วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.29 แหวนพิรอด

 


แหวนพิรอด Magic ring

  มีคนมาชวนคุยเรื่องแหวนพิรอด แถมยังบังเอิญที่สภากาแฟมีคนมาคุยเรื่องเดียวกันอีก คุยแล้วก็รื้อฟื้นความจำเรื่องแหวนพิรอดที่หลงลืมไปกลับมาได้อีกไม่น้อย ระลึกอดีตแล้วก็สะดุ้งเหมือนกันว่า เรื่องแหวนพิรอดที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็นครั้งแรกนั้นก็ปาข้าไปถึงหกสิบกว่าปีแล้ว(นับจาก พ.ศ.2569) ข้าพเจ้าได้รู้เรื่องราวของแหวนพิรอดครั้งแรกในงานวัดพระพิเรนทร์ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน

  ตอนเรียนชั้นประถมต้นนั่งรถรางไปโรงเรียน ขากลับจากโรงเรียนก็เดินกลับต้องเข้าตรอกเล็กออกวัดพระพิเรนทร์ จนถึงประถมปลาย ตอนไปโรงเรียนข้าพเจ้าต้องเดินผ่านกลางวัดพระพิเรนทร์ทุกวัน จำได้ว่าวันหนึ่งเดินผ่านตรอกเล็กๆที่มีอาเจ่กขายก๋วยจั๊บ(โคตรอร่อย) ซึ่งเป็นทางลับเข้าวัดพระพิเรนทร์ของคนในพื้นที่ วันนั้นที่วัดมีงานใหญ่ซึ่งไม่ใช่งานวัดประจำปี ในงานมีเสียงดนตรีไทยดังตลอดเวลา คุณป้าที่วัดบอกว่านั่นเขาไหว้ครูศิลปิน

 ที่แท้เขามีงานไหว้ครูศิลปิน มีคนดนตรีไทย วงลิเก  และมีดารานักร้องมาไหว้ครู จำได้ว่าเห็นสมบัติ เมทะนี โสภา สถาพร กับดาราตลก(ยุคเก่า)หลายท่าน เห็นบนศาลาใหญ่มีหัวโขนตั้งเรียงรายเป็นชั้นๆสวยงามมาก เห็นลุงคนหนึ่งใช้นิ้วเจิมหน้าผากให้พวกศิลปิน โดยที่นิ้วมีใส่แหวนวงเขื่องๆดำๆ ได้ยินลุงป้าแถวนั้นแกเล่าว่า..นี่คือแหวนพิรอด..แกว่าเป็นของดีของขลัง และที่เขาเจิมหน้าผากกันนั้น คือพ่อครูศิลปินท่านเจิมให้เป็นศิริมงคล หรือเจิมมงคลให้แก่ศิษย์

  แถวบ้านยังมีค่ายมวยไทยเล็กๆเป็นตึกแถว อยู่เยื้องกับบ้านข้าพเจ้ามองจากหน้าบ้านก็เห็นเขาเตะต่อยกระสอบทรายแล้ว บางทีเห็นเฮียที่ซ้อมมวยเอาปลอกแขนมาใส่ที่ต้นแขน ลักษณะเป็นเชือกถัก ข้าพเจ้าเห็นแล้วชอบเลยถามเฮียแกดู แกว่านี่แหวนพิรอด แบบนี้เรียก..พิรอดแขน..นักมวยจะใส่ตอนขึ้นชกบนเวทีมวย ข้าพเจ้าจึงค่อยทราบว่า แหวนพิรอดมีแบบสวมนิ้วและสวมที่ต้นแขน

  ตอนเรียนชั้นมัธยมข้าพเจ้าไปอยู่บ้านอีกหลังที่ฝั่งธนบุรี ได้รับแหวนพิรอดแขนมาจากหลวงน้าที่วัดอนงคาราม ลักษณะเป็นแหวนพิรอดเก่าที่ทำจากจีวร ได้สอบถามหลวงน้าถึงวิธีทำ ท่านว่าใช้จีวรเก่ามาฉีกเป็นริ้วลงยันต์ฟั่นเป็นเชือก แล้วถักสานเป็นเงื่อนพิรอด ให้เงื่อนนี้เป็นหัวแหวนพิรอด แล้ว เก็บปลายให้เป็นวงแหวนกะขนาดให้ใส่ต้นแขนได้ มีคุณวิเศษป้องกันอันตรายต่างๆ อยู่ยงคงกระพันหนังเหนียวจะไปไหนก็รอดกลับมาได้

  ข้อมูลเรื่องแหวนพิรอดมาได้มากจริงๆในช่วงเรียนช่างกล เพราะเป็นหนุ่มไปเที่ยวไกลๆได้แล้ว ยิ่งมีเพื่อนๆเป็นคนต่างจังหวัดก็ยิ่งไปเที่ยวบ้านเพื่อนตอนปิดเทอม ได้ไปกราบพระอาจารย์ต่างๆ กราบเรียนสอบถามเรื่องวิทยาคม แน่นอนว่าต้องมีเรื่องแหวนพิรอดด้วย

  50 ปีก่อนตอนเรียนช่างกล ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เพชรบุรี ได้ทราบว่าหลวงพ่อไหวัดบางทะลุ ท่านมีแหวนพิรอดขลัง แน่นอนว่าข้าพเจ้าย่อมไปถึงวัดบางทะลุ กราบนม้สการได้แหวนพิรอดนิ้วและพระพิมพ์สมเด็จองค์เล็กมาด้วย เรื่องตำราแหวนพิรอดของท่าน เป็นยันต์พญานาคเกี้ยว ได้กราบเรียนสอบถามมาเหมือนกัน

  ด้วยความเคารพนับถือหลวงพ่อไห ต่อมาข้าพเจ้ายังได้ไปทำบุญวันเกิดที่วัดบางทะลุด้วย ได้รับแหวนพิรอดมาอีก จนภายหลังยังทบทวนเรื่องตำรับแหวนพิรอดหลวงพ่อไห โดยท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพี่ช่วย ได้ทวนตำรับจริงที่มีอยู่ที่วัดฟื้นความทรงจำให้แม่นขึ้น

แหวนพิรอดหลวงพ่อไหวัดบางทะลุ

  ช่วงเรียนช่างกลอีกเหมือนกันที่ได้ทราบตำรับแหวนพิรอด ได้ไปกราบหลวงพ่อบุญไทวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ท่านเมตตาเล่าเรื่องตำรับแหวนพิรอด และยังมอบแหวนพิรอดให้มาด้วย เป็นแหวนพิรอดนิ้ว ท่านว่าแหวนพิรอดแขนมีคนทำบุญไปหมด ให้โยมถักมาให้ก็ได้ครั้งละไม่กี่วง

แหวนพิรอดนิ้วหลวงพ่อบุญไท

  ประสบการณ์แหวนพิรอดของหลวงพ่อบุญไทนั้นเลื่องลือมาก ประมาณว่าใน จ.ปทุมธานียุคนั้น ถ้าเป็นตะกรุดและลูกกรองต้องหลวงพ่อบุญเทียมวัดลาดหลุมแก้ว ถ้าเป็นแหวนพิรอดต้องหลวงพ่อบุญไท ข้าพเจ้าไปกราบหลวงพ่อบุญไทกี่ครั้งก็ไม่ทันแหวนพิรอดแขนสักที เลยอดได้ 

แหวนหลวงพ่อบุญไทวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม

  พระอาจารย์ในจ.พระนครศรีอยุธยา มีหลายรูปที่สืบทอดวิชาแหวนพิรอด ข้าพเจ้าเคยกราบนมัสการหลายๆหลวงพ่อ เช่น หลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ หลวงพ่อบุญนาควัดประดู่ทรงธรรม ท่านกล่าวตรงกันว่าหาคนฟั่นเชือกและถักแหวนพิรอดแขนพิรอดนิ้วแทบไม่ได้เลย คนที่ฟั่นได้ถักได้ก็แก่ชรากันแล้วจึงรับงานถักแหวนไม่ไหว หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายที่สืบทอดวิทยาคมแหวนพิรอดจึงไม่ได้ทำออกมาอีก ทุกหลวงพ่อท่านว่าตำรับตำราแหวนพิรอดยังมีอยู่แต่คนถักแหวนไม่มี

