วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าฝรั่ง 3..แม่มด

แม่มด (Witch)

แม่มดเป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงที่รู้เวทมนต์ ทุกชาติทุกภาษาต่างก็มีความเชื่อเรื่องแม่มดด้วยกันทั้งนั้น ส่วนมากมักเข้าใจกันว่าแม่มดเป็นพวกที่ไม่ดี ซึ่งไม่ถูกเสมอไป เพราะแม่มดฝ่ายที่ดีก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน แม่มดฝ่ายที่ร้ายจะเรียกกันว่าแม่มดดำ แม่มดที่ดีเรียกแม่มดขาว

แม่มดดำ คือแม่มดที่เคารพบูชาจอมปีศาจซาตาน(Satan) รวมทั้งปีศาจชั้นรองๆลงไปเช่น เบลเซบัพ ลิลิธ เวทมนต์ที่ใช้ก็จะดูร้ายๆน่ากลัว มีการฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ มีพิธีกรรมที่ดูลึกลับน่าเกรงกลัว เช่นปริมณฑลที่เขียนด้วยเลือด   แม่มดดำจะมีชื่อเสียงเล่าลือกันไปในทางร้ายๆน่ากลัว จะมั่วสุมอยู่กับภูตผีปีศาจ วัตถุอาถรรพ์ที่น่าหวาดกลัวน่าขยะแขยงเช่นข้อมือมนุษย์ ลูกนัยน์ตา ซากสัตว์ ซากศพ

แม่มดขาว เป็นแม่มดที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ (Supreme being) เวทมนต์คาถาที่ใช้ก็จะออกไปทางที่ดีๆเช่นเวทมนต์รักษาโรค แม่มดขาวจะมีความสะอาด ปกติแล้วก็เหมือนผู้หญิงใจดีทั่วๆไป จะดูไม่ออกว่าเป็นแม่มดขาวเลย แต่แม่มดขาวก็มีความลึกลับเช่นกัน



 Witch  หรือแม่มดมาจาก  wit  ในภาษาแองโกลแซกซอน หมายถึง การหยั่งรู้  ต้องการรู้ ซึ่งความหมายดังนี้เข้ากับพฤติกรรมของแม่มดด้วย แม่มดจะสนใจอยากรู้และทดลองทั้งเวทมนต์และตัวยาต่างๆ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้แล้วคล้ายๆนักเล่นแร่แปรธาตุนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อย 

   คนทั่วไปถ้านึกถึงแม่มด แทบทั้งหมดมักนึกถึงกันแต่เพียงแม่มดดำ จะคุ้นกับตำนานแม่มดที่ต้องมีรูปร่างน่ากลัว เป็นหญิงแก่จมูกงุ้ม สวมหมวกทรงแหลม เวลาจะไปไหนมาไหนก็ขี่ไม้กวาดเหาะไป จะมีแมวดำอยู่ข้างๆตัว มีหม้อใบใหญ่ๆไว้ต้มยาที่ใช้ในทางเวทมนต์ร้ายๆ อยู่ร่วมกับปีศาจ วันร้ายคืนร้ายก็จะออกไปสาปชาวบ้าน





   แม่มดจะมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งมีด้วยกัน 13 ตน  กลุ่มแม่มดจะมาชุมนุมกันเดือนละครั้งในคืนวันเพ็ญ และจะมีการรวมตัวแม่มดกลุ่มต่างๆปีละสี่ครั้งซึ่งตรงกับวันสำคัญทางศาสนาทั้งสิ้น ได้แก่

วัน Candlemas(2 ก.พ.)
วัน Walpergist Night( 1พ.ค. วันต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ)
วัน Rammas Day(วันฉลองการเก็บเกี่ยวประจำปี)
และครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นครั้งที่สำคัญที่สุดของปี คือวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันฮัลโลววีน 
การที่แม่มดกำหนดวันชุมนุมรวมกลุ่มกันในวันดังกล่าวนั้น นัยว่าเพื่อแสดงการแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนานั่นเอง

   การชุมนุมกันของแม่มดนั้น หากมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมพิธีด้วย จะมีกฏข้อบังคับว่า ทุกๆคนจะต้องเปลือยกายเหมือนพวกแม่มด จะต้องยอมบูชาซาตาน การชุมนุมจะมีการดื่มกินกันอย่างมูมมาม ตลอดจนกระทั่งสมสู่กันในกลุ่มอย่างเสรี ในคืนวันเพ็ญที่แม่มดมาชุมนุมกันนั้น คนที่กลัวแม่มดจะแอบอยู่แต่ในบ้าน











   ความเชื่อเรื่องแม่มดนั้นทางฝรั่งยุคโบราณเขาเชื่อกันมาก ทั้งเชื่อทั้งหวาดกลัวแม่มดกันทั้งทวีปยุโรป ความเชื่อว่าแม่มดเป็นสิ่งชั่วร้ายได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงสมัยยุโรปยุคกลาง(Middle Ages) ที่บางช่วงเรียกว่ายุคมืด(Dark Ages) นั้น เกิดมีการตามล่าสังหารแม่มดกันอย่างขนานใหญ่ การล่าแม่มดในยุคนั้นมีหญิงผู้บริสุทธิ์จำนวนมากถูกฆ่าอย่างน่าสยดสยอง ประมาณว่ามีผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดถูกฆ่าไปถึงประมาณไม่ต่ำกว่าสองแสนคน

   หลังจากมีหนังสือเล่มหนึ่งเกิดขึ้น การล่าแม่มดก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุด การตามล่าสังหารแม่มดดำเนินต่อไปนับร้อยๆปี หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า มาเลอัส มาเลฟิคารัม(Malleus Maleficarum) หรือ คู่มือล่าแม่มด(Hammer of Witches)  เป็นหนังสือที่แต่งโดย ไฮน์ริช เครมเมอร์ (Heinrich Kramer) และ จาคอบ สเปรนเกอร์ (Jacob Sprenger) 


หนังสือคู่มือล่าแม่มด ต่อมาโดนประณามว่าเป็นหนังสือที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก

   ไฮน์ริช เครมเมอร์และจาคอบ สเปรนเกอร์ นั้นเป็น ผู้พิพากษาที่สนองพระโองการสำนักพระสันตะปาปา (Papal Bull) ประกาศสำเร็จโทษพวกพ่อมด แม่มด หมอผีทั้งหลายอย่างรุนแรง ทั้งคู่เป็นเป็นชาวโดมินิกัน โดยบาทหลวงไฮน์ริช เครมเมอร์ เป็นอดีตเจ้าหน้าที่สอบสวนจากแคว้นไทรอล(อยู่ระหว่างออสเตรีย ตะวันตกและทางเหนือของอิตาลี) และจาคอบ สเปรนเกอร์(ทางเหนือของสวิสเซอร์แลนด์บนฝั่งแม่น้ำไรน์) 

   หนังสือ Malleus Maleficarum แปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Hammer of Witches คู่มือสำหรับการล่าแม่มด มีตัวอักษรประมาณ 250,000 คำ หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลแพร่หลายนานถึงสองศตวรรษ แล้วในที่สุดหนังสือคู่มือล่าแม่มดได้ถูกเรียกว่าเป็นหนังสือที่ชั่วร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา และคนทั้งหลายเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ไม่ควรมีในโลก 

   พวกที่ทำการล่าสังหารแม่มดในประเทศต่างๆนั้น ต่างก็ใช้วิธีการตรวจสอบไต่สวนที่น่าขยะแขยงที่มีในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีวิธีทรมานโหดๆต่อหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพื่อให้ยอมรับและสารภาพ แน่นอนว่าผู้ที่ถูกทรมานต้องจำยอมรับสารภาพเพราะทนรับการทรมานที่โหดเหี้ยมไม่ไหว วิธีการทรมานมีสารพัด เช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เข้าเครื่องยืดแขนขา บีบอัดขา เอาเหล็กเผาไฟจนแดงจี้ตามตัว จนถึงวิธีฆ่าแม่มดแบบโหดเหี้ยมทารุณ เช่นวิธี "แสตปตาโด" โดยจับเปลื้องผ้าจนร่างเปลือยเปล่า แล้วเอาร่างผู้ต้องสงสัยขึ้นแขวนโยงกับรอก และถ่วงน้ำหนักที่เท้า ดึงห้อยแขวนไว้ จนกว่าจะยอมสารภาพ หรือการฆ่าผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดด้วยการมัดร่างกับหลักไม้แล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น มีทั้งการเผาแบบเดี่ยวและเผาสังหารคราวละหลายๆคน

      หนังสือ มาเลอัส มาเลฟิคารัม(Malleus Maleficarum) ก่อให้เกิดการลงโทษคนบริสุทธิ์นับล้านคนในยุคกลางของยุโรป คนที่ไม่ได้เป็นแม่มดต้องยอมรับสารภาพเพราะทนรับการทรมานไม่ไหว








  ผู้ถูกสงสัยว่าเป็นแม่มดที่ยังไม่ถูกทรมานนั้น ก็มีการทดสอบว่าจะเป็นแม่มดจริงหรือไม่ แต่เป็นการทดสอบที่ไปๆมาๆก็เป็นการทรมานอยู่นั่นเอง และถึงตายเอาได้ง่ายๆด้วยคือ จะจับมัดมือมัดเท้าแล้วโยนลงน้ำ โดยตั้งสมมติฐานว่า ถ้าเป็นแม่มดจะต้องลอยน้ำได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นแม่มดก็จะต้องจมน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดเกิดจมน้ำแล้ว ก็จะรอว่าจมน้ำจริงๆไม่ได้แกล้งจม กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่แม่มดก็ขาดใจตายไปแล้ว

จับผู้ต้องสงสัยถ่วงน้ำพิสูจน์แม่มด

   การตรวจสอบแม่มดที่พิลึกพิลั่นอีกแบบหนึ่งก็คือ จะจับตัวผู้ถูกกล่าวหามาชั่งน้ำหนัก โดยเชื่อกันว่าแม่มดจะต้องมีน้ำหนักตัวเบามากเพราะไม่ใช่คน แม่มดมีน้ำหนักตัวเบาจึงสามารถบินได้ การทดสอบวิธีนี้ดูเหมือนไม่โหดร้าย แต่ในความเป็นจริงว่าน้ำหนักจะเบาหรือปกติ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ทดสอบแม่มดว่าจะให้ผลลงเอยอย่างไรนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริสุทธิ์ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มดเสมอ โดยเฉพาะพวกยากจนและพวกที่ผู้ทดสอบและศาลไม่ชอบหน้า 

การชั่งน้ำหนักแม่มด


   วิธีตรวจสอบอีกวิธีหนึ่งตามที่หนังสือล่าแม่มดบอกไว้คือ การตรวจหา รอยปีศาจซึ่งเป็น รอยที่ปีศาจทิ้งไว้แทนคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่มดเจ้าหน้าที่จะหา"รอยปีศาจ"นี้โดยโกนผมและขนทุกเส้นบนร่างกายของผู้ต้องสงสัย แล้วจึงตรวจตามร่างกายอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมต่อหน้าพยาน ซึ่งก็เป็นพวกของเจ้าหน้าที่นั่นเอง การตรวจจะเอาเข็มแทงตามจุดต่างๆของร่างกายที่มีตำหนิมาตั้งแต่เกิด เช่น รอยแผลเป็น หูด ไฝ ปาน  ถ้าแทงแล้วไม่เจ็บหรือเลือดไม่ออก แสดงว่าจุดนั้นเป็นรอยปิศาจสัญลักษณ์แห่งซาตาน แต่แน่นอนว่าถ้าผู้ต้องสงสัยแสดงอาการเจ็บปวด ก็จะยังไม่เชื่อว่าเจ็บจริง จะคิดไว้ก่อนว่าแม่มดแกล้งเจ็บ จึงจะทรมานต่อไปจนพอใจ ผู้รอดชีวิตจากการทดสอบจำนวนมากนั้น ในที่สุดแล้วอาจต้องพิการหรืออาจถึงตายในเวลาต่อมา


การตรวจหา รอยปีศาจ


    ในยุโรปยุคกลางนั้น มีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดถูกจับเผาทั้งเป็นไปไม่น้อยกว่าสองแสนคน ผู้ต้องสงสัยที่เคราะห์ร้ายนั้น ปรากฏว่าถูกใส่ร้ายเอาดื้อๆ ผู้ที่จะรอดจากการถูกเผาทั้งเป็นมีทางเดียวคือต้องติดสินบน แน่นอนว่าต้องเป็นคนรวยเท่านั้นจึงจะมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะต่อรองได้ บางทีก็ต้องยอมพลีกายให้ข่มขืนเพื่อแลกกับการตัดสินว่าไม่ใช่แม่มด ช่วงยุโรปยุคกลางนับเป็นช่วงฝันร้ายของผู้หญิง

     การกล่าวหาใครว่าเป็นแม่มดนั้น ก็สามารถทำกันได้ง่ายๆอย่างเหลือเชื่อเช่น เกิดความแห้งแล้ง หรือเกิดภัยทางธรรมชาติพวกเกิดพายุ เกิดน้ำท่วม เกิดโรคระบาด แม้แต่คนป่วยตามปกติ ก็จะคิดกันง่ายๆว่าเป็นเพราะแม่มดทำให้เกิดขึ้น จากนั้นก็จะเกิดการระดมกำลังกันตามหาผู้ต้องสงสัย และมักมีตัวเลือกอยู่ในใจแล้วให้เป็นแพะรับบาป 






    หลักฐานในการกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนั้นก็ง่ายจนเหลือเชื่อเช่น แค่เลี้ยงหมากับแมวไว้ในบ้านก็โดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มด หรือบางทีผู้ถูกกล่าวหามีความรู้ทางสมุนไพร ก็โดนข้อหาว่าเป็นแม่มดได้แบบดื้อๆ นอกจากนี้หญิงสาวที่สวยเกินไปก็โดนข้อหานี้ด้วย เพราะต้องสงสัยว่าจะต้องทำสัญญาปีศาจ โดยแลกความสวยงามกับการยอมเป็นสาวกของปีศาจ ในสมัยนั้นผู้ชายที่มีอำนาจมีฐานะนั้น ชอบกล่าวหาผู้หญิงที่ไม่ยอมพลีกายให้ตนเองว่าเป็นแม่มด ทั้งยังชอบทารุณกรรมผู้หญิง และจบลงด้วยการลากหญิงเคราะห์ร้ายไปเผาไฟทั้งเป็นโดยยกข้ออ้างจากไบเบิลขึ้นมาอ้างเอาเองว่า "สูเจ้าจะต้องไม่ทรมานแม่มดด้วยการปล่อยให้มีชีวิต ( "Thou shlt not a suffer a witch to live" )"










คดีของ เอลลิน ฮอวส์นอส
   ตัวอย่างของหญิงเคราะห์ร้ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมีหลายราย เช่น คดีของ เอลลิน ฮอวส์นอส ซึ่งเป็นหญิงม่ายที่ยังอยู่ในวัยสาว เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดเพียงแค่เพราะทะเลาะกับสามีเก่าเท่านั้น

   เหตุเกิดขึ้นในตลาดของวันหนึ่ง มาแรตต้า ลาริสซ่า สามีที่หย่าไปของเธอเกิดมีปากเสียงกับเอลลินขึ้นกลางตลาด 
ครั้นเมื่อไม่สามารหาเหตุผลใดมาว่าร้ายเอลลินได้ มาเรตต้าก็ด่าเอลลินด้วยถ้อยคำต้องห้ามในสมัยนั้น ซึ่งน่ากลัว
และเสี่ยงต่อการติดคุกต่อผู้ถูกด่ามากคือคำว่า "แม่มด" เอลลินจึงตบหน้าของมาเร็ตต้า มีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นจำนวนมากเพราะเหตุเกิดขึ้นในตลาด

   หลังจากนั้นไม่นานบังเอิญ มาเรตต้า ผู้เป็นสามีเก่าของเอลลินเสียชีวิต เอลลินจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะไปทะเลาะกันก่อนหน้านี้ 
เอลลินโดนจับขังคุกและจะต้องถูกทดสอบความเป็นแม่มดด้วยการถูกจับถ่วงน้ำ ซึ่งถ้าจมก็แสดงว่าไม่ใช่แม่มด แต่ถ้าลอยขึ้นมาได้ก็แสดงว่าเป็นแม่มด เอลลินจึงต้องผ่านการทดสอบที่ไร้เหตุผลนี้ ถ้าผ่านได้ก็มีโอกาสรอด 

การกล่าวหาว่าเป็นแม่มด

   ก่อนการทดสอบเธอได้พบกับ ฮาเกิ่น ผู้ทรมานแม่มด ซึ่งเคยผ่านคดีพิสูจน์แม่มด และเคยเป็นผู้ทรมานแม่มดมาจนนับไม่ถ้วน ฮาเกิ่นเห็นว่าเอลลินยังสาวและสวย จึงยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนกับเอลลินในการไม่ถูกจับถ่วงน้ำ โดยที่เอลลินต้องยอมพลีกายร่วมเพศด้วย เอลลินต้องยอมตกลง ในที่สุดเอลลินก็ได้รับการปล่อยตัว


   เรื่องยังไม่จบแค่นั้นเพราะอีก 10ปีต่อมา เอลลินถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดอีกครั้ง ตอนนั้นเอลลินแต่งงานกับโอลูฟ และมีลูกชายหนึ่งคนอายุราว 8 ขวบ เอลลินถูกตั้งข้อหาเพียงเพราะคู่หมั้นของน้องสาวถอนหมั้น และเอลลินทะเลาะกับพ่อของสามีเก่าที่เสียชีวิต เป็นความบังเอิญที่ในเวลาต่อมา สัตว์เลี้ยงและพืชผลของพ่อสามีเก่าเสียหาย เอลลินจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดอีกครั้งด้วยข้อหาว่า ทำให้สามีคนแรกเสียชีวิต ทำเสน่ห์ใส่คู่หมั้นของน้องสาว ใช้อำนาจของแม่มดสาปพ่อสามีเก่าจนเป็นเหตุให้สัตว์เลี้ยง และพืชผลเสียหาย

   ฮาเกิ่นเป็นผู้ทดสอบแม่มดอีกเช่นเดิม คราวนี้ผู้พิพากษาศาลได้บอกฮาเกิ่นว่า หากเขาพบว่าเอลลินไม่มีความผิด เขาก็ควรจะปล่อยให้เธอผิด เพราะ
เอลลินไม่ได้เป็นสาวสวยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อย่างไรเขาก็ได้เงินค่าตอบแทนอยู่แล้ว ด้วย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องช่วยเอลลิน ข้อนี้เป็นการบอกว่าผู้พิพากษาต้องการให้เอลลินตาย

ตรวจหารอยปีศาจ
   ฮาเกิ่นบอกลายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับตำหนิของร่างกายเอลลินว่า เธอมีแผลเป็นตรงไหนบ้าง เพื่อใช้อ้างว่าเธอมีตำหนิสัญลักษณ์ของแม่มดที่เรียกว่า "รอยปีศาจ"  เมื่อผู้ตรวจแม่มดซึ่งเป็นหญิงมาตรวจร่างกายของเอลลิน ก็พบตำหนินั้นและยืนยันว่าเอลลินเป็นแม่มด

   ศาลตัดสินว่าเอลลินเป็นแม่มดจริงและ ถูกสั่งให้โกนหัวก่อนจะโดนประหารด้วยการตัดคอ

   ตัวอย่างผู้เคราะห์ร้ายอีกรายคือคดี แม่มดแห่งนอร์ธ เบอร์วิก
คดี แม่มดแห่งนอร์ธ เบอร์วิก (North Berwick)
    คดีนี้เกิดขึ้นในสกอตแลนด์ และเป็นคดีเผาแม่มดรายแรกของสกอตแลนด์ ทั้งยังเป็นคดีที่กี่ยวข้องกับราชวงศ์แห่งเดนมาร์กและสก็อต โดยพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ (ภายหลังขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ) ได้รับทราบแผนการลอบปลงพระชนม์ที่ เอิร์ล แห่ง โบธเวลล์ (Bothwell) เป็นผู้วางแผนโดยใช้แม่มดให้ทำพิธีเรียกพายุถล่มเรือ

  เริ่มจากพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แล่นเรือไปยังโคเปนเฮเกนเพื่อจะแต่งงานกับเจ้าหญิงแอนน์น้องสาวของพระเจ้าคริสเตียนที่ 4 กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก 


ภาพรายงานเหตุการณ์จากหนังสือ Newes From Scotland ในยุคนั้น

   ระหว่างที่กลับไปยังสกอตแลนด์(ข้อมูลมีแตกต่างบ้างว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 6 ไม่ได้ไปเดนมาร์ก แต่ทางเดนมาร์กส่งเจ้าหญิงแอนน์ ให้เดินทางไป) เรือพระที่นั่งพบพายุที่น่ากลัว และต้องหลบอยู่ในนอร์เวย์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่แล้วกลับเกิดการกล่าวหาว่าเรือโดนพายุเพราะอำนาจแม่มด ทางด้านเดนมาร์กได้กล่าวหา แอนนา โคลดิ้ง ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดพายุ แอนนาถูกกดดันให้เปิดเผยชื่อของผู้หญิงห้าคน ซึ่งได้ถูกบังคับให้สารภาพว่าใช้เวทมนตร์เรียกพายุให้ขัดขวางการเดินทางของเจ้าหญิงแอนน์ และพวกเขาได้ส่งปีศาจปีนขึ้นไปที่กระดูกงูของเรือ

   ส่วนเอิร์ล แห่งโบธเวลล์ ผู้เป็นราชนัดดาที่ก่อการทั้งหมดได้ลี้ภัยไปอยู่ประเทศ ชิชิลี

   ต่อมาในเดือนกันยายนหญิงผู้ถูกกล่าวหาสองคนถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด และถูกจับเผาทั้งเป็นที่ Kronborg  เมื่อพระเจ้าเจมส์ได้ยินข่าวจากเดนมาร์กเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้ตัดสินใจที่จะตั้งศาลพิพากษาคดีแม่มด ผู้ถูกกล่าวหาว่าใช้เวทมนต์ให้เกิดพายุขัดขวางเรือลำดังกล่าวคือ แอ็กเนส ซิมป์สัน(Agnes Simpsonหรือ แอ็กเนส จอห์น) และ ด็อกเตอร์ จอห์น ฟาน(หรือ จอห์น เฟียน)

   แอ็กเนส โดนจับมัดขังคุก และโดนสวมหน้ากากแม่มด ซึ่งเป็นหน้ากากทำด้วยเหล็กมีง่ามแหลมสี่อัน พอใส่หน้ากากแล้วง่ามแหลมนี้จะถ่างปากให้อ้าออก และจะเกี่ยวจนทะลุแก้ม แอ็กเนสทนไม่ไหวต้องยอมรับสารภาพว่าเป็นแม่มดใช้เวทมนต์สร้างพายุขัดขวางเรือพระที่นั่ง แอ็กเนสโดนประหารชีวิตด้วยการรัดคอและเผาไฟ






   หมอจอห์นโดนทรมานด้วยการสกัดเล็บและโดนแทงด้วยเหล็กแหลม ในที่สุดก็ทนการทรมานไม่ไหวจนต้องยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ร่วมกันกับแอ็กเนสใช้เวทมนต์สร้างพายุ หมอจอห์นถูกลงโทษด้วยการมัดกับเสาแล้วเผาที่เมืองเอดินเบอระในวันที่ 16 ธันวาคม

ภาพรายงานเรื่องหมอจอห์น

 ผู้ถูกใส่ร้ายว่าเป็นแม่มดที่โด่งดังที่สุดก็คือ ฌาน ดาร์ก หรือ  โยนส์ออฟอาร์ค 


ฌาน ดาร์ค ( Jeanne d'Arc , Jehanne Darc หรือโจนออฟอาร์ก , โยนส์ออฟอาร์ค) ( 6 มกราคม ค.ศ. 1412 - 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1431) ชาวคาทอลิกเรียกว่านักบุญโยนออฟอาร์ค เป็นวีรสตรีของฝรั่งเศสและเป็นนักบุญในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก โจนมาจากครอบครัวชาวนาที่เกิดทางตะวันออกของฝรั่งเศสและเป็นผู้นำกองทัพฝรั่งเศสในสงครามร้อยปีหลายครั้งที่ได้รับชัยชนะต่อฝ่ายอังกฤษโดยอ้างว่ามีพระเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง และเป็นผู้มีส่วนทางอ้อมในการขึ้นครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 

ฌาน ดาร์ค

    ฌาน(โจน)อ้างว่าได้รับนิมิตจากพระเจ้าผู้ทรงบอกให้ไปช่วยกู้บ้านเมืองคืนจากการครอบครองของฝ่ายอังกฤษในปลายสงครามร้อยปี มกุฎราชกุมารชาร์ลส์ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ทรงส่งโจนไปช่วยผู้ถูกล้อมอยู่ในเมืองออร์เลอองส์ ฌานสามารถเอาชนะทัศนคติของนายทัพผู้มีประสบการณ์ได้และสามารถยุติการล้อมเมืองได้ภายใน 9 วัน หลังจากนั้นการได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดหลายครั้งก็นำไปสู่การราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 ที่แรส์(Reims) 




   โจนถูกจับโดยฝ่ายเบอร์กันดีและถูกขายให้แก่ฝ่ายอังกฤษ ว่ากันว่าโจนถูกจับเพราะโดนฝ่ายของตัวเองหักหลัง ต่อมาโจนถูกพิจารณาคดี และในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.1431 โจนถูกเผาทั้งเป็นในข้อหาว่าเป็นพวกนอกรีตหรือแม่มดเมื่ออายุ 19 ปี การเผาโจนนั้นนับว่าทารุณกรรมและไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด คือ หลังจากเผาโจนครั้งแรกแล้วมีการเกลี่ยกองไฟหาร่างที่ยังเหลือของโจน จากนั้นจึงทำการเผาซ้ำอีกถึงสองครั้ง แล้วนำเถ้าของโจนและเศษถ่านไฟทั้งหมดไปทิ้งลงในแม่น้ำแซน  





   ยี่สิบสี่ปีต่อมาพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 ไม่ทรงสามารถที่จะแสดงพระองค์ว่าทรงได้รับอำนาจมาจากผู้ที่ถูกประณามว่าเป็นผู้นอกรีต สมเด็จพระสันตะปาปาคาลิกซ์ตุสที่ 3 จึงทรงมีคำสั่งให้มีตั้งศาลใหม่ในการพิจารณาการดำเนินการการพิจารณาคดีและการตัดสินของศาลแรก ศาลสรุปว่าโจนเป็นผู้บริสุทธิ์ ทางศาลได้ประกาศว่าโจนเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ.1456 และทางวาติกันประกาศให้โจนเป็น มรณสักขี(มรณสักขี : martyr หมายถึงคริสต์ศาสนิกชนที่ถูกทรมานจนตายหรือถูกฆ่าหรือถูกลงโทษให้ประหารชีวิตเพราะความเชื่อ)

   ในปี ค.ศ. 1909 โจนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบุญราศี(บุญราศี : Beatification คือกระบวนการที่คริสตจักรโรมันคาทอลิกกำหนดขึ้นเพื่อรับรองว่าบุคคลหนึ่งได้เข้าสู่สวรรค์และสามารถวอนขอพรจากพระเป็นเจ้าแทนมนุษย์บนโลกได้) และต่อมาโจนได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1920 วันฉลองนักบุญโจนออฟอาร์คตรงกับวันที่ 30 พฤษภาคม 

   โจนออฟอาร์คกลายเป็นเซนต์หรือนักบุญหลังจากถูกใส่ร้ายว่าเป็นพวกนอกรีตหรือแม่มด ใช้เวลาถึงเกือบห้าร้อยปี

เรียบเรียงใหม่จาก วิกิพิเดียไทยและอังกฤษ , www.jw.org , www.cmxseed.com

  





วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

สุขภาพดีไม่มีขาย..จึง..ต้องทำเอง 7 โรครองช้ำ

โรครองช้ำ

พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ(Plantar Fasciitis)





       โรครองช้ำเป็นโรคหรืออาการยอดนิยมที่ไม่สู้จะน่ายินดีกับคนที่เป็นสักเท่าไร ทั้งนับวันจะยิ่งเป็นกันมากยิ่งขึ้น สาเหตุหลักๆก็มาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มีแนวโน้มว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ก็คืออ้วนกันมากขึ้นนั่นเอง เมื่ออ้วนแล้วเท้าก็ต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น อีกอย่างคือการเดินหรือยืนกันนานๆของคนสมัยนี้

   ผู้เขียนนี้เป็นโรครองช้ำมานานกว่าครึ่งปี รู้สึกขัดใจและรำคาญตัวเองเอามากๆ ทั้งรำคาญทั้งเจ็บตรงที่ส้นเท้า เลยทำให้เดินเหินไม่ถนัด ซึ่งผู้เขียนรู้อยู่แก่ใจว่าสาเหตุมาจากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเดินนานๆหลายชั่วโมงทุกๆวัน จนเกิดอาการของโรครองช้ำขึ้นในที่สุด บางครั้งถึงขนาดเดินอยู่ดีๆก็เจ็บแปล๊บที่ส้นเท้าขึ้นมาจนต้องทรุดลงนั่งพักเอาดื้อๆ นับว่าเป็นที่รำคาญใจมาก จึงรู้ตัวว่าเราใช้สังขารทรมานสังขารมากไปแล้ว เลยหาข้อมูลเรื่องอาการเจ็บส้นเท้าและวิธีบรรเทาหรือรักษาด้วยตัวเองก่อน

     ได้ทดลองทำตามวิธีที่ท่านผู้รู้ได้กรุณาเผยแพร่ไว้เป็นวิทยาทาน ปรากฏว่าได้ผลดีมากๆ ปัจจุบันนี้ผู้เขียนไม่มีอาการของโรครองช้ำอีกแล้ว

ข้อมูลต่อไปนี้ได้จากบทความของ อ.พญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์  , อ.พญ.นวพร ชัชวาลพาณิชย์ คลินิกสุขภาพเท้า ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสต์ศิริราชพยาบาล

โรครองช้ำคือภาวะที่มีการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้า เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง ส่วนใหญ่พบในผู้มีอายุอยู่ระหว่าง 4070 ปี โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน

สาเหตุ

มีการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้าสืบเนื่องมาจากการบาดเจ็บของพังผืดบริเวณจุดเกาะที่กระดูกส้นเท้า โดยการบาดเจ็บนี้มักจะเป็นการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆ ที่สะสมมานาน มักพบร่วมกับการมีเอ็นร้อยหวายตึง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ การขาดการออกกำลังกาย หรือการออกกำลังกายอย่างไม่เหมาะสม




อาการและอาการแสดง

ส่วนใหญ่มีอาการปวดใต้ส้นเท้า อาการปวดจะเป็นมากในช่วงเช้าโดยเฉพาะก้าวแรกที่ลงจากเตียง หรือเมื่อยืนลงน้ำหนักหลังจากนั่งเป็นระยะเวลานาน เมื่อเดินไประยะหนึ่งอาการมักจะดีขึ้น หากการอักเสบรุนแรงขึ้นอาการปวดอาจเป็นมากขึ้นหลังจากยืนหรือเดินมากได้ ตรวจร่างกายพบจุดกดเจ็บบริเวณใต้ส้นเท้าค่อนมาทางด้านใน อาจมีอาการบวมหรือแดงของผิวหนังร่วมด้วย เมื่อกระดกนิ้วเท้าขึ้นอาจทำให้มีอาการปวดตามแนวพังผืดฝ่าเท้าไปจนถึงส้นเท้า

การรักษา
1.การแช่เท้าในน้ำอุ่นจะช่วยให้สบายขึ้น

2.การรับประทานหรือทายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดการอักเสบ

3.การทำกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวดและอาการอักเสบ เช่น การทำอัลตราซาวด์ เป็นต้น

4.การออกกำลังเพื่อยืดเอ็นร้อยหวาย โดยทำวันละ 23 รอบ ๆ ละ 1015 ครั้ง

การยืดเอ็นร้อยหวาย (ท่าที่ 1):

ผู้ป่วยยืนหันหน้าเข้าหากำแพงใช้มือยันกำแพงไว้ วางเท้าที่ต้องการยืดเอ็นร้อยหวายไว้ข้างหลัง งอข้อศอกพร้อมกับ ย่อเข่าด้านหน้าลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยขาด้านหลังเหยียดตึงและส้นเท้าติดพื้นตลอดเวลา ย่อลงจนรู้สึกว่าน่องด้านหลังตึงแล้วค้างไว้นับ 1 10 ถือเป็น 1 ครั้ง

ท่าที่ 1

การยืดเอ็นร้อยหวาย (ท่าที่ 2):

ผู้ป่วยนั่งเหยียดขาข้างที่ต้องการยืดเอ็นร้อยหวาย ใช้ผ้าคล้องที่ปลายเท้าไว้ แล้วดึงเข้าหาตัวจนรู้สึกว่าน่องด้านหลังตึง ค้างไว้นับ 110 ถือเป็น 1 ครั้ง

ท่าที่ 2

การยืดเอ็นร้อยหวาย (ท่าที่ 3):

ผู้ป่วยยืนบนขอบพื้นต่างระดับ โน้มตัวไปข้างหน้าจนรู้สึกว่าน่องด้านหลังตึง ค้างไว้นับ 110 ถือเป็น 1 ครั้ง

ท่าที่ 3


5. การฉีดยาสเตียรอยด์ตรงตำแหน่งที่ปวดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ วิธีนี้จะลดการอักเสบได้ดี แต่ไม่ควรทำมากกว่า 23 ครั้งต่อปี เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเอ็นขาด

6. การเลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสม คือมีส้นเล็กน้อย (สูงประมาณ 11.5 นิ้ว) เพื่อเป็นการถ่ายเทน้ำหนักตัวจากส้นเท้าไปยังฝ่าเท้า ส่วนหน้าซึ่งจะช่วยให้อาการปวดลดลง

7.การปรับรองเท้าให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดอาการปวด โดยการใช้อุปกรณ์เสริมบริเวณอุ้งเท้าด้านใน และบริเวณส้นเท้าโดยใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมเพื่อกระจายและลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าและเป็นการถ่ายน้ำหนักไปยังฝ่าเท้าส่วนหน้า


การป้องกันการออกกำลังเพื่อยืดเอ็นร้อยหวายอย่างสม่ำเสมอและการเลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
 อ.พญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์  , อ.พญ.นวพร ชัชวาลพาณิชย์

คลินิกสุขภาพเท้า ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสต์ศิริราชพยาบาล

   จาก bloggang มีข้อมูลแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเช่น แผ่นรองรองเท้า และ Night Splints  

ใช้แผ่นรองรองเท้า 



 
   การใช้แผ่นรองรองเท้าที่ดีนั้นจะช่วยลดแรงกระแทกที่ฝ่าเท้ากระทำกับเข้ากับพื้นรองเท้า ในกรณีที่ใช้แผ่นรองรองเท้าที่ทำแค่เฉพาะเท้าของผู้ป่วยนั้น ก็จะยิ่งช่วยลดแรงกระแทกได้

การใช้แผ่นรองรองเท้านี้จะสามารถช่วยอาการปวดให้ทุเลาลงได้ภายใน 3 เดือน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สำหรับการใช้แผ่นรองรองเท้านี้ ว่าสามารถจัดการกับอาการปวดได้ในระยะยาว 
(Journal of orthopaedic & sports physical therapy, april 2008)


   ถ้าวิธีข้างต้นยังไม่สามารถที่จะทำให้อาการปวดส้นเท้าหายไปได้ แพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้วิธีดังต่อไปนี้

ใช้ Night Splints

Night Splints  เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เท้าของผู้ป่วยอยู่ในตำแหน่งปรกติในเวลานอน และจะทำให้ช่วยขบวนการในการรักษาตัวเองของเส้นเอ็น เป็นไปได้เร็วขึ้น และเมื่อผู้ป่วยตื่นขึ้นในตอนเช้าจะช่วยลดความเจ็บปวดของส้นเท้าลง แต่ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัดเวลานอนเมื่อใช้ Night Splints เนื่องจากมีลักษณะที่เทอะทะ

   ควรพิจารณาในการเลือกใช้ Night Splints ว่าผู้ป่วยควรจะมีอาการมามากกว่า 6 เดือนแล้ว สำหรับระยะเวลาในการใส่ก็ประมาณ 1-3 เดือน ชนิดของ Night Splints นี้ยังไม่ปรากฏรายงานว่าอันได้ดีกว่ากัน

   การรักษาอาการด้วยตัวเองยังมีคำแนะนำจาก www.aafp.orgให้ทำตามรูปภาพดังนี้




  จาก bbznet.pukpik.com มีดังนี้


   หากรู้ตัวว่าเริ่มมีการอาการของโรครองช้ำแล้ว ขอให้ท่านลองทำตามท่าตัวอย่างต่างๆนี้ ผู้เขียนได้ทดลองทำมาแล้ว ได้ผลดีจริงๆ จึงเก็บความมาฝาก ต้องขอขอบคุณท่านผู้เผยแพร่ข้อมูลข้างต้นทุกๆท่าน ทุกๆแหล่งข้อมูลด้วยครับ


วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

กฏแห่งกรรม เรื่องที่ ๑๕

กฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โดย ท.เลียงพิบูลย์
เรื่องที่ ๑๕
สร้างทุกข์



เรื่องนี้ถึงเหตุการณ์จะเกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าก็อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจเป็นตัวอย่างที่เป็นประโยชน์อันหนึ่งสำหรับอนุชนรุ่นหลัง ในทางที่จะช่วยยับยั้งจิตใจของผู้ที่กำลังประสบเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเรื่องนี้ มิให้ต้องตกอยู่ในห้วงของความทุกข์ ดังที่ข้าพเจ้าได้พบและบรรยายต่อไปนี้

   ณ วันหนึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่แล้ว ข้าพเจ้าได้บัตรเชิญไปทานอาหารในงานมงคลสมรสของบ่าวสาว ซึ่งได้จัดให้มีขึ้น ณ ภัตตาคารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ครั้นถึงวันกำหนดในตอนเช้า ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะออกจากบ้านไปทำงาน ข้าพเจ้าก็ตั้งใจไว้ว่า วันนี้ต้องจัดเอาของขวัญชิ้นหนึ่ง เพื่อไปในงานสมรสที่ได้รับเชิญในคืนนี้   แต่ยังไม่ทันที่จะออกจากบ้าน เจ้าบ่าวกับพวกอื่นๆ ก็มาหาที่บ้านขอร้องให้ไปงานสมรสคืนนี้ให้ได้ เพราะเขานับถือข้าพเจ้าเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่เขามากำชับเตือนเพราะกลัวว่าจะลืม ข้าพเจ้าก็รับปากว่าคืนนี้ต้องไปแน่ เพราะคุ้นเคยสนิทสนมกับบิดาของเขาดี และแม่เจ้าบ่าวก็นับถือเรียกข้าพเจ้าว่าอา

   เย็นวันนั้น ข้าพเจ้าก็ตรงไปภัตตาคารตามเวลาที่แจ้งไว้ในบัตรเชิญ เมื่อขึ้นไปชั้นบนที่เขาจัดเลี้ยงอาหารก็เห็นผู้คนมาในงานมากมาย ข้าพเจ้าได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าภาพและถูกเชิญไปนั่งโต๊ะมุมหนึ่ง ซึ่งมีผู้ใหญ่นั่งอยู่หลายท่านจึงร่วมวงสนทนากัน   ข้าพเจ้าสังเกตดูรู้สึกว่าการจัดงานคราวนี้เป็นงานที่มโหฬารใหญ่โต โต๊ะอาหารพร้อมด้วยสุราต่างประเทศอย่างดี จัดตั้งเรียงรายไว้สำหรับบรรดาแขกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีดนตรีและเครื่องขยายเสียง นักร้องหญิงชายมีชื่อเสียงออกมาครวญเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ และมีพวกหนุ่มๆ สมัครออกมาร้องเพลงทั้งไทยและเทศตามที่ถนัด  บรรยากาศในห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริงน่าเพลิดเพลินสำหรับชีวิตหนุ่มสาวยิ่งนัก ข้าพเจ้านึกชมอยู่ในใจว่าเจ้าภาพฝ่ายเจ้าบ่าวช่างจัดงานได้หรูหราถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ฐานะก็ไม่ได้มั่งมีมากมายอะไรเลย ฐานะของเจ้าสาวก็มีสภาพเช่นเดียวกัน

   หลังอาหารมีการให้ศีลให้พรคู่บ่าวสาว และเจ้าภาพก็ได้แสดงความขอบคุณแขกที่มาในงาน เมื่อสมควรแก่เวลาแล้วข้าพเจ้าก็ลากลับ จากระยะเวลานั้นไม่นานนักข้าพเจ้าก็ลืมงานสมรสอันหรูหรานั้นสิ้น

   นับจากคืนวันนั้นเป็นเวลา ๑ ปีกว่า ข้าพเจ้าได้ไปรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนๆ ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าไป ก็เห็นชายผู้หนึ่งกำลังรับประทานอาหารอยู่กับเพื่อนหลายคน ชายผู้นั้นคือเจ้าบ่าวที่ข้าพเจ้าไปในงานสมรสของเขาเมื่อปีที่แล้วนั้นเอง รู้สึกว่าเขาดีใจมากที่เห็นข้าพเจ้า รีบลุกขึ้นจากโต๊ะตรงเข้ามาหา และเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้าไปร่วมโต๊ะกับเขา แต่ข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้ามากับเพื่อนหลายคน พลางชี้ไปที่เพื่อนๆที่เดินนำหน้าไปก่อน และถือโอกาสถามเขาว่า

        “เป็นอย่างไรหลานชาย สบายดีหรือ มีลูกกี่คนแล้ว

   แทนที่เขาจะตอบด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ตามธรรมดาของคนหนุ่มที่เพิ่งแต่งงานปีกว่า ใบหน้าของเขากลับสลดลงพร้อมกับระบายความในใจออกมาว่า

          “ไม่ไหวหรอกครับคุณอา ผมแย่ ภรรยาก็เริ่มตั้งท้อง หนี้สินเมื่อครั้งแต่งงานก็ยังใช้ไม่หมด การงานก็ไม่เดิน เงินก็ยิ่งหายากเต็มที ถ้ามีลูกก็ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผมกลุ้มใจจริงๆ อยากจะตายให้พ้นทุกข์พ้นร้อนไปสักที

   ข้าพเจ้าไม่นึกว่าจะได้ยินคำเหล่านี้ เพราะเมื่อแต่งงานก็เห็นรื่นเริงและมีความสุขดี แต่บัดนี้ร่องรอยความสุขไม่เหลืออยู่เลย ข้าพเจ้าตบไหล่เขาเบาๆ แล้วปลอบใจว่า

          “อย่าเพิ่งคิดสั้นอย่างนั้น เกิดมาเป็นคนทำอะไรก็มีผิดพลาดบ้าง ค่อยๆ แก้ไขซิ คิดดูให้ดีๆ


   เมื่อเห็นข้าพเจ้าให้สติและให้ความเห็นอกเห็นใจเช่นนั้นสีหน้าก็ดีขึ้นบ้าง เขาขอตัวข้าพเจ้ากลับไปขอโทษเพื่อนที่ร่วมนั่งโต๊ะเดิมเพื่อขอเวลาสนทนา แล้วเดินตามข้าพเจ้ามา เราใช้เวลาที่เพื่อนๆกำลังยุ่งอยู่กับการสั่งอาหารมาสนทนาซักถามถึงเรื่องราวของเขาจึงทราบว่า การแต่งงานคราวนั้นต้องไปกู้ยืมเขามาแต่ง การแต่งงานที่มีหน้าตาย่อมใช้เงินมาก แต่ภายหลังการแต่งงานถึงปีกว่าแล้ว เงินที่กู้ยืมมาก็ยังใช้เขาไม่ถึงครึ่ง


   ข้าพเจ้าไม่ได้ติเตียนเขาในสิ่งที่ล่วงมาแล้ว เพราะอาจทำให้เขากระทบกระเทือนใจมากขึ้น โดยคิดว่าแค่นี้แกก็ได้รับความทุกข์และรู้สึกตัวพอแล้ว เวลานี้แกก็มีทุกข์หนักอยู่ในใจเรื่องหนี้สิน แต่ก็อดนึกตำหนิในใจไม่ได้ว่า แกอยากเอาหน้าเอาตาเพียงชั่วระยะวันกับคืนเดียว ดูไม่สมกันเลยที่ตัวเองต้องมาใช้หนี้เขาไม่รู้จักสิ้นสุด เป็นการหาทุกข์ใส่ตัวแท้ๆ ผู้คนที่ไปในงานคืนวันนั้นต่างก็ลืมกันหมดแล้ว ตัวเองต้องทนทุกข์ต่อไปเป็นเรื่องที่น่าสงสาร และน่าเห็นอกเห็นใจอยู่เหมือนกัน

   ข้าพเจ้าจึงถามว่า หนี้สินใช้ไปเท่าไหร่ และยังเหลืออีกเท่าไหร่ล่ะ ?”

   เขาตอบว่า ไอ้ส่วนรายย่อยๆ ผมใช้ไปหมดแล้ว เหลือแต่รายใหญ่ใช้ไปได้ประมาณ ๔๐% เดี๋ยวนี้ผมไม่มีจะส่งใช้เจ้าหนี้แล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคอยแต่จะหลบหน้า ผมกลุ้มใจเหลือเกิน วันนี้เผอิญเพื่อนเขามาจากต่างจังหวัดชวนมาทานอาหาร จึงได้พบกับคุณอา ถ้ามิฉะนั้นคงไม่ได้พบ ผมเองก็ไม่ได้เกียจคร้านคิดจะฉ้อโกงอย่างใด งานทุกสิ่งทุกอย่างผมทำได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้ได้ใช้หนี้แล้วกัน งานรับเหมาที่ผมเคยทำก็ไม่มี ผมผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดทุนแล้ว

   ข้าพเจ้านิ่งฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ แล้วถามเขาว่า เจ้าหนี้รายใหญ่น่ะใคร อยู่ที่ไหน? เป็นคนหน้าเลือดหรือเปล่า ?”

   เขาตอบว่า เปล่าครับ ท่านเป็นคนดีน่านับถือมาก ถ้าเป็นเจ้าหนี้อื่นผมคงไม่มีที่อยู่แล้ว ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนไม่ดี ไม่สมกับที่ท่านไว้วางใจผม

   เขาพูดด้วยเสียงเครือๆ ข้าพเจ้าถามอีกว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน ชื่ออะไร เพราะรู้สึกสนใจที่นานๆจะได้ข่าวที่ว่ามีลูกหนี้ชมเชยเจ้าหนี้สักครั้ง

   “ท่านเป็นหลวงครับ ชื่อคุณหลวง….. อยู่ทางใต้ของพระนคร

   เมื่อข้าพเจ้าได้ยินชื่อคุณหลวง จึงถามว่า รูปร่างเล็กๆ ขาวๆ ผมบางหน่อย หน้าตายิ้มแย้มอยู่เสมอใช่ไหม และเวลานี้เป็นข้าราชการเบี้ยบำนาญ

   “ใช่แล้วครับ! ผมอายท่านเหลือเกิน ไม่อยากจะพบหน้าเพราะพูดไว้ไม่เหมือนคำพูด คุณอามีช่องทางจะช่วยเหลือแนะนำอะไรผมบ้างไหมครับ นึกว่าเอาผมไว้ใช้สักคนเถิดครับ

   ข้าพเจ้าเห็นหน้าแล้วก็สงสารอยากจะช่วย เพราะเขาพูดอย่างซื่อๆ และเปิดเผยดี จึงแนะนำว่า

   “อันที่จริงเราน่ะมันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้วนะ แต่ก็พอมีทางแก้ไขได้บ้าง ถ้าอาแนะนำหลานจะเชื่อและทำตามที่อาบอกไหม

   แกรีบตอบโดยเร็ว ด้วยดวงหน้าและประกายตาที่ค่อยแจ่มใสขึ้นบ้าง

   “ผมรู้ว่าคุณอาหวังดีต่อผม บอกมาเถิดครับว่าจะให้ผมทำอย่างไร ถ้าเป็นความเห็นของคุณอาแล้วผมจะทำตามทุกอย่าง ผมเคารพนับถือคุณอาเหมือนพ่อของผมก็ว่าได้

   ข้าพเจ้ายิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น ขอบใจที่นับถืออา ในเบื้องต้นนี้อาขอให้ความเห็นว่า การที่คอยหลบหน้าเจ้าหนี้นั้น ถือกันว่าเป็นความผิดอย่างมากทีเดียว ตลอดเวลาที่หลบเราต้องแบกเอาความทุกข์ไว้ด้วย มันเป็นการทรมานจิตใจหมดความสุขสบาย และเราควรจะพูดความจริงเราต้องกล้าสู้หน้ากับความจริง โดยเฉพาะกับคุณหลวงนี้ท่านเป็นคนดีมีศีลธรรม ที่ท่านออกจากราชการเพราะท่านเกษียณอายุ และท่านเองก็ไม่ค่อยจะแข็งแรง อารู้จักท่านดีตั้งแต่รับราชการอยู่ที่…………   การที่ท่านยินยอมให้หลานกู้หนี้ยืมสินมานี้ ก็นับว่าเป็นพระคุณ แม้ทรัพย์สินจะถูกใช้ไปในทางที่ผิดหรือถูกก็ตาม เราก็ยังคงเป็นหนี้บุญคุณท่านอยู่เสมอ ฉะนั้น เราจึงควรมีความกตัญญูต่อท่าน โดยไปหาท่านที่บ้านเล่าความจริงให้ท่านฟัง มีหรือไม่ก็ต้องไปบอกและขอความเห็นใจจากท่าน คนเราเมื่อได้พูดจากันคงจะเห็นใจกันบ้างไม่มากก็น้อย ถ้ามีก็ค่อยผ่อนใช้ไปบ้าง ถ้าไม่มีก็ผลัดไป แต่ต้องไปมาหาสู่อยู่เสมออย่าหลบหน้า มีอะไรที่จะช่วยท่านได้คอยรับใช้หรือเอาแรงงานเข้าช่วยไปก่อน ที่อาพูดมานี้พอทำได้ก็เริ่มทำเสียเลย

   ข้าพเจ้าได้ย้ำถามเขาหลายหน เขานิ่งคิดอยู่สักครู่หนึ่งก็ตอบว่า

   “ความคิดของคุณอานี่ก็แปลกดีเหมือนกัน ทีแรกผมคิดว่าจะหลบหน้าท่านจนกว่าจะหาเงินมาใช้ได้ครบ แต่ถ้าทำอย่างนั้นใจมันก็ไม่มีความสุข ความสบายจริงๆ อย่างคุณอาว่า ผมจะทำตามที่คุณอาแนะนำ บางทีอาจทำให้ผมสบายใจขึ้นบ้าง

   พอดีบ๋อยยกอาหารที่เพื่อนๆ ข้าพเจ้าสั่งไว้มาตั้งบนโต๊ะ เขาจึงถือโอกาสกลับไปนั่งที่โต๊ะเดิม ต่อจากวันนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ได้พบเขาอีกเลยเป็นแรมปี

   ครั้นวันหนึ่งข้าพเจ้าก็ได้พบคุณหลวงในงานพระราชทานเพลิงศพท่านข้าราชการเก่าผู้หนึ่ง ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสสนทนากับท่านเพราะไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน และข้าพเจ้าก็ได้เรียนถามถึงลูกหนี้คนนั้น ซึ่งคุณหลวงก็เล่าให้ฟัง ตอนหนึ่งคุณหลวงเล่าว่า

   “เอ้อ!  เมื่อพูดถึงเจ้าคนนี้มันก็แปลกดีเหมือนกัน เดิมมันคอยหลบหน้าหลบตาผมเรื่อย เพราะเอาเงินมาใช้บ้างไม่ใช้บ้าง ต่อมามันกลับมาหาและบอกผมว่า มันสำนึกในบุญคุณที่ผมได้ช่วยเหลือมันในยามขาดแคลน เมื่อยังไม่มีเงินนำมาคืนก็อยากจะช่วยทำงานขัดดอกไปก่อน สุดแท้แต่จะให้ทำอะไร ผมได้ฟังก็เห็นใจ เพราะเคยเห็นลูกหนี้เมื่อไม่มีเงินมาใช้หนี้ ก็คอยหลบหน้าหลบตาเจ้าหนี้ทั้งนั้น ครั้นพบก็ผลัดเมื่อนั้นเมื่อนี้ แต่นายคนนี้มันแปลกดี จากวันนั้นมันก็ไปบ้านผมเสมอ ว่างเวลาไหนเป็นมา บางทีก็พาเมียมาด้วย เมียเขาก็ช่วยเมียผมทำงานบ้าน เมียผมก็สงสารเอ็นดู จนเมียเขาท้องแก่แต่ก็ยังมารับใช้ เมียผมเกิดสงสารขึ้นมาเลยเป็นธุระช่วยฝากท้อง เป็นธุระในการคลอดบุตรทุกอย่าง นี่แหละนะ คนเราเมื่อเขามีมิตรจิต เราก็ต้องมีมิตรใจตอบ  จริงไหมคุณ?”

   ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้นก็พลอยยินดีไปด้วย  รีบถามว่า

   “แล้วหนี้สินที่ยังค้างอยู่นั่นล่ะครับ ใช้หมดหรือยัง

   คุณหลวงหัวเราะอย่างใจดี

   ยังหรอกคุณ แต่ก็เหลือไม่เท่าไหร่หรอก และผมก็ไม่สนใจแล้ว คนดีๆอย่างนี้หาไม่ค่อยได้ เวลานี้เขาก็เท่ากับเป็นสมาชิกในครอบครัวของผมเหมือนกัน ผมชอบที่เขาเป็นคนซื่อมีความกตัญญูทั้งผัวทั้งเมีย นี่ก็ออกลูกมาเป็นชาย เมียผมสงสารเด็กเลยรักเหมือนลูกเหมือนหลาน และผมก็ให้งานรับเหมาไป ๒ ราย และแนะนำไปที่อื่นอีกหลายแห่ง

   ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นยินดีมาก ที่ได้ทราบว่าคำแนะนำของข้าพเจ้าได้ผลเกินคาดหมาย ข้าพเจ้าจึงพูดกับคุณหลวงว่า 

   “เป็นเคราะห์ดีของลูกหนี้ที่ได้เจ้าหนี้ใจบุญ เพราะเจ้าหนี้ส่วนมากไม่ค่อยเห็นใจลูกหนี้ และลูกหนี้ก็ไม่เข้าใจเจ้าหนี้เลยทำให้เข้าใจกันไม่ได้ ผมคิดว่านี่เป็นหนึ่งในพันด้วยซ้ำที่เป็นเช่นนี้

   คุณหลวงยิ้มแล้วพูดว่า

มันประกอบกันคุณ ฝ่ายใดจะดีฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะตบมือข้างเดียวมันก็ไม่ดัง ต้องดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายจริงไหมคุณ? ผมมาคิดดูเราก็อายุป่านนี้แล้วจะอยู่ไปกี่วัน จะทำหน้าเลือดขูดรีดไป มันก็เป็นบาปเป็นกรรมติดตัวไปเปล่าๆ คิดช่วยให้คนขัดสนให้เขาได้พึ่งก็เป็นกุศลเหมือนกัน

   เมื่อเราสนทนนากันถึงแค่นี้ ก็พอได้ยินเสียงพิณพาทย์ประโคมขึ้น พวกแขกทั้งหมดพากันยืนขึ้นแสดงความเคารพ แล้วเดินเข้าแถวกันขึ้นไปวางดอกไม้จันทร์ ซึ่งเป็นพิธีการเผาศพขั้นต้นแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

   ต่อจากงานพระราชทานเพลิงศพมาประมาณ ๗-๘ เดือน ก็ถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่ วันนั้นข้าพเจ้าอยู่บ้านเห็นรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน และชายคนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจำได้ว่า คือ เจ้าบ่าวคนที่ข้าพเจ้าแนะนำเขาไป ลงมาจากรถพร้อมด้วยถาดซึ่งมีของเต็มอยู่ในมือ ข้าพเจ้าเชิญให้เขาเข้าไปในห้องรับแขก เมื่อนั่งลงแล้วก็ทำความเคารพข้าพเจ้า

   “ผมมากราบขอบพระคุณคุณอาครับ

   ข้าพเจ้าจึงถามว่า

   “มาขอบคุณเรื่องอะไรกันล่ะ ทำไมเอาของมาให้มากมายอย่างนี้

   “ผมถือโอกาสมาส่งความสุขปีใหม่ด้วยครับ ภรรยาและบุตรก็ตั้งใจจะมากราบคุณอาพร้อมกัน เผอิญวันนี้ที่บ้านคุณหลวงมีงานรื่นเริงสำหรับเด็กๆ ภรรยาผมจึงต้องไปช่วยทางโน้น และคิดว่าวันหนึ่งคงได้มากราบคุณอา

   ข้าพเจ้าตื้นตันในความกตัญญูของเขา จึงตอบว่า ขอบใจไม่ต้องลำบากหรอก เออ ! การงานเป็นอย่างไร  ดีขึ้นบ้างไหม?”

   “นี่สิครับ ที่ทำให้ผมต้องมากราบขอบพระคุณคุณอาที่ได้ให้คำแนะนะ เพราะตั้งแต่ปฏิบัติแล้วผมก็สบายใจ เพราะคุณหลวงและคุณนายเป็นคนใจดีมาก ใจคอโอบอ้อมอารีเหมือนที่คุณอาพูด คุณหลวงได้ช่วยเหลือให้ผมได้งานทำ 2 แห่ง เป็นงานรับเหมา ซ้ำยังออกทุนให้ก่อน พองานเสร็จผมก็มีเงินใช้หนี้จนหมดสิ้นเรียบร้อย เวลานี้ผมหมดความกังวลแล้วสบายใจ ผมนึกถึงคุณอาเสมอ ตั้งใจจะมาหาหลายครั้งแต่ไม่มีเวลาว่างเลย พอดีวันนี้ปีใหม่งานหยุดจึงได้โอกาส


   “ความจริงอาไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากนัก เพียงแต่แนะนำให้บ้างเท่านั้น ความดีนั้นอยู่ที่ผู้ปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่ผู้แนะนำ หลานปฏิบัติได้ดีเป็นผลเกินกว่าที่อาคิดไว้ นี่แหละหลาน คนเราเกิดมาไม่ว่าใครย่อมจะมีการผิดพลาดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่น้อยกว่าครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ก็ยังไม่ควรหมดอาลัยในชีวิต เราต้องอดทนต่อสู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ขอให้ถือว่ามันเพียงความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาบดบังให้ปัญญาหายไปชั่วคราว ถ้าได้ตั้งใจปัดเป่าความทุกข์ไปไว้เสียทางหนึ่ง แล้วใช้ปัญญาคิดแก้ปัญหาอยู่เสมอก็จะพบทางออกที่งดงาม ดังเรื่องของหลานนี้


จบเรื่องที่ ๑๕
ขอความดีงามจงบังเกิดกับท่านผู้อ่าน
ขออุทิศแด่ท่านอาจารย์ ทองหยก เลียงพิบูลย์ เจ้าของวรรณกรรมอิงธรรมะชุดนี้

และขอขอบพระคุณท่าน พลเรือเอก ทวีชัย เลียงพิบูลย์ และทายาท(เจ้าของลิขสิทธิ์)