักเท่าไร และที่ข้าพเจ้าไปนั่งรับประทานหลายครั้ง ก็คือก๋วยเตี๋ยวเรือใต้สะพานพระปิ่นเกล้าตอนสร้างสะพานเสร็จใหม่ๆ ไปนั่งรับประทานอยู่ราวๆ 3-4ปี เรื่องของเรื่องคือ..จีบสาววิทยาลัยนาฏศิลป์ ซึ่งวิทยาลัยอยู่ติดโรงละครแห่งชาติ ใกล้จุดที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือนั่นเอง

คลองผดุงกรุงเกษม น่าจะเป็นแถวๆตลาดโบ๊เบ๊ ทันไปรับประทาน

ก๋วยเตี๋ยวเรือฝั่งธนบุรี

  ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ขายในกรุงเทพฯมาแต่เดิมนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในคลองฝั่งธนบุรี ซึ่งฝั่งธนฯมีคลองมากที่สุด แถบที่มีก๋วยเตี๋ยวเรือมากสุด จะอยู่ในคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ ทั้งสองคลองนี้ยังมีคลองแยกสาขาไปเป็นคลองต่างๆอีกมาก มีก๋วยเตี๋ยวเรือทั้งนั้น โดยเฉพาะคลองบางกอกน้อยมีก๋วยเตี๋ยวเรือมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นชุมชนเก่าแก่มีคนอยู่เยอะ แถมคลองบางกอกน้อยยังยาวต่อเนื่องไปจนถึงคลองบางใหญ่ ไปถึงคลองอ้อมไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตลาดขวัญ จ.นนทบุรี ตลอดเส้นทางลำคลองสายนี้ มีบ้านเรือนอยู่มากมายตลอดเส้นทางลำคลอง ที่ข้าพเจ้าทราบก็เพราะ ช่วงที่อยู่ในยุคหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ได้เคยไปๆมาๆตามเส้นทางลำคลองสายนี้ เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ที่บ้านริมคลองสายนี้

ร้านนายอ้วนบางขุนนนท์

                                       

จากความทรงจำเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ช่วงที่ข้าพเจ้าไปๆมาๆระหว่างคลองบางกอกน้อย คลองบางใหญ่ คลองอ้อมเมืองนนท์ ได้เห็นเรือขายอาหารหลายอย่าง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเป็ด เรือขายข้าวแกง ขนมจีน เรือผัดไทย เรือขายโอเลี้ยงขายกาแฟ แม้แต่เรือขายไอศกรีมยังมีเลย แต่รวมความแล้วก๋วยเตี๋ยวเรือมีมากกว่า

  ข้าพเจ้าสังเกตเห็นโดยบังเอิญว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือทางฝั่งธนฯไปจนต่อเนื่องถึงคลองบางใหญ่ ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวน้ำข้นทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวหมู จะเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสทั้งนั้น ไม่ได้เป็นแบบก๋วยเตี๋ยวหมูของอยุธยา ที่ทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวและก๋วยเตี๋ยวหมู ต่างก็เป็นแบบน้ำข้นเหมือนกัน

  ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ข้าพเจ้าเคยรับประทานทั้งในคลองบางกอกน้อย คลองอ้อม คลองบางใหญ่ ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูจะเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสทั้งหมด ใส่หมูหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ใส่หมูสับ มีเครื่องในใส่มาเล็กน้อย คือ ตับ กระเพาะ เซี่ยงจี๊ ไส้อ่อน แผ่นเกี๊ยวกรอบ และมีกุ้งแห้งฝอยโรยบนชามมาให้ด้วย จำได้ว่าไม่มีลูกชิ้น จะรับประทานก๋วยเตี๋ยวหมูกี่เจ้าก็เป็นอย่างนี้ ส่วนผักก็เป็นถั่วงอก ใบตำลึง

  ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก็จะมีขายในเรือก๋วยเตี๋ยวหมูอยู่แล้ว ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาก็มีเรือขายแยกไปต่างหาก ที่พบน้อยที่สุดคือเรือขายก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าพเจ้ามีเรือก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าประจำอยู่ที่คลองทวีวัฒนา ปัจจุบันคงไม่มีแล้ว

  ก๋วยเตี๋ยวเรือฝั่งธนฯที่นับว่าต้องเข้าไปลึกแบบคนทั่วไปไม่คุ้นเคยยังมีอีก เช่นแถบคลองมหาสวัสดิ์ ที่ยาวจาก จ.นนทบุรี กรุงเทพฯด้านฝั่งธนฯ ไปออกแม่น้ำที่ อ.นครชัยศรี สมัยข้าพเจ้าหนุ่มๆ เคยเที่ยวซอกแซกไปถึง เห็นก๋วยเตี๋ยวเรือและเรือขายอาหารต่างๆ ข้อนี้ยืนยันได้ว่า มีคลองมีคนอยู่ ก็มีก๋วยเตี๋ยวเรือ

คลองมหาสวัสดิ์ ภาพ khaosod

  ก๋วยเตี๋ยวเรือในกรุงเทพฯ แต่เดิมก็มีไปทั่ว ที่ไหนมีลำคลองมีชุมชนอาศัย ก็มีก๋วยเตี๋ยวเรือขายกันเป็นปกติ พอยุคปัจจุบันเส้นทางคมนาคมเปลี่ยนจากแม่น้ำลำคลองมาเป็นถนน ผู้คนย้ายจากริมคลองมาอยู่แนวติดถนนกันหมด ก๋วยเตี๋ยวเรือแบบพายเรือขายจึงหายไปโดยปริยาย

  สุดท้ายก๋วยเตี๋ยวเรือจึงยกเรือขึ้นบกมาขาย มีเรือโชว์หน้าร้านยืนยันว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือ แล้วที่สุดก็ไม่มีเรือ คงเหลือแต่ป้ายเขียนว่า..ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา..เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหน้าปากซอยบ้านข้าพเจ้านั่นเอง

  สำหรับข้าพเจ้าจะมีความทรงจำที่เกี่ยวกับก๋วยเตี๋ยวเรือทางเมืองนนท์ที่สุด เพราะเป็นช่วงที่เข้าวัยหนุ่มที่รู้เรื่องมากแล้ว เป็นวัยเรียนวัยรัก และวัยฝ่าดงตีน ได้เคยไปสัมผัสชีวิตริมคลองจริงๆ ร้านค้าร้านอาหารไม่มีถ้าไม่เข้าไปที่ตลาด อยู่บ้านริมคลอง ต้องรอเรือขายอาหารเพียงอย่างเดียว และแน่นอนคือ ก๋วยเตี๋ยวเรือ

  ก๋วยเตี๋ยวเรือเมืองนนท์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ถ้าหารับประทานง่ายสุดก็ที่ท่าน้ำนนท์ ข้าพเจ้าก็นั่งรับประทานที่นี่ ลุงคนขายแกจะจอดเรือเอาเท้าเกี่ยวเสาด้านหลังโป๊ะซี่งมีบันใดลงไปริมน้ำด้วย พอลูกค้ารับชามก๋วยเตี๋ยวก็จะไปนั่งรับประทานบนท่าน้ำนนท์ซึ่งมีที่นั่งของท่าเรือ ไม่ค่อยมีคนนั่งรับประทานตรงบันใด เพราะเรือหางยาวจะเข้าๆออกๆบ่อย จึงมีคลื่นซัดน้ำกระเซ็น

  วันหนึ่งนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ ลุงคนขายแกว่า...ไอ้หนุ่ม วานเอาก๋วยเตี๋ยวไปให้ผู้หญิงที่ใส่กางเกงในสีแดงหน่อยว่ะ

 ชามตราไก่

  เป็นที่สังเกตว่า ตั้งแต่สมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็กนั้น ก๋วยเตี๋ยวเรือทุกเจ้าทุกๆที่ ต่างก็ใช้ชามกระเบื้องแบบที่เรียกกันว่า ชามตราไก่ และชามตราไก่นี้จะต้องเป็นชามใบเล็กสักหน่อย เล็กจนน่ารัก เคนถามลุงป้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือว่า ทำไมถึงต้องใช้ชามตราไก่ใบเล็กๆ ต่างตอบตรงกันว่า....เพื่อให้ไม่หนักเรือมากขนเกินไป และชามใบเล็กหยิบส่งให้ลูกค้าได้ด้วยมือเดียว...เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็จริงของแก

ชามตราไก่


  เมื่อ 4 ปีก่อน แวะไประลึกอดีตของวัยหนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์ที่คลองบางใหญ่ ยังได้เจอก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าเดิมอย่างไม่คาดฝัน เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือที่เคยรับประทานที่บ้านหลังหนึ่งริมคลองบางใหญ่...ก๋วยเตี๋ยวเรือป้าป้อม...ซึ่งเดี๋ยวนี้คนเรียกป้าป้อมตามอายุของแกว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือยายป้อม

  ป้าป้อมหรือยายป้อมแกมาจอดเรือขายก๋วยเตี๋ยวที่ท่าน้ำตลาดบางใหญ่เก่า ซึ่งสมัยก่อนตรงนี้แหละคือ อ.บางใหญ่ ข้าพเจ้าชวนแกคุยเพราะพลอยระลึกอดีต ป้าป้อมหรือยายป้อมมีอายุ 80 ปีแล้ว แกไม่อยากอยู่เฉยๆ เลยดื้อกับลูกๆขอออกมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือเหมือนที่แกเคยขายมาตั้งแต่แกยังสาว ป้าป้อมเล่าว่าก๋วยเตี๋ยวเรือคลองบางใหญ่รุ่นแกนี้ ก็เหลือเพียงแกขายอยู่เจ้าเดียวแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวเรือยายป้อม ท่าน้ำบางใหญ่เก่า ถ่ายภาพเมื่อ 9 มีนาคม พ.ศ.2521

            

  ป้าป้อมหรือยายป้อม ยังคงรักษาวิถีก๋วยเตี๋ยวเรือเมืองนนท์เอาไว้ เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือบางใหญ่รุ่นเก่าคนสุดท้าย และสำหรับความทรงจำบางอย่างของหนุ่มช่างกล ป้าป้อมหรือยายป้อมเป็นจิ๊กซอว์สุดท้ายที่ย้ำเตือนความทรงจำของข้าพเจ้า ที่เคยผูกพันเกี่ยวข้องกับผู้คนในคลองบางใหญ่...กะว่าเร็วๆนี้ข้าพเจ้าจะกลับไปที่ท่าน้ำบางใหญ่เก่า ไปอุดหนุนป้าป้อม ไปเพื่อดูว่า..ป้าป้อมก๋วยเตี๋ยวเรือบางใหญ่รุ่นเก่าคนสุดท้าย หวังว่า แก่จะมีอายุยืนยาวไปกับก๋วยเตี๋ยวเรือคลองบางใหญ่ ที่้แกรัก

เรื่อง จากความทรงจำ 

ภาพ จากอินเทอเน็ต ที่หาต้นทางไม่เจอแล้ว และภาพของสีหวัชร