ตำนานแหวนพิรอดยุคเก่า

  แหวนพิริดของพระอาจารย์ยุคเก่าที่โด่งดังจนเป็นคำนาน ก็มีแหวนพิรอดของหลวงปู่ม่วงวัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อเฮงวัดเขาดิน จ.นครสวรรค์ ท่านได้ถวายล้นเกล้ารัชกาลที่5 มีหลักฐานปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ทรงกล่าวถึงขรัวม่วงถวายแหวนพิรอดที่ทำจากกระดาษลงรัก และหลวงพ่อเฮงเป็นแหวนพิรอดถักด้วยด้าย

ข้อความในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น

  แหวนพิรอดยุคเก่าที่โด่งดังเป็นตำนานยังมีของหลวงพ่อม่วงวัดบ้านทวน จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อยิ้มวัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อขันวัดนกกระจาบ จ.พระนครศรีอยุธยา ล้วนขลังเป็นตำนาน

  ถ้าจะเสาะหาแหวนพิรอดยุคเก่า ข้าพเจ้าไม่แนะนำ เคยรู้จักคนทำแหวนพิรอดปลอม เห็นฝีมือแล้วเสียว มีคนรู้จักกันไปซื้อแหวนพิรอดหลวงพ่อยิ้มหลวงพ่อม่วงรวมหลายวง ซื้อจากคนขายระดับเซียน หมดเงินไปเป็นแสนๆ ปรากฏว่าเก๊ทั้งหมด

ตำรับแหวนพิรอด

   จากการที่ได้ไปกราบหลวงปู่หลวงพ่อหลายรูป ถ้านึกเรื่องแหวนพิรอดได้ก็กราบเรียนสอบถามท่าน มักได้คำตอบตรงกันว่า แหวนพิรอดเป็นของดีป้องกันสารพัดภัย จำง่ายๆว่ามีแหวนพิรอดก็ย่อมรอดปลอดภัย และทุกท่านบอกว่าที่ท่านไม่ได้ทำแหวนพิรอดก็เพราะติดปัญหาสำคัญคือ..ไม่มีคนฟั่นผ้าเป็นเชือกไม่มีคนถักแหวนพิรอด...อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ได้เห็นตำราเห็นวิชาแหวนพิรอดมาบ้าง หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายท่านว่า..เอ็งลองไปหัดฟั่นผ้าฟั่นกระดาษว่าวถักแหวน

  เท่าที่หลวงปู่หลวงพ่อท่านเมตตาเล่าให้ฟังบ้างได้เห็นตำราบ้าง พบว่าตำรับแหวนพิรอดมีอยู่หลายตำรับ วัสดุที่ใช้ทำแหวนพิรอดแบบถักสานมี 3 แบบคือ แบบใช้ผ้า แบบที่ใช้กระดาษว่าว และใช้เชือกหรือด้ายกลุ่มแบบสายสิญจน์ ถักเสร็จแล้วจึงลงยางรักเคลือบไว้เพื่อให้ทนทาน ส่วนแบบที่เป็นโลหะเข้าใจว่า น่าจะดัดแปลงเปลี่ยนวัสดุเพื่อให้แหวนมีความทนทานมากขึ้นกว่าแบบที่เป็นกระดาษหรือผ้า

  ผ้าที่ใช้ทำแหวนพิรอดบางตำรามีคติผสมแรงผี โดยจะใช้ผ้าห่อศพ บางคติบังคับให้ใช้ผ้าห่อศพผีตายโหงด้วยซ้ำ ประมาณว่าผีดุกว่า แต่เรื่องผ้าห่อศพนี้ยังมีคติต่างไปอีกว่าที่มาที่ไปมาจากอะไร เรื่องนี้ไม่ขอเล่าเป็นสาธารณะ เพราะเดี๋ยวอาจดราม่าจึงขอไม่เล่าดีกว่า เอาเป็นว่าผ้าที่ใช้ทำแหวนพิรอดมีทั้งแบบที่ใช้ผ้าห่อศพและแบบใช้ผ้าทั่วไป

  แหวนพิรอดแบบที่ใช้กระดาษมาถัก นิยมใช้กระดาษว่าวเพราะมีขนาดบางและเหนียวทนทาน เมื่อกระดาษบางก็สามารถฟั่นม้วนได้หลายๆชั้น  เชือกฟั่นที่ได้จึงมีความทนทานมากขึ้น

  การถักแหวนพิรอดยังมีแปลกออกไปอีก คือ ไม่ได้ถักเป็นเงื่อนพิรอดเพียงอย่างเดียว แต่ถักให้มีหัวแหวนเป็นปุ่มหรือยอดเป็นชั้น ยิ่งมียอดหลายยอดแหวนก็ยิ่งวงใหญ่ขึ้น

ยันต์แหวนพิรอด

  ยันต์ที่ใช้ลงในแหวนพิรอดจะเป็นยันต์ตามแนวยาว มีหลายยันต์สุดแต่ในตำราของท่านใด อีกแบบจะลงเป็นอักขระเป็นแถวยาวตามริ้วผ้า ลงอักขระเลขยันต์เสร็จแล้วจึงฟั่นให้เป็นเส้นเชือก แล้วถักเงื่อนพิรอดเป็นหัวแหวน เก็บปลายเชือกเข้าในเงื่อนให้เป็นรูปวงแหวน

แหวนพิรอดยันต์พญานาคเกี้ยว

ยันต์พญานาคเกี้ยวแบบหนึ่ง

  ตำราแหวนพิรอดของหลวงพ่อที่พระนครศรีอยุธยาที่ข้าพเจ้าได้เห็น ข้าพเจ้าชอบแบบที่เป็นยันต์นาคเกี้ยวมากที่สุด ที่พบจะเป็นยันต์นาคเกี้ยวเหมือนๆกัน แต่อักขระที่ลงมีต่างกันบ้าง มีจนถึงเป็นคาถาต่างบทก็มีเช่น เป็นรูปนาคเกี้ยว แต่อักขระที่ลงไว้ต่างกัน เช่น คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า คาถาธาตุ คาถามหาอุด คาถาปิโย

  พระอาจารย์ของข้าพเจ้าที่อยุธยาทุกท่านนั้น ท่านมักใช้ยันต์พญานาคเกี้ยวลงเป็นแหวนพิรอดมากกว่ายันต์อื่น ถ้าเป็นแหวนพิรอดแขน ก็จะมีอักขระคาถาอื่นๆประกอบเพิ่มเข้าไปตามเนื้อผ้าที่เหลืออีกเยอะ เช่น อิติปิโสแปดทิศ คาถาพระเจ้าห้ามอาวุธ คาถามหาอุด คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ ถ้าเป็นแหวนพิรอดนิ้ว ส่วนมากลงแค่พญานาคเกี้ยว หรือเพิ่มอักขระหัวใจคาถาเท่าที่มีพื้นที่เหลือพอ

ยันต์นาคเกี้ยวแบบต่างๆ

    รูปนาคเกี้ยวมักลงเป็นลายเส้นพอให้มองว่าเป็นพญานาค ไม่ค่อยวาดรายละเอียดพวกเกล็ดพญานาคและลายกนก คงเอาแค่ชักเส้นคร่าวๆพอมองออกว่าเป็นพญานาคเท่านั้น นานๆจึงจะพบแบบที่ชักเส้นเป็นพญานาคแบบจิตรกรรมไทย                    

  บางตำราไม่ได้ลงเป็นรูปนาคเกี้ยว จะเป็นการแยกตัวนาคเกี้ยวที่เป็นคู่ แยกออกมาเป็นนาคเดี่ยว 2 ตน แบบนี้มีทั้งลงอักขระคาถาต่างบทกันเลย และมีแบบที่ใช้คาถาบทเดียวกัน แต่แยกวรรคแบ่งเป็น 2 ส่วน เมื่อเอาพญานาคเดี่ยวๆมาซ้อนกันเป็นรูปพญานาคเกี้ยว ก็จะได้อักระคาถาบทเต็ม

 เท่าที่กราบเรียนสอบถามพระอาจารย์เรื่องการลงรูปพญานาคแบบ 2 ตน ท่านว่าบางท่านบังวิชารูปนาคเกี้ยวบางท่านชอบลงแบบแยกพญานาคมากกว่านาคเกี้ยว เพราะการชักเส้นยันต์นาคเกี้ยวอาจพลาดชักเส้นยันต์ผิดไปง่ายๆ ถ้าแยกออกมาเป็นพญานาค 2 ตน แบบนี้ชักเส้นยันต์ง่ายกว่าและผิดพลาดน้อย

แบบนี้แยกพญานาคออกมาเป็น2ตน

แหวนพิรอดยันต์อื่นๆ

  แบบนี้เคยพบทั้งที่เป็นรูปยันต์หลายแบบ และ แบบที่ลงเป็นอักขระคาถาบทต่างๆ ถ้าเป็นรูปยันต์มักเป็นยันต์ตามแนวยาว ซึ่งใช้ลงเป็นมงคลสวมศีรษะก็มี ถ้าลงเป็นอักขระมักจะลงด้วย อิติปิโสแปดทิศ คาถาพระเจ้าห้ามอาวุธ คาถามหาอุด คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า คาถาพระเจ้าแหวกฤทธิ์ หัวใจนวหรคุณเก้าแบบถอดตัว

ยันต์ลงแหวนพิรอดแบบไม่มีพญานาค

คาถาเสกแหวนพิรอด

  โบราณจารย์ท่านว่า การเสกยันต์ใดๆให้เสกด้วยตัวเอง คือลงอักขระคาถาในยันต์นั้น ก็เสกด้วยคาถาบทที่ลงนั่นเอง บางตำรับมีคาถาเฉพาะที่ต้องเสก หากจะเสกตามตำราแล้วยังมีเวลาก็เสกเพิ่ม จะใช้มนต์คาถาที่ถนัดเสกเพิ่มตามแต่เวลาที่มี

  บางคติมีคาถาเสกกำกับตอนใช้หรือสวมแหวนพิรอด ก็เสกกันไป

คาถาเสกที่พบมาก

คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า  อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ        

คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์(ขวา)  นะมะนะอะ  นอกอนะกะ  กอออนออะ  นะอะกะอัง

คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์(ซ้าย)   อุ มิ อะ มิ   มะ หิ สุ ตัง   สุ นะ พุท ธัง   อะ สุ นะ อะ

คาถามหาอุด  อุทธังอัทโธ ธังอัทโธอุท อัทโธอุทธัง โธอุทธังอัท

พระเจ้าแหวกฤทธิ์  พุทธังแคล้วคลาด พระเจ้าย่างบาท แคล้วคลาดด้วยพระพุทธัง ธัมมังแคล้วคลาด พระเจ้าย่างบาท แคล้วคลาดด้วยพระธัมมัง สังฆังแคล้วคลาด พระเจ้าย่างบาท แคล้วคลาดด้วยพระสังฆัง พุทธังแหวก ธัมมังแหวก สังฆังแหวก

  ตามตำรายังมีว่า ถ้าเสกได้ขลังดีแล้ว ถึงเอาแหวนพิรอดโยนเข้ากองไฟ ไฟนั้นจะไม่อาจเผาไหม้แหวนพิรอดนั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์คล้ายกัน คือ เชือกคาดเอวหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ ที่ท่านทำตามตำราหลวงพ่อขันวัดนกกระจาบ ข้าพเจ้าเผลอวางใกล้เทียนเล่มใหญ่หนัก9 บาท ตอนจุดเทียนทิ้งไว้ไม่ได้ดู มาเห็นอีกทีเทียนล้มทับเชือกคาด แถมเปลวเทียนยังจ่อเผาเชือกคาดพอดี ปรากฏว่าเชือกคาดเอวหลวงพ่อพรหมไม่เป็นอะไรเลย

วิธีถักแหวนพิรอด

  ถ้าจะหัดถักแหวนพิรอด ยุคนี้ง่ายดายสะดวก คือ ไปหาคลิปใน YouTube ที่สอนถักแหวนพิรอด มีคนใจดีลงคลิปสอนไว้มากมาย

  ปัจจุบันจะมีพระอาจารย์ใดที่ทำแหวนพิรอด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เสาะแสวงหาอีกแล้ว จึงไม่สามารถแนะนำให้ได้

เรื่อง  จากความทรงจำที่เคยกราบเรียนสอบถามพระอาจารย์หลายรูป และจากที่ได้ดูตำราเก่า

ภาพ  เป็นภาพของ sihawatchara

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หลวงพ่อกับของวิเศษ.16หลวงปู่เส็งวัดบางนา

 


หลวงปู่เส็ง วัดบางนา อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

  เมื่อ 50 กว่าปีก่อน(นับจาก พ.ศ.2569) ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยม หลวงปู่เส็งเป็นที่รู้จักกันแล้ว และค่อยๆมีชื่อเสียงขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนั้นสำหรับวัยรุ่นชั้นมัธยมฝั่งธนบุรีถ้าจะไปกราบท่านระยะทางนับว่าไกลไม่น้อยเลย ต้องไปต่อรถหลายต่อในถิ่นที่ไม่เคยไป จะทุลักทุกเลเอาเรื่อง

  พอเรียนช่างกลเป็นหนุ่มช่างกลใส่กางเกงขายาวแล้ว แถมมีกิ๊กและกิ๊กของเพื่อนๆเป็นสาวพาณิชย์ บ้านอยู่ อ.สามโคก อีกด้วย จึงไปกราบหลวงปู่เส็งได้สะดวก เพราะมีคนท้องถิ่นที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่เส็งพาไป

  ยุคที่ข้าพเจ้าเรียนช่างกลนั้น...ยังไม่มีเรื่องพญาครุฑหลวงปู่เส็ง...แถมหมูทองแดงก็ยังไม่ได้สร้าง ในยุคข้าพเจ้าเรียนช่างกล หลวงปู่เส็งท่านดังเหรียญ พระพิมพ์สมเด็จ ตะกรุด และน้ำมนต์

  ถ้าข้าพเจ้าไปกราบหลวงปู่เส็ง ท่านจะหยิบเหล็กจารมาลงวิชาให้ แต่ไม่ใช่ลงกระหม่อม หลวงปู่ลงวิชาที่ขวัญของข้าพเจ้า เสียงเหล็กจารขูดหนังหัวดังแกรกๆเชียวแหละ ท่านว่า..เอ็งเรียนช่างกลเดี๋ยวก็ตีกันบ่อย ข้าลงวิชาให้อย่างนี้จะได้ปลอดภัย...

  ข้าพเจ้าเรียนช่างกล ป.ว.ช - ป.ว.ส. รวม 5 ปี ไปส่งหญิงที่ อ.สามโคก ครอบครัวกิ๊กเพื่อนๆเป็นศิษย์หลวงปู่เส็ง จึงพาหนุ่มช่างกลอย่างข้าพเจ้าไปกราบหลวงปู่ ได้เห็นเหตุการณ์จริงของคนในสมัยนั้นว่า เขาไปหาหลวงปู่เส็งเพื่อทำอะไรบ้าง ยิ่งเรื่องวัตถุมงคลด้วยแล้ว บางเรื่องมันไม่ใช่แบบที่คนปัจจุบันรับรู้มา ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้าบอกเล่าเป็นสาธารณะไม่ได้...เดี๋ยวทัวร์(ที่ไม่เคยเห็นหลวงปู่)จะลง

  เท่าที่เห็น มีคนไปอาบน้ำมนต์กับหลวงปู่เส็งบ่อยๆ จำได้เลยว่าหลวงปู่เสกน้ำมนต์ในถังแบบเก่า คือ เป็นถังเหล็กหนักๆ ตักน้ำมนต์รดให้จนหมดถัง บางทีท่านยกถังขึ้นมาแล้วเทน้ำมนต์อาบให้ ข้าพเจ้ายังทึ่งว่าท่านยกขึ้นมาไหวได้อย่างไร ผู้ที่มาอาบน้ำมนต์มีทั้งผู้ชายผู้หญิง สถานที่อาบน้ำมนต์แรกๆจะเป็นริมคลองบางนาที่อยู่ข้างวัดนั่นเอง คลองนี้ต่อมาจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สมัยเก่าจะเป็นหน้าวัด

พระนางพญาพิมพ์จิ๋ว

  หลวงปู่เส็งมักจะหยิบพระมาแจกศิษย์ที่ไปกราบท่าน ข้าพเจ้าเคยได้รับพระพิมพ์สมเด็จองค์จิ๋ว พระนางพญา พระปิดตา ซึ่งก็เป็นขนาดจิ๋วเหมือนกัน บางทีท่านจะหยิบผ้าขนาดครึ่งหนึ่งของผ้าเช็ดหน้า บางทีสีแดง บางทีสีจีวร แล้วลงยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ที่เป็นแบบนะหน้าทองชนิดหนึ่ง เสกแล้วจึงมอบให้ศิษย์ ท่านไม่เคยตีราคาเป็นเงินเลย แจกโดยเมตตา

  วันหนึ่งนั่งคุยกับหลวงปู่ มีคนเอาแบบวัตถุมงคลมาขออนุญาตสร้าง พอมองดูก็เห็นว่าเป็น..เห้งเจีย..ยังจำลักษณะเห้งเจียในวันนั้นได้ พอเขาคะยั้นคะยอขอหลวงปู่ ท่านตอบเรียบๆว่า..อันนี้ทำไม่เป็น ให้ทำเป็นอย่างอื่น...คนอยากสร้างพยายามขอ สุดท้ายท่านก็เสกให้ กราบเรียนสอบถามท่าน ท่านก็ว่าเสกวิชาที่ถนัดไปก็แล้วกัน....เรื่องของเรื่อง ในยุคนั้นวงการพระเครื่องนิยมสร้างเป็นสิงสาราสัตว์ เรียกว่าเป็นเทรนแห่งยุคสมัย คนรุ่นอายุ 60 กลางๆขึ้นไปคงจำกันได้

เหรียณนั่งวัว

ด้านหลัง

  ช่วงที่ข้าพเจ้าเรียนช่างกลไปสักพักนี่เอง มีหมูทองแดงหลวงปู่เส็งเกิดขึ้น เคยบูชาไว้หลายตัว ภายหลังโดนคนขอไปหมด ต่อมาหมูทองแดงกลายเป็นซิกเนเจอร์ของหลวงปู่เส็ง..จำไว้ดีๆ ซิกเนเจอร์ของหลวงปู่เส็ง คือ หมูทองแดง..จากความทรงจำของคนทันยุคทันสอบถามหลวงปู่

    เรียนช่างกลไปพักใหญ่ ได้รับเหรียญนั่งวัวของหลวงปู่เส็ง เพื่อนที่ไปด้วยกันก็ได้รับด้วย ต่อมาเพื่อนไปดื่มสุราที่ท่าน้ำนนท์จนดึก มีเรื่องเขม่นกับขี้เมาโต๊ะข้างๆ โดนตีศีรษะด้วยท่อนไม้ หัวไม่แตกแต่หัวโน

  อีกครั้งหนึ่งเพื่อนช่างกลไปเที่ยวโรงน้ำชาแถวๆใกล้แยกทางรถไฟสถานีบางซ่อน พอออกจากโรงน้ำชาก็โดนอาชีวะโรงเรียนหนึ่งรุมตี โดนฟันทีหนึ่งไม่เข้าเนื้อ อาโกที่เฝ้าโรงน้ำชาออกมาเรียกให้เข้าไปหลบในโรงน้ำชาก่อน วันนั้นมันเลยค้างคืนที่โรงน้ำชานั้น เพื่อนมีเหรียญนั่งวัวเหรียญเดียว

รูปหล่อใบโพธิ์หลวงปู่มอบให้

ด้านหลัง

  น้องชายของสาวพาณิชย์ที่อยู่ อ.สามโคก ขับมอเตอร์ไซด์พาพี่สาวไปตลาด  ขากลับเจอฝนตกไม่มีที่หลบฝน จึงรีบใช้ความเร็วเพื่อหนีฝนกลับบ้านเร็วๆ ไปพลาดตรงทางโค้งมอเตอร์ไซด์ล้มแฉลบไปกับถนนลงข้างทาง พี่น้องกระเด็นฟาดถนนแล้วกลิ้งไปหลายเมตร ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย น้องชายแขวนพระสมเด็จ พี่สาวแขวนเหรียญรุ่นแรก

  ศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่เส็งที่เจอกันที่กุฏิเล่าว่า แกไปรบสงครามลาว มีตะกรุดผ้ายันต์หลวงปู่เส็ง เคยโดนโจมตีฐาน กระสุนปืนกล ระเบิด RPG ลงในฐาน แกไม่โดนสะเก็ดระเบิดเลย และในตอนลาดตระเวนเจอซุ่มโจมตี ก็แคล้วคลาดไม่เคยโดนยิง สุดท้ายครบวาระก็กลับไทยอย่างปลอดภัย

  น้องชายคนสุดท้องของข้าพเจ้าห้อยพระสมเด็จขี่หมูองค์เดียว ชอบขี่มอเตอร์ไซด์แข่งกับเพื่อนๆ พลาดรถล้มหลายครั้งไม่เคยเป็นอะไรเลย บางครั้งมอเตอร์ไซด์พังแบบล้อบิดแฮนด์รถหักตัวมอเตอร์ไซด์งอ ก็รอดมาทุกที ปัจจุบันพระสมเด็จขี่หมูชุดนี้ตกทอดถึงลูกของน้องชาย

ชุดพระองค์จิ๋ว

  หลังจากข้าพเจ้าเรียนจบทำงานแล้ว ก็ยังแวะไปกราบหลวงปู่เส็ง ท่านชราภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่กล้าสนทนานานๆ หลวงปู่เส็งยังมอบพระเครื่ององค์เล็กๆให้ไปแจก ข้าพเจ้าก็แจกพวกเมียๆของเพื่อนร่วมงานที่ทำงานขายของหน้าร้าน เขาว่าค้าขายดี และมีแปลกที่..ผัวเอาใจ..พระเครื่องเล็กๆของหลวงปู่เส็งนี้แจกเกือบหมด พอวันเวลาผ่านไปเป็นสิบๆปี พระเครื่องชุดนี้เริ่มแตกร้าวหรือป่นเป็นชิ้นสาเหตุเพราะตัวประสานเนื้อพระเสื่อมสภาพ ข้าพเจ้าจึงแยกเก็บเป็นผงวิเศษเอาไว้สร้างพระ

  วัตถุมงคลหลวงปู่เส็งในปัจจุบันที่ราคาถูกๆยังมีมาก พวกพระผงที่ดูธรรมดาพื้นๆยิ่งราคาถูกยังหาได้ง่าย แต่ถ้าเป็นหมูทองแดงหรือครุฑข้าพเจ้าไม่แนะนำเพราะเก๊เยอะ สำหรับข้าพเจ้าถ้าให้เลือกหมูทองแดงกับครุฑ ขอเลือกหมูทองแดง เพราะ..ซิกเนเจอร์หลวงปู่เส็งในยุคที่ข้าพเจ้าทันหลวงปู่เส็งนั้นคือ หมูทองแดง

พระปิดตาก็แตกแล้ว

ประวัติหลวงปู่เส็ง จนฺทรํสี โดยย่อ

  วันเดือนปีเกิดของหลวงปู่เส็งจำได้แค่ว่า ท่านเกิดวันจันทร์ ปี พ.ศ.2444 โยมบิดามาจากเมืองจีน มาตั้งรกรากที่ จ.ปทุมธานี โยมมารดาเป็นชาวมอญที่ อ.สามโคก

  อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2465 โดยท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนี วัดบางหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบวรธรรมกิจ หรือหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงปู่ทัด ลาหุโล เจ้าอาวาสวัดบางนา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า จันทรังสี

  หลวงปู่เส็งเล่าเรียนวิทยาคมจากหลายพระอาจารย์ พระอาจารย์ที่โด่งดังคือ หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์

  ปี พ.ศ.2486 หลวงปู่ทัด เจ้าอาวาสวัดบางนา ซึ่งเป็นหลวงน้าได้มรณภาพ หลวงปู่เส็ง ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาส พอถึงปี พ.ศ.2487 หลวงปู่เส็งสอบได้นักธรรมชั้นเอก เมื่อถึงปี พ.ศ.2489 ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนา

  หลวงปู่เส็งสร้างพระเครื่องครั้งแรกในปี พ.ศ.2510 เป็นพระพิมพ์สมเด็จ ขณะนั้นท่านมีอายุ 65 ปี มีผู้พบประสบการณ์พระสมเด็จทางคุ้มครองกันมาก จนมีผู้คนไปกราบนมัสการท่านมากยิ่งขึ้น ต่อมามีการสร้างวัตถุมงคลหลายรายการ วัดสร้างเองบ้าง มีคนขออนุญาตสร้างบ้าง

   หลวงปู่เส็งท่านอุปถัมภ์สร้างวัดวังหิน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี จึงมีการสร้างวัตถุมงคลหลายรายการ ได้รับความนิยมมาก ชื่อเสียงหลวงปู่เส็งโด่งดังระดับต้นๆของเมืองไทย

  หลวงปู่เส็ง มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 21 ม.ค.2531 สิริอายุ 87 ปี

เรื่อง จากความทรงจำ จากเจ้าของประสบการณ์

ภาพ ภาพหลวงปู่เส็งจากอินเทอเน็ต

ภาพพระเครื่อง ของ sihawatchara

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

หลวงพ่อกับของวิเศษ.15 หลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำ

 


หลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำ เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี

  นึกอยากรับประทานข้าวหมูแดงแถวบ้านเก่า เป็นข้าวหมูแดงสูตรเก่าแก่จริง ข้าพเจ้ารับประทานมานานถึงหกสิบปีนิดๆ ปัจจุบันเป็นรุ่นลูกสาวที่เป็นเพื่อนน้องข้าพเจ้า รับประทานเสร็จพร้อมซื้อกลับบ้าน คนเก่าๆเห็นว่าข้าพเจ้าผ่านมา เลยดึงให้นั่งคุยที่สภากาแฟในสนามพระแถวนั้น คุยกันเรื่องของขลัง แล้วก็คุยไปถึงของขลังที่ดีทางเจ้าชู้ หนุ่มใต้คนหนึ่งพูดว่า ทางใต้เชื่อถือหลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำ พวกหนุ่มๆชอบขูดเอาผงพระไปแอบใส่ให้ผู้หญิงกิน แล้วผู้หญิงจะหลงรัก คนเล่าถามข้าพเจ้าว่า..อาจารย์รู้จักหลวงปู่จันทร์ไหม ข้าพเจ้าหัวเราะพยักหน้าว่า..รู้จักสิวะ...บอกมันว่าเคยมีพระของหลวงปู่จันทร์อยู่สิบกว่าองค์ โดนคนขอไปจนหมด เหลือพระแม่นางกวักอยู่องค์เดียว พอหยิบพระแม่นางกวักออกมาให้ดู(พกติดตัว)..หนอย..ชาวสภากาแฟจะแย่งเอาจากมือ เลยเขกหัวหนุ่มใต้มันไปหนึ่งที

  ไอ้หนุ่มมันพลิกดูด้านหลังพระแล้วร้องว่า...พระยังสวยยังผิวเรียบ ทำไมจารย์ไม่ขูดผงไปใช้บ้างล่ะ เลยเขกหัวไปอีกที บอกมันว่า..กรูกลัวพระไม่สวยเว้ย..แล้วเล่าประสบการณ์พระเครื่องหลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำให้ชาวสภากาแฟที่สนามพระฟัง

พระมหาเสน่ห์แดนใต้

  ราวๆ 50 ปีก่อน(นับจาก พ.ศ.2569) ครั้งที่ข้าพเจ้าเรียนช่างกล มีเพื่อนเป็นคนใต้หลายคน ปิดเทอมก็ไปเที่ยวบ้านเพื่อนชาวใต้ทีละจังหวัด พอไป จ.สุราษฎร์ธานี ญาติๆเพื่อนแนะนำให้ไปเที่ยวเกาะพงัน ไปกราบหลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำ เขาแนะนำว่าท่านมีของดีทางเมตตามหาเสน่ห์ ตอนแรกข้าพเจ้าสะดุ้งเพราะว่ายน้ำไม่แข็ง แต่กลัวเสียฟอร์มก็เลยไปด้วย

  นั่งเรือไปตั้งไกล ทะเลเวิ้งว้างเสียวใจไม่น้อย พอใกล้ๆเกาะๆหนึ่งข้าพเจ้าค่อยสบายใจว่าจะถึงแล้ว แต่เพื่อนบอกว่านี่มันเกาะสมุย ส่วนเกาะพงันยังอยู่เลยเกาะสมุยไปอีก เรือแล่นไปจนมองเห็นเกาะพงัน

  สมัยนั้นที่เกาะพงันเงียบสงบมาก เห็นแต่ชาวบ้านชาวประมง วัดโฉลกหลำอยู่ถัดเข้าไปจากชายฝั่งไม่มาก แค่เดินไปไม่นานก็ถึงวัด ภายในวัดมีต้นไม้ครึ้มๆ หลวงปู่จันทร์ท่านใจดี พูดคุยสุภาพ ตอนนั้นท่านชราไม่น้อย ใครขอวัตถุมงคลท่านก็หยิบให้ จะได้พระพิมพ์ไหนก็สุดแต่ท่านจะหยิบได้สะดวก

  เนื่องจากการเดินทางโดยเรือเล็กใช้เวลามาก จึงทำให้การไปกราบหลวงปู่จันทร์แล้วต้องรีบกลับ ไม่งั้นจะมืดค่ำจะไปเรือได้ลำบาก ไปกราบหลวงปู่จันทร์จึงไม่มีเวลากราบเรียนสนทนามากนัก แต่ท่านใจดีมอบพระเครื่องให้ทุกคน

พระแม่นางกวักหลวงปู่จันทร์

ประสบการณ์

  ช่วงนั้นเที่ยวบ้านเพื่อนที่ จ.สุราษฎร์ธานี อยู่เดือนกว่าๆ เพื่อนมีเมียอยู่ที่บ้านแล้ว ข้าพเจ้าสะดุ้งเพราะยังอยู่ในวัยเรียนช่างกล แต่เพื่อนมีเมียเป็นตัวเป็นตน ซึ่งทางบ้านเพื่อนเห็นเป็นเรื่องปกติ แล้วพี่สาวเมียเพื่อนเป็นแม่หม้าย เขามาเทคแคร์ข้าพเจ้าผิดปกติมากๆ จนไอ้เพื่อนกับเมียมันบอกว่า..เจ้กินมึงแน่..เพื่อนมันกระซิบว่า..ของดีหลวงปู่นี้ดีจังหู้ว่ะ...สุดท้ายโดนเจ้กินจริงๆ เจ้อายุมากกว่า 4-5ปี สวยคมเข้ม เป็นเจ้าของสวนเงาะและสวนยาง

  ข้าพเจ้าทดลองอาราธนาพระสมเด็จพิมพ์เล็กหลวงปู่จันทร์ติดตัว ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องชู้สาวอะไรจริงจังเพราะยังเรียนอยู่ แต่สักพักสังเกตพบว่า แม่ค้าในโรงอาหารจะเมตตาเราเกินกว่าปกติ คือ ซื้อข้าวซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านไหน พวกเจ๊ๆจะตักข้าวตักกับข้าวให้มากเป็นพิเศษ ต่อมาชวนไปเที่ยวบ้านอีกด้วย เจ๊ๆเริ่มถึงเนื้อถึงตัวข้าพเจ้าซะงั้น ตอนนั้นสยิวไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าไม่ได้คิดอะไรนึกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้องล้อเล่นกัน แบบนี้พอจะอนุมานได้ว่า เกิดประสบการณ์ทางเมตตามหานิยม

  ภายหลังไม่ได้ห้อยพระหลวงปู่จันทร์ เพราะชอบทดลองห้อยพระทีละองค์เพื่อสังเกตดูคุณวิเศษ เก็บพระลืมไปจนเรียนจบทำงาน ตอนทำงานนี้เองที่ทำให้พระหลวงปู่จันทร์ที่เก็บไว้หลายองค์ต้องแทบหมดไป เพราะโดนเพื่อนร่วมงานเป็นชาวใต้ในที่ทำงานขอไปทีละองค์  ข้าพเจ้ากลัวโดนขอพระไปอีก เลยเอาพระหลวงปู่จันทร์พิมพ์แม่นางกวักมาพกติดตัว เพราะคนจะเข้าใจไปเองว่าพระแม่นางกวักดีทางค้าขายจึงไม่มาขอจากข้าพเจ้าแน่ๆ ข้าพเจ้ายังเหลือพระสมเด็จพิมพ์เล็กที่เคยพกในช่วงเรียนช่างกล

 ลูกน้องคนหนึ่งเป็นคนพูดมากจนน่ากระทืบ มักโดนลูกค้าคอมเพลนเข้ามา มันขอของดีติดตัวเผื่อจะดีขึ้น ข้าพเจ้าให้พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่และเตือนให้ลดพูดเพ้อเจ้อ ผ่านไป 3 เดือน เจ้านี่ควงลูกค้าสาวที่เคยคอมเพลนมัน พามาเที่ยวดิสโกเธค มันว่านี่ตกลงเป็นเมียตัวจริงของมันแล้ว รอเรียนจบจะแต่ง

   รุ่นพี่ขอพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่หลวงปู่จันทร์ไปเป็นกำลังใจจีบสาว ซึ่งสาวคนนี้เป็นสาวเอ๊าะเพิ่งจบมัธยมต้นมาทำงานที่บริษัท อายุห่างกัน 1 รอบกว่าๆ รุ่นพี่กลัวว่าตัวเองอายุมากแล้วเด็กสาวจะไม่สนใจ พอแกได้พระหลวงปู่จันทร์ก็คอยไปจีบเรื่อยๆ สุดท้ายก็พาเจ้าน้องสาวเอ๊าะๆมาแด๊นซ์ในดิสโกเธคเปิดตัวว่าเป็นแฟนกันแล้ว แกกระซิบว่าลองขูดผงพระเอามาใช้ด้วย หลังจากข้าพเจ้าลาออกจากบริษัทไปทำงานส่วนตัว สองคนนี้ก็แต่งงานกัน

  ข้าพเจ้าอาราธนาพระแม่นางกวักพกติดตัว ก็รู้สึกว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น ถ้าอยู่ออฟฟิศก็จะมีพนักงานแผนกอื่นเป็นเพื่อนเพิ่มขึ้น ประมาณว่าไม่เคยมองหน้ากันไม่เคยคุยกัน ก็ได้รู้จักกันง่ายๆ มีเพื่อนใหม่เป็นสาวออฟฟิศทั้งรุ่นน้องรุ่นพี่หลายคน แล้วยังมีสาวประเภทสองทั้งในออฟฟิศและลูกค้าเข้ามาเป็นเพื่อน

  ลูกค้าสาวสวยรายหนึ่งอยู่ๆก็มาสนิทสนม เป็นแม่หม้ายสวยพริ้ง ชอบเรื่องวัตถุมงคล เธอขับรถลงภาคใต้ไปทำธุรกิจบ่อยๆ อยู่ๆก็มาสนิทแบบ...อ่านว่าจุดๆๆ....ช่วงนั้นพกพระสมเด็จหลวงปู่จันทร์ เนื่องจากเธอลงภาคใต้ไปทำธุรกิจบ่อยๆ จึงพลอยได้ยินเรื่องหลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำ เมื่อเจอข้าพเจ้าในวันหนึ่ง เธอถามว่า..มีพระหลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำบ้างไหม ขอที่รักไว้ติดตัวสักองค์นะ.. ข้าพเจ้าก็มอบพระพิมพ์สมเด็จเล็กองค์สุดท้ายที่พกติดตัวให้เธอไป แถมมอบสีผึ้งหลวงปู่จันทร์ที่ท่านมอบให้และข้าพเจ้าเก็บซ่อนไม่ให้ใครรู้ว่ามี เผื่อให้กิ๊กสาวแม่หม้ายเธอเอาไปใช้เจรจางาน

สีผึ้งหลวงปู่จันทร์

  วันหนึ่งเธอโทรศัพท์มาเล่าแบบตื่นเต้นว่า....ที่รัก เค้าเกือบตาย...เรื่องมีอยู่ว่า...เธอขับรถลงไปภาคใต้คนเดียว ระหว่างที่ขับรถไปถึงช่วงรอยต่อ จ.ประจวบฯ กับ จ.ชุมพร เธอขับรถตามหลังรถบรรทุกเหล็กเส้นด้วยความเร็ว อยู่ๆรถบรรทุกก็เบรก(ราชบัณฑิตให้เขียนอย่างนี้)กะทันหัน

  เรื่องที่เกิดคือมีรถตัดหน้ารถบรรทุก รถบรรทุกจึงเบรกกระทันหันแต่ก็ชนกันจนได้ เธอเหยียบเบรกแต่รถคันหน้าอยู่ใกล้เกินไปสุดวิสัยที่เธอจะเบรกรถได้ทัน เธอตกใจหลับตาคิดว่าไม่รอดแน่ รถของเธอชนท้ายรถบรรทุก เหล็กเส้นท้ายรถเสียบทะลุกระจกหน้ารถเข้ามาอย่างแรง แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิด

  เหล็กเส้นที่เสียบทะลุกระจกเข้ามายังใบหน้าของเธอนั้น เกิดหยุดห่างจากใบหน้าเธอเพียง 1 คืบ เพราะรถของเธอสะดุดหยุดพอดีนั่นเอง เธอจึงรอดตาย เรื่องแบบเดียวกันนี้เคยเกิดกับข้าพเจ้า ตอนนั้นมีเหรียญหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือติดตัวแค่เหรียญเดียว

  อุบัติเหตุครั้งนั้น รถของเธอพังต้องเข้าซ่อม หน้ารถยุบ หม้อน้ำแตก กระจกแตก วันนั้นเธอแขวนพระสมเด็จหลวงปู่จันทร์วัดโฉลกหลำเพียงองค์เดียว

  ปัจจุบันจะหาพระเครื่องหลวงปู่จันทร์นับว่าลำบากไม่น้อย เพราะของปลอมมีมานานแล้ว ข้าพเจ้าเองเหลือแค่พระแม่นางกวักเพียงองค์เดียว ก็ว่าจะหาเช่าบูชามาเพิ่ม เพราะหลวงปู่จันทร์ท่านดีจริง

เรื่องจากความทรงจำ

ภาพ หลวงปู่จันทร์  จากอินเทอเน็ต ไม่ทราบต้นทาง

ภาพ พระแม่นางกวักและสีผึ้ง เป็นของข้าพเจ้า



วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.28ยาเสน่ห์จากปลัดขิก

 



ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.28 ยาเสน่ห์ปลัดขิก

ยาเสน่ห์ปลัดขิก Love potion derived from a phallic amulet.

  ข้าพเจ้าไปจัดการเรื่องเอกสารที่บ้านหลังเก่าที่ไม่ได้แวะมานานแล้ว เดินผ่านถิ่นเก่าก็มีเสียงเรียก..เฮียๆ ตั้วเสี่ย..คือเรียกเฮียบ้างตั้วเสี่ยบ้าง ก็ต้องแวะทักทายตามทางผ่าน คนเก่าคนแก่ทั้งนั้น พอเดินผ่านร้านกาแฟเก่าแก่ของย่านนั้น ต้องขมวดคิ้วมองอย่างปลงและระลึกอดีต ร้านนี้มีมาก่อนข้าพเจ้าเกิดเสียอีก ขณะนี้เลิกกิจการเสียแล้ว ยืนมองร้านกาแฟที่ไม่ขายกาแฟแต่เปลี่ยนมาขายน้ำอัดลมอย่างเดียว เฮียลูกชายอาแป๊ะเจ้าของร้านมองเห็นข้าพเจ้าก็จำได้ แกเรียกให้เข้าไปแวะนั่งคุยในร้าน เฮียคนนี้แกอายุมากกว่าข้าพเจ้า

  นั่งร้านกาแฟร้านเก่าแก่ที่ไม่ได้ขายกาแฟแล้วโต๊ะยังเป็นโต๊ะหินอ่อนกลมเหมือนเดิม เก้าอี้ยังเป็นเก้าอี้เช็กโกเก่าแก่ นั่งคุยกันถึงความเปลี่ยนแปลงในย่านนั้น เฮียแกเล่าถึงคนโน้นคนนี้ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ยังเล่าถึงอดีตน้องหนูๆแถวนี้ว่าชีวิตเป็นอย่างไรไปบ้าง พวกน้องหนูกลายเป็นเจ้ใหญ่ไปหมดแล้ว เฮียแกว่าพวกอดีตน้องหนูอยากเจอข้าพเจ้ามากบางคนยังอยู่บ้านเดิมแถวนี้ แล้วเฮียแกให้หลานวิ่งไปเรียกอดีตน้องหนูคนหนึ่ง

  พวกน้องหนูที่ว่านี้ ก็คือสาวๆ(เมื่อ20ปีก่อน) เป็นเคลือข่ายสาวสวยที่ทำงานกลางคืนเช่น คาเฟ่ ค็อกเทลเล้าจ์ ผับ บาร์ที่มาเช่าบ้านอยู่ในซอย บางคนสนิทกับที่บ้านข้าพเจ้ามาก สนิทขนาดมากินนอนที่บ้านข้าพเจ้ากันเลย คือ มารดาข้าพเจ้าใจดีให้มาอยู่ที่บ้านได้ในตอนที่พวกน้องหนูเดือดร้อน เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ชีวิตกลางคืนอีกด้านหนึ่งจากพวกน้องหนู

  อดีตน้องหนูคนหนึ่งรีบมาหาที่ร้านกาแฟ เสือกเข้ามากอดกรูเสียอีก มองดูแล้วเจ้านี่ยังสวยอยู่ไม่น้อย เป็นสาววัยสี่สิบกว่าที่ยังดูดีมาก มันหัวเราะแล้วว่า..เฮียเสร็จธุระแล้วต้องไปดินเนอร์กับหนูนะ..ถามมันว่า..แล้วผัวเอ็งจะไม่ว่ารึ..มันตอบว่า..มันไม่กล้าว่าหรอกมันอยากเจอเฮียจะตาย มันอยากได้ของดีจากเฮีย...

  คุยกับน้องหนูแล้วก็ระลึกอดีตเรื่องหนึ่งขึ้นมา พวกน้องหนูนี้เป็นหน่วยทดลองความขลังเรื่องมหาเสน่ห์ปลัดขิกให้ข้าพเจ้า คือ ทดลองว่าผู้หญิงใช้ปลัดขิกในทางเสน่ห์กับผู้ชายได้หรือไม่ เพราะในความเข้าใจคุ้นเคยเรื่องปลัดขิกนั้น ผู้ชายเป็นคนใช้คุณวิเศษมหานิยมมหาเสน่ห์ต่อผู้หญิง


ปลัดขิกงาช้างขนาดเล็ก

 

  ความจริงการทดลองให้สาวๆใช้ปลัดขิกเป็นเสน่ห์ต่อผู้ชายนั้น ข้าพเจ้าทดลองมาก่อนให้น้องหนูกลุ่มนี้ไปทดลองใช้ โดยทดลองครั้งแรกประมาณก่อนปี พ.ศ.2540เล็กน้อย ครั้งนั้นสาวทำงานในผับแห่งหนึ่งเธอเป็นแฟนของลูกน้องข้าพเจ้า เธอถามว่ามีอาจารย์ที่ไหนทำเสน่ห์ขลังๆไหม เธออยากจะทำเพราะที่ทำงานมีคู่แข่งเยอะ แล้วคู่แข่งนั้นอายุน้อยกว่าเอ๊าะกว่าด้วย ลูกค้ามักจะซื้อดริ๊งค์พวกนี้มากกว่าเธอ

  ข้าพเจ้าฟังแล้วก็ห้ามเรื่องการหาหมอเสน่ห์ เพราะโอกาสถูกหลอกมีสูงปรี๊ด จึงให้เอาปู่ปลัดขิกไปทดลองตามวิธีที่เคยได้ยินคนเก่าและแก่ท่านเล่าให้ฟัง แต่เรื่องที่คนเก่าและแก่ท่านเล่านั้น เป็นเรื่องการใช้ยาเสน่ห์ตามความเชื่อ ไม่ใช่วิธีใช้ปลัดขิก

อภินิหารยาเสน่ห์ปู่ปลัดขิก

  ข้าพเจ้าเคยได้ยินคนเก่าแก่เล่าเรื่องยาเสน่ห์ให้ฟัง ประมาณว่า สมัยโบราณเวลาที่ผู้หญิงใช้ยาเสน่ห์ใส่ผู้ชาย จะใช้วิธีผสมยาเสน่ห์ลงในน้ำ อาหาร หมากพลู บุหรี่ พอผู้ชายกินเข้าไปก็จะหลงใหลบางทีก็ใช้ยาเสน่ห์แต้มตามตัวตรงบริเวณที่ผู้ชายจะมาสัมผัส พอผู้ชายไปโดนยาเสน่ห์ที่ป้ายไว้ ก็จะเคลิบเคลิ้มหลงใหล บางทีหาทางเอายาเสน่ห์ไปโปรยใส่ศีรษะเส้นผมไม่ให้รู้ตัว คนรุ่นเก่าท่านเล่าเรื่องวิธีใช้ยาเสน่ห์มาแบบนี้ว่า คนโบราณเขาใช้ยาเสน่ห์ด้วยวิธีไหน

  ยาเสน่ห์ที่ข้าพเจ้าไม่มีและไม่ชอบด้วย จึงแนะให้น้องหนูเอาปู่ปลัดขิกไปทดลอง อนุมานว่าทำเสน่ห์ด้วยปู่ปลัดขิกนั่นเอง  โดยให้อาราธนาปู่ปลัดขิกแบบที่แม่ค้าขายของเขาทำกัน คือ ตอนเปิดร้านขายของหรือขายอาหารนั้น สมัยก่อนแม่ค้าแกจะเอาปู่ปลัดขิกชี้ๆวนๆที่ของนั้น ขอให้ปู่ปลัดขิกช่วยให้ขายดีขายคล่องขายได้หมด ข้าพเจ้าเคยเห็นแม่ค้ารุ่นเก่าเอาปู่ปลัดขิกจิ้มลงในขันน้ำ แล้วเอาน้ำเป็นน้ำมนต์ประพรมของขายและหน้าร้านด้วย  ที่จำได้แม่นก็ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เมืองเพชร

  ให้น้องหนูเอาปู่ปลัดขิกไปจิ้มลิปติกที่น้องหนูใช้ แล้วเอาลิปติกทาริมฝีปากตามปกติ เอาปู่ปลัดขิกจิ้มที่ตลับแป้งอธิษฐานให้เป็นแป้งมหาเสน่ห์ แล้วค่อยเอาแป้งผัดใบหน้าสวยๆของน้องหนู ให้น้องหนูเอาลิปติกและแป้งไปป้ายที่ผู้ชายที่จะมาเป็นลูกค้า วิธีป้ายก็คือ ให้ไปจุ๊บผู้ชายก่อนนั่นเอง​ พอจูบเคลียคลอกัน​ ลิปติกที่ผ่านการถูด้วยปลัดขิก​ ก็จะติดปากผู้ชายไปเอง​ แป้งเสน่ห์ปลัดขิกก็จะติดตามใบหน้าที่ไปไซร้กันไปมา

ปู่ปลัดขิกหลวงปู่เมฆวัดลำกระดาน

  ต่อมาน้องหนูรุ่นแรกรายงานผลว่า ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง ผู้ชายที่โดนน้องจุ๊บแก้มไปนั้น จะกลายเป็นลูกค้าประจำ จะไม่เลือกสาวอื่นที่เอ๊าะกว่าอายุน้อยกว่าเธอเยอะ นับตั้งแต่วันนั้นน้องก็ใช้ปู่ปลัดขิกทำเสน่ห์แบบนี้ตลอดมา การที่น้องหนูไปจูบแก้มผู้ชาย ก็คือเอาลิปติกที่อนุมานว่าเป็นยาเสน่ห์ เอาไปป้ายติดผู้ชายนั่นเอง

  น้องหนูรุ่นลองของยังพัฒนาวิธีใช้ยาเสน่ห์ปู่ปลัดขิกไปจนข้าพเจ้าต้องสะดุ้ง เริ่มจากมาขอคาถาเสกปู่ปลัดขิกทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลย น้องว่าเอาไว้เผื่อวันไหนลืมพกปู่ปลัดขิกไปด้วย เลยให้คาถาไปบทหนึ่งว่า

  ...โอม HEE HEE ควควY 32ควY แห่ห้อมล้อม HEE ขายดิบขายดีแหกHEEกลับบ้าน ถ้ายิ่งขายดีจะแหกHEEให้เย็Dอีก 7ที

 พอน้องหนูได้คาถาไปก็ขยันเสกเสียจริง ได้ผลดียิ่งนักมีลูกค้าติดหลายราย ตอนหลังน้องมาเล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าได้ยินก็สะดุ้งสำลักกาแฟออกจมูก...ปัทโธ่ น้องเล่าว่า...วันหนึ่งน้องได้ดริ๊งค์เต็มที่เงินทิปเยอะอีกต่างหาก พอกลับหอพักนึกขี้นมาว่า วันนี้ได้ดริ๊งค์จากลูกค้ามากเป็นพิเศษ แล้วคาถาที่น้องเสกนั้นตอนจบคาถาว่า...ถ้ายิ่งขายดีจะแหกHEEให้เย็Dอีก 7ที...น้องกลัวว่าถ้าไม่ทำตามเดี๋ยวจะไม่ขลัง ก็เลยเอาปู่ลัดขิกมาเขี่ยๆที่อวัยวะเพศ ทำนองว่า..ให้เย็Dแล้วนะ ข้าพเจ้าฟังแล้วสำลักกาแฟออกจมูกทันที

    น้องได้ยินข้าพเจ้าเล่าเรื่องยาเสน่ห์ในอดีตที่ผู้หญิงใช้กับผู้ชาย มีแบบที่ใช้ประจำเดือน ใช้ขี้ไคลเอามาทำยาเสน่ห์ให้ผู้ชายกิน น้องเลยปิ้งไอเดียขึ้นมา น้องแกเห็นว่า เอาปู่ปลัดขิกมาทำเสน่ห์ที่ลิปติกกับแป้งผัดหน้าได้ ก็เลยคิดลึกไปว่าอย่างนี้เอามาใช้ร่วมกับยาเสน่ห์จากร่างกายได้ น้องเลยจิ้มๆที่อวัยวะเพศตอนมีของเหลวจากความเสียว แล้วเอามาป้ายที่หัวนม รอให้ผู้ชายมาดูด บางทีเอาปลัดที่มีของเหลวสยิวนั้นมาจิ้มลงในเหล้าที่ลูกค้าฝากไว้ที่ร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มเข้าไปเสียเลย น้องเล่าว่าลูกค้าติดน้องมากมีขนาดส่งเสียรายเดือนรายปีด้วย

  เจ้าสาวรุ่นน้องคนนี้เอาดีทางสถานเริงรมย์โดยตรง ต่อมาถึงกับเป็นมาม่าซัง เป็นเอเยนซี่พิศสวาสเจริญรุ่งเรือง น้องเคยเอาแค็ตตาล็อกมากางโปร์ไฟล์ลูกน้องสาวๆให้ข้าพเจ้าเลือกฟรีๆ ต้องสะดุ้งเขกกบาลน้องไปที น้องที่เป็นมาม่าซังไปแล้วบอกว่าก็ให้ลูกน้องสาวๆใช้วิธียาเสน่ห์ปู่ปลัดขิก ลูกค้าทั้งหลายก็ได้รับสารเหลวสยิวจากอวัยวะเพศหญิงที่พวกสาวๆใช้ปลัดขิก เอามาป้ายที่หัวนมให้ดูด ก็ดูดๆๆเข้าร่างกาย ตรงนี้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปๆมาๆกลายเป็นเสน่ห์ยาแฝดไปด้วยหรือไม่

  ในภายหลังเมื่อมีน้องหนูแถวบ้านเก่าข้าพเจ้ามาถามเรื่องยาเสน่ห์ ก็ชุดที่มานั่งคุยที่ร้านเฮียนี่แหละ ตอนนั่งสังสรรค์ที่บ้านข้าพเจ้า พวกน้องหนูเขาถามเรื่องตำรายาเสน่ห์ ก็เล่าเรื่องสาวรุ่นน้องที่ทำงานผับสุขุมวิทให้ฟัง เจ้าพวกนี้ก็เอาไปทำกันบ้าง เสน่ห์ยาแฝดจากของเหลวสยิวจากร่างกายสาว ก็เข้าร่างกายชายหนุ่มและแก่ด้วยการดูดปทุมถัน และจากการที่สาวๆเอาไปใส่ในเหล้าขวดที่ฝากไว้...นับแต่นั้นมา...จะได้ผลไม่ได้ผล ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เกี่ยวนะ พวกเด็กๆเขาพัฒนาวิธีการกันเอง

คาถามหาเสน่ห์ปลัดขิกสำหรับชาวต่างชาติ เทียบเสียงได้ดังนี้

Aom  Hee Hee Kuay Kuay ,

Sam Sib Song Kuay Hair Hom Lom Hee,

Kai Dib  Kai Dee Hack Hee Klub Ban,

Tha Ying Kai Dee,

Jaa Hack Hee Hai Yed Eiak Jet Tee