วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.๑๘ หนุมาน


หนุมาน....Hanuman


   วรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์ ความจริงแล้วมีต้นทางมาจากมหากาพย์รามยณะของอินเดีย ซึ่งเป็นเรื่องราวการอวตารปางที่ ๗ ของพระนารายณ์ เรียกว่า รามาวตาร หรือ รามจันทราวตาร แน่นอนว่าเมื่อเป็นอวตารของพระนารายณ์แล้ว ตัวเอกของเรื่องก็ต้องเป็นพระรามซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารนั่นเอง

   รามเกียรติ์ไทยนั้น อ่านยังไงๆก็รู้สึกว่าพระเอกตัวจริงนี้ต้องเป็นทหารเอกของพระราม ที่มีชื่อว่า หนุมาน จะนั่งอ่านนอนอ่านก็ยังต้องลงความเห็นว่า ในรามเกียรติ์นี้ พระเอกคือหนุมานอย่างชัดเจน ชัดๆจะๆ

   หนุมานนั้นบางทีคนไทยเราเรียกไปตามสำเนียงท้องถิ่น เช่น หัวระมาน หุนละมาร พญาหัวละมาน

   หนุมานเป็นทหารเอกของพระราม มีอิทธิฤทธิ์มหึมาทั้งฉลาดและมีความจงรักษ์ภักดีต่อพระรามแบบสุดๆ แต่หนุมานไทยกับหนุมานอินเดียนั้นมีความต่างกันอยู่บ้าง ข้อนี้น่าจะเป็นไปตามความคลาดเคลื่อนจากการเล่าและแปลความ หรืออาจแต่งเติมให้เรื่องสนุกขึ้นก็เป็นได้



กำเนิดหนุมาน

   ตำนานการเกิดของหนุมานนี้ ถ้าเป็นรามเกียรติ์ไทยจะจับความตั้งแต่ครั้งพระนารายณ์ปราบยักษ์นนทุก เรื่องมีว่า...ยักษ์นนทุกเป็นยักษ์เฝ้าบันใดทางขึ้นที่จะไปเข้าเฝ้าพระอิศวร มีหน้าที่ตักน้ำล้างเท้าเทวดา แต่ทำหน้าที่บริการให้เทพเทวาถึงขนาดนี้แล้ว แทนที่เทวดาทั้งหลายจะขอบอกขอบใจหรือให้รางวัลแก่ยักษ์นนทุก กลับกลายเป็นว่ายักษ์นนทุกมักถูกพวกเทวดาแกล้งโดยเทวดาจะลูบหัวอยู่เสมอ ดีไม่ดีเหล่าเทวดาอาจเขกกบาลแถมให้ด้วยก็เป็นไปได้ ประมาณว่าพวกเทวดาขี้แกล้งคงมีไม่น้อย ยักษ์นนทุกโดนเทวดาลูบหัวจนผมร่วงหัวล้าน เป็นที่ตลกขบขันของทวยเทพทั้งหลาย

   การที่ยักษ์นนทุกให้บริการล้างเท้าแก่เทวดาแล้วโดนเทวดาแกล้งลูบหัวตบกบาลนี้ สร้างความเจ็บแค้นให้ยักษ์นนทุกเป็นอย่างยิ่ง แต่ยักษ์นนทุกดันเป็นชนชั้นรากหญ้า เป็นผู้ปฏิบัติงานระดับยศศักดิ์เล็กกระจิ๋วหลิวต่ำตม จึงต้องเก็บความแค้นใจไว้ในหัวอก เพราะผู้น้อยจะไปทำอะไรผู้ใหญ่ไม่ได้มันผิดวินัยขององค์กร มิหนำซ้ำฤทธิ์เดชของตัวเองก็มีน้อยสุดที่จะน้อย จะไปแก้แค้นก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ยักษ์นนทุกจึงต้องเก็บความแค้นเอาไว้ในใจ


ยักษ์นนทกล้างเท้าเทวดาแต่โดนเทวดาแกล้ง

    ยักษ์นนทุกเจ็บช้ำน้ำใจมาก จากยักษ์รูปหล่อต้องกลายมาเป็นยักษ์หัวล้านที่เทวดาชอบเยาะเย้ยถากถางกันอย่างสนุกสนาน ดังนั้นแค้นนี้ต้องรอชำระ จนกระทั่งวันหนึ่งยักษ์นนทุกมีโอกาสได้ขอพรจากพระอิศวร พระอิศวรเห็นว่ายักษ์นนทุกได้ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าบันใดและล้างเท้าให้เทวดามานานแล้ว พระอิศวรจึงเมตตาให้พรว่า ให้ยักษ์นนทุกมีนิ้วเพชร จะชี้นิ้วใส่สิ่งใดสิ่งนั้นก็ตายวอดวายพินาศ


พระอิศวรให้พรยักษ์นนทก
   ด้วยพรที่เป็นอภิมหาวิเศษแบบนี้เอง ทำให้อยู่ๆยักษ์นนทุกด้อยฤทธิ์ที่โดนเทวดาแกล้งลูบหัวตบกบาล ก็กลับมามีฤทธิ์ในระดับมหาประลัย จากยักษ์ที่สุดต่ำตมกลายเป็นยักษ์อภิมหาอำนาจ ยักษ์นนทุกจึงไปชำระแค้นล้างแค้นเทวดา ยักษ์นนทุกที่ได้รับพลังดรรชนีนิ้วเพชรได้ไปไล่จี้เหล่าเทวดา คำว่าจี้เทวดานี้ไม่ได้หมายถึงว่าไปจี้เอวเทวดาให้ดิ้นหัวเราะ หรือไปจี้ชิงทรัพย์แต่อย่างไร แต่หมายถึงเอานิ้วชี้ๆไปที่เทวดาแบบพลังดรรชนีในหนังกำลังภายในนั่นเอง ประมาณว่ามีพลังดรรชนีกระบี่หกชีพจรหรือพลังนิ้วสุริยันแบบในนิยายของกิมย้ง

   ยักษ์นนทุกเอานิ้วเพชรจี้พลังดรรชนีถูกเทวดาตายเกลื่อน เหล่าเทวดาที่เคยแกล้งลูบหัวตบกบาลยักษ์นนทุกต่างเสียวสันหลังวาบๆ เพราะคิดว่าอีกประเดี๋ยวคงถึงคิวที่ยักษ์นนทุกต้องมาเช็คบิลล์ล้างแค้นแน่ๆ เพราะเทวดาเคยทำแสบต่อยักษ์นนทุกไว้มากนัก เหล่าเทวดาขี้แกล้งจึงพากันหนีตายไปขอให้พระอิศวรช่วย

   พระอิศวรคงเห็นว่าท่านเป็นนายเก่าของยักษ์นนทุก แล้วจะไปจัดการยักษ์นนทุกเองคงจะชอบกล พระอิศวรจึงขอให้พระนารายณ์ช่วยปราบยักษ์นนทุก


ยักษ์นนทุกร่ายรำตามนางฟ้านารายณ์แปลง

   พระนารายณ์เห็นว่าควรจะปราบยักษ์นนทุกด้วยปัญญา ไม่ควรที่จะไปออกฤทธิ์บู๊กันตรงๆ ข้อนี้ไม่ทราบว่าจะเป็นแบบที่เขาว่าจะตีคนจ้องดูนายหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรแล้วนายของยักษ์นนทุกก็คือพระอิศวรนั่นเอง จะตีกันตรงๆก็คงต้องเกรงใจพระอิศวรท่านบ้าง พระนารายณ์จึงใช้วิธีแปลงกายเป็นนางฟ้าแสนสวยมายั่วยวนยักษ์นนทุก ยักษ์นนทุกตะลึงที่เห็นนางฟ้านารายณ์แปลงสวยงามน่าลุ่มหลงสุดพรรณา จึงเข้าไปเกี้ยวพาราสีนางฟ้า นางฟ้านารายณ์แปลงจึงแกล้งล่อให้ยักษ์นนทุกร่ายรำตามท่ารำที่แสดงให้ดู ว่าถ้าทำได้ก็จะยอมรับเป็นแฟนกัน

   ยักษ์นนทุกหลงรักนางฟ้านารายณ์แปลงสุดหัวใจ จึงร่ายรำตามนางฟ้า ก็น่าที่จะรำแบบเก้ๆกังๆ พอรำไปรำมาก็พลาดตรงท่ารำที่ชี้นิ้วใส่เท้าตัวเอง ยักษ์นนทุกรำท่าชึ้นิ้วตรงข้อเท้าของตัวเอง พลังดรรชนีนิ้วเพชรจึงพุ่งตรงที่ข้อเท้าขาหักล้มลง นางฟ้าแปลงกลับกลายเป็นพระนารายณ์สังหารยักษ์นนทุกได้อย่างสบาย ยักษ์นนทุกตายเพราะความงามแท้ๆ


นางฟ้านารายณ์แปลงสังหาญยักษ์นนทุก
   ก่อนที่ยักษ์นนทุกจะตายนั้น ได้ต่อว่าพระนารายณ์ว่า ที่แพ้พระนารายณ์ก็เพราะตนเองมีแค่เพียงสองมือแต่พระนารายณ์มีมือตั้งสี่มือ ดังนั้นยักษ์สองมืออย่างตนเองจึงแพ้พระนารายณ์ พระนารายณ์เลยสาปยักษ์นนทุกให้ไปเกิดเป็นยักษ์มีสิบหน้ายี่สิบมือ ส่วนพระนารายณ์จะไปเกิดเป็นมนุษย์มีสองมือ แล้วมนุษย์จะปราบยักษ์สิบหน้ายี่สิบมือ ด้วยคำสาปที่พิลึกพิลั่นนี้ ยักษ์นนทุกได้ไปเกิดเป็นพญายักษ์ทศกัณฐ์มีสิบหน้ายี่สิบมือ รอการรีแมทเป็นรอบตัดสิน


จิตรกรรมรามเกียรติ์ถ่ายภาพโดยsihawatchara ทศกรรณ
    พระอิศวรสงสัยว่านางฟ้าแปลงนี้จะสวยขนาดไหนจึงทำให้ยักษ์นนทุกหลงจนตัวตายได้ พระอิศวรจึงขอให้พระนารายณ์แปลงเป็นนางฟ้าให้เห็นบ้าง พระนารายณ์จึงแปลงเป็นนางฟ้าอีกครั้ง ปรากฏว่าแม้แต่พระอิศวรเองก็ยังต้องตะลึงในความงามของนางฟ้านารายณ์แปลง ความตะลึงวาบหวามสุดยอดทำให้พระอิศวรเคลิบเคลิ้มวาบหวิว จนเผลอปล่อยหยดหยาดหฤหรรษ์ออกมาหยดหนึ่ง เข้าใจว่าในสมัยนั้นคงยังไม่มีสมุนไพรถังเช่าหรือไม่มีซุปไก่รังนกยี่ห้อดังเป็นแน่ พระองค์เลยมีความรู้สึกบางอย่างไวไป หลังจากน้ำหฤหรรษ์เล็ดออกมาแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียของดี พระองค์เลยรีบคว้าเก็บไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

   เมื่อพระนารายณ์อวตารเป็นพระรามไปปราบพญายักษ์ทศกัณฐ์ พระอิศวรจึงคิดสร้างทหารเอกให้พระรามไว้เป็นกำลังสำคัญ จึงให้พระพายนำเทพศาสตรา ๓ อย่างพร้อมทั้งกำลังกายาพระอิศวร ซึ่งก็คือหยาดหยดน้ำหฤหรรษ์ นำไปซัดใส่ปากนางสวาหะ เทพศาสตรา ทั้ง ๓ อย่างคือ จักรเพชรให้เป็นศีรษะ คทาเพชรให้เป็นสันหลังตลอดหางทำให้เหาะได้ ตรีเพชรเป็นกายกรบาทาและใช้เป็นอาวุธได้ พระพายรับบัญชาไปปฏิบัติการจนสำเร็จ นับเป็นวิธีการที่ใกล้เคียงกับการผสมเทียมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังนับเป็นเทคโนโลยีชีวภาพผสมกับอาวุธมหาประลัย นับเป็นเทคโนโลยีพันธุกรรมแบบชีวอาวุธครั้งแรกในจักรวาล


ถ่ายภาพโดยsihawatchara หุ่นกระบอกหนุมานในพิพิธภัณฑ์

    นางสวาหะตั้งท้องอยู่ถึง ๓๐ เดือนจึงคลอดออกมาเป็นวานรหนุมาน หนุมานถือกำเนิดในวันอังคาร เดือน ๓ ปีขาล เมื่อเกิดก็กระโดดออกมาจากปากของนางสวาหะ โดยมีตัวโตขึ้นมามีขนาดเท่ากับมีอายุ ๑๖ ปีทันที มีกุณฑล(ตุ้มหู)ติดตัวโดยไม่ต้องไปซื้อหา มีขนเพชรเขี้ยวแก้ว พอเกิดมาแล้วก็แสดงอิทธิฤทธิ์ทันที โดยแผลงฤทธิ์เป็นสี่พักตร์แปดกรเหาะขึ้นฟ้าหาวเป็นดาวเป็นเดือน หนุมานเกิดมาก็มีเครื่องประดับติดตัวมาด้วยคือ กุณฑล และมี ขนเพชร(คือมีเส้นขนตามร่างกายเป็นเพชร ไม่ใช่ขนเพชรแบบที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะบางอย่าง) มีเขี้ยวแก้ว ในรามเกียรติ์ไทยไม่ได้บอกไว้ว่า ทำไมถึงมีของดีเหล่านี้ติดตัว หรือว่าข้าพเจ้าผู้เขียนนี้อาจจะอ่านรามเกียรติ์แล้วไม่เจอเรื่องนี้เองก็ได้

   ตำนานหนุมานแบบรามเกียรติ์ไทยให้พระพายเป็นบิดามีนางสวาหะเป็นมารดา แต่ถ้าตรวจดีเอ็นเอแล้ว สงสัยว่าน่าจะตรงกับดีเอ็นเอของพระอิศวรมากกว่า


หนุมานแบบอินเดีย
ตำนานหนุมานอินเดีย

   กำเนิดหนุมานของอินเดียต่างกับหนุมานไทย หนุมานอินเดียมีบิดาเป็นพญาวานรชื่อ เกสรี มีแม่ชื่อนางอัญชนา และยังนับให้พระพายกับพระอิศวรหรือพระศิวะเป็นพ่อด้วย ประมาณว่าเป็นคุณพ่ออุปถัมภ์

   สาเหตุการกำเนิดของหนุมานก็มาจากการที่นางฟ้าปุญชิกาสถาลาโดนฤๅษีสาปให้หมดสภาพนางฟ้า ให้ไปเกิดใหม่แล้วมีลูกเป็นลิง นางฟ้าจึงตกสวรรค์ไปเกิดใหม่เป็นนางอัญชนา ได้แต่งงานกับราชาพญาวานรชื่อเกสรี ตามเนื้อเรื่องเล่าว่านางอัญชนารู้ตัวว่าตนเองจะเป็นผู้ให้กำเนิดร่างอวตารของพระศิวะ จึงบำเพ็ญเพียรสร้างตบะชำระกายใจให้บริสุทธิ์นาน ๑๒ ปี จึงได้มีลูกเป็นลิง ซึ่งก็คือหนุมานนั่นเอง

   การเกิดของหนุมานนั้นไปเกี่ยวกับพระศิวะด้วย ประมาณว่าคล้ายๆกับรามเกียรติ์ไทย คือพระศิวะแบ่งกำลังจิตเสี้ยวหนึ่ง ให้พระพายนำไปมอบให้นางอัญชนากับพญาวานรเกสรี ต่อมานางอัญชนาจึงตั้งครรภ์แล้วคลอดลูกเป็นลิงที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ เพราะเติบโตอย่างรวดเร็ว แถมยังมีกำลังมาก มีกุณฑล(ตุ้มหู)และสร้อยศอ ซึ่งนางอัญชนามองเห็นได้เพียงผู้เดียว ดังนั้นถึงวานรน้อยตัวนี้จะตัวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นางอัญชนาก็จะจำลูกได้ เพราะจะมีตุ้มหูสร้อยคอให้เห็น

   ในตอนที่หนุมานเกิดใหม่ๆนั้นยังไม่ได้ชื่อว่าหนุมาน แต่มีชื่อว่า มุรติหรือมารุติ ส่วนชื่อหนุมานนั้นได้เมื่อไปแผลงฤทธิ์กับพระอินทร์

หนุมานอินเดีย

อิทธิฤทธิ์หนุมาน

   หนุมานมีอิทธิฤทธิ์ตั้งแต่เกิด พอเกิดมาก็เหาะขึ้นฟ้าแผลงฤทธิ์เป็นหนุมานสี่พักตร์แปดกร หาวเป็นดาวเป็นเดือน หนุมานมีฤทธิ์อยู่ยงคงกระพันชาตรีล่องหนหายตัวได้ ทั้งยังแปลงกายได้สารพัด ย่อตัวขยายตัว ยืดหางให้ยาวเฟื้อยเป็นโยชน์ก็ได้ มีเวทมนต์มาก หนุมานยังกล้าหาญฉลาดเฉลียวมีสติปัญญา ไม่ใช่ว่ามีแต่ดีทางบู๊อย่างเดียว

    หนุมานตอนยังเป็นเด็กก็มีฤทธิ์มากแล้ว ขนาดว่าวันหนึ่งหิวมองเห็นพระอาทิตย์ว่าเป็นผลไม้ลูกใหญ่ จึงเหาะขึ้นไปจะจับพระอาทิตย์กิน ขณะนั้นพระราหูคู่ปรับของพระอาทิตย์กำลังจะอมพระอาทิตย์อยู่พอดี หนุมานมองเห็นพระราหูใหญ่กว่าพระอาทิตย์ จึงเปลี่ยนใจมาไล่จับจับพระราหูเพื่อเอามากินแก้หิว พระราหูตกใจต้องหนีไปหาพระอินทร์ พระอินทร์สงสัยว่าใครสามารถทำให้พระราหูที่มีฤทธิ์มากต้องหนีมาทุลักทุเลถึงเพียงนี้ พระอินทร์จึงขี่ช้างเอราวัณออกมาดู หนุมานเห็นช้างเอราวัณเป็นผลไม้ลูกใหญ่กว่าพระราหู จึงเข้ามาจะจับช้างเอราวัณกิน พระอินทร์ตกใจจึงเอาวัชระตีหนุมานซึ่งยังเป็นแค่ทารกตกจากฟ้า

   ทารกหนุมานโดนพระอินทร์ตีด้วยวัชระตกลงมาจากฟ้ากระแทกแผ่นดินจนสลบ ช่วงกระแทกพื้นนั้นเอาคางลงพอดี คางของหนุมานจึงหักแต่แปลกที่ไม่ตาย นับแต่นั้นจึงได้ชื่อว่า หนุมาน ซึ่งแปลว่าคางหัก แต่บางสำนวนท่านแปลว่าคางแข็ง เพราะร่วงจากบนฟ้าเอาคางกระแทกพื้นแล้วยังไม่ตาย จึงหมายถึงมีคางแข็งโคตรๆ อีกสำนวนหนึ่งว่าคางแตกเป็นแผล

ภาพหนุมานบริเวณระเบียงวัดพระแก้ว


   ในรามเกียรติ์ไทยไม่ได้กล่าวถึงอิทธิฤทธิ์มหึมาของหนุมานว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพียงแต่เล่าถึงกำลังกายาพระอิศวรและอาวุธวิเศษสามอย่าง กับเล่าว่าหนุมานเรียนวิชาและได้รับพรจากพระอิศวรให้ไม่ตาย ให้พระพายพัดมาถูกตัวแล้วฟื้นคืนชีพได้ แต่ในรามเกียรติ์อินเดียมีรายละเอียดมากกว่า ถึงขนาดมีการแตกแขนงเรื่องรามยณะไปเป็นคัมภีร์เรื่องของหนุมานโดยเฉพาะ ชื่อคัมภีร์ว่า หนุมานนาฏกะ

   ในรามเกียรติ์อินเดียกล่าวถึงอิทธิฤทธิ์หนุมานว่า นอกจากหนุมานจะได้รับพรและกำลังจากพระศิวะแล้ว ยังได้รับพรและพลังจากคณะเทพอีกหลายองค์ เช่น พระพรหม พระนารายณ์ พระอินทร์ พระพาย พระอัคนี พระวรุณ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระกาล จึงไม่แปลกที่หนุมานจะมีอิทธิฤทธิ์มหึมา รวมพรต่างๆที่ได้รับมาแล้วน่าที่จะเก่งไปกว่าเทพที่ให้พรมาด้วย

   หนุมานในวัยเด็กก็มีฤทธิ์มากโคตรๆ จะไปที่ใดก็เหาะไปง่ายๆ แต่ถึงมีฤทธิ์มากก็ยังต้องซวยเพราะความเป็นเด็กที่ไม่รู้ความ ในรามเกียรติ์ไทยว่า หนุมานเหาะเที่ยวไปซนในสวนสวรรค์ของพระแม่อุมา ไปรื้อสวนเล่นเอาดื้อๆ พระแม่อุมาจึงสาปให้ฤทธิ์หนุมานลดลงกึ่งหนึ่ง แต่แล้วพระแม่อุมาก็สงสารจึงให้พรว่า จะพ้นคำสาปมีฤทธิ์เหมือนเดิมได้ ก็ต้องให้พระนารายณ์อวตารเอามือลูบหลังตลอดหาง คำสาปนี้หมดไปก่อนหนุมานข้ามมหาสมุทรไปกรุงลงกา เป็นตอนที่หนุมานแอบขโมยตัวท้าวมหาชมพูมาหาพระราม แล้วพระรามเอามือลูบหัวลูบหลังหนุมาน หนุมานจึงกลับมีฤทธิ์มหึมาโคตรๆดังเดิม

ถ่ายภาพโดยsihawatchara จิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์


   ในรามเกียรติ์อินเดียซึ่งเป็นต้นฉบับกล่าวถึงตอนหนุมานเสื่อมฤทธิ์ว่า เด็กน้อยหนุมานไปแก้ปัญหาเรื่องการเชื่อมแม่น้ำคงคาเข้ากับสายน้ำอื่นๆ แต่เพราะความบังเอิญทำให้น้ำท่วมไปดับกองไฟบูชาเทพที่ฤๅษีสรัทหรือฤๅษีสมรัทก่อไว้ เป็นการทำลายพิธีของฤๅษีตนนี้ ฤๅษีสรัทจึงโกรธสาปให้หนุมานลืมอิทธิฤทธิ์ของตนเอง ลืมพรต่างๆที่คณะเทพประทานให้ ดังนั้นอิทธิฤทธิ์ของหนุมานจึงเสื่อมถอยลง

   พอฤๅษีสรัทรู้ความจริงว่าเหตุน้ำท่วมนั้นเป็นความบังเอิญที่เกิดจากหนุมานไปเชิญพระแม่คงคา ฤๅษีสรัทจึงให้พรแก้ว่าเมื่อถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่ให้พระราม ก็ให้จำอิทธิฤทธิ์ที่ลืมไปได้ให้มีฤทธิ์ดังเดิม ผลจากคำสาปนี้ทำให้หนุมานต้องเอ๋อไปช่วงหนึ่ง ลืมว่าตนเองมีฤทธิ์ระดับปราบสามโลก ลืมพรวิเศษต่างๆที่ได้รับจากคณะเทพ ประมาณว่าจากวานรเด็กที่เรืองอิทธิฤทธิ์ กลับกลายเป็นวานรน้อยที่เอ๋อๆอัลไซเมอร์อยู่หลายปี ลืมอิทธิฤทธิ์ไปหลายอย่าง จนต้องไปเรียนวิชาต่างๆจากพระอาทิตย์ แต่แค่นี้หนุมานก็มีฤทธิ์มากแล้ว

ถ่ายภาพโดยsihawatchara จิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์


   หลังจากหนุมานกลับมามีอิทธิฤทธิ์ดังเดิม ก็เริ่มค้นหาว่านางสีดาหายไปอยู่ที่ไหน ในรามเกียรติ์ไทยว่าหนุมานสุครีพองคตไปเจอนกสัมพาทีบอกทาง นกสัมพาทีให้พญาวานรทั้งสามขึ้นหลัง บินข้ามมหาสมุทรไปถึงภูเขาคันธสิงขรอยู่กลางมหาสมุทร ซึ่งเริ่มใกล้กรุงลงกาแล้ว สุครีพองคตกลับไปแจ้งข่าว ส่วนหนุมานแผลงฤทธิ์เหาะข้ามมหาสุมทรตรงไปกรุงลงกา แต่ในรามเกียรติ์อินเดียเล่าว่าพอหนุมานและเหล่าวานรค้นหาไปจนสุดแผ่นดิน ก็เจอมหาสมุทรขวางกั้น ไม่สามารถไปต่อได้เพราะมหาสมุทรกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะโดดข้าม แต่แล้วเหล่าวานรก็นึกได้ว่า ถ้าหนุมานมีฤทธิ์ดังเดิมแล้ว ย่อมเหาะข้ามมหาสมุทรได้อย่างสบายๆ เหล่าวานรจึงพยายามเล่าเรื่องที่หนุมานโดนสาปให้ลืมอิทธิฤทธิ์และลืมพรของเหล่าทวยเทพ


   ในรามเกียรติ์ไทยนั้น ช่วงที่หนุมานค้นหานางสีดา ได้พบกับ นางบุษมาลี ซึ่งเป็นนางฟ้าที่ถูกพระอินทร์สาปให้มาอยู่ในเมืองร้าง โดยนางบุษมาลีจะพ้นจากคำสาปได้ก็ต่อเมื่อทหารเอกของพระรามที่หาวเป็นดาวเป็นเดือนโยนนางกลับขึ้นไปบนสวรรค์


   เมื่อหนุมานได้เจอนางบุษมาลีก็ได้เสียเป็นผัวเมีย เสพสมแล้วจึงค่อยแสดงอิทธิฤทธิ์โยนหรือขว้างนางบุษมาลีกลับขึ้นไปอยู่บนสวรรค์

   ในที่สุดหนุมานก็พ้นคำสาปกลับมามีมหาอิทธิฤทธิ์เหมือนเดิม จึงแผลงฤทธาเหาะข้ามมหาสมุทรไปยังกรุงลงกา ระหว่างทางเจออุปสรรคคือเจอยักษ์ผู้เฝ้าสถานที่ต่างๆ ต้องรบกันปรากฏว่าหนุมานชนะอย่างง่ายๆ จนกระทั่งเข้ากรุงลงกาแล้วไปรบกับลูกของทศกัณฐ์หลายตน หนุมานชนะและสังหารยักษ์ไปมาก


ถ่ายภาพโดยsihawatchara จิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์


   ตอนที่หนุมานเข้ากรุงลงกาไปสืบหานางสีดานั้น หนุมานแสดงฤทธิ์สะกดให้คนทั้งเมืองหลับไปก่อน แล้วจึงเดินค้นหาไปตามห้องหับในวัง เข้าไปถึงห้องนอนของพญาพิเภก กุมภกรรณ อินทรชิต ทศกัณฑ์ พญายักษ์ผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายถูกมนต์สะกดของหนุมาน ต่างหลับใหลหมดท่าไม่ได้สติ


ถ่ายภาพโดยsihawatchara จิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์

   หนุมานค้นหานางสีดาจนพบว่าอยู่ในสวน จึงแสดงตนแล้วถวายแหวนของพระรามเพื่อยืนยัน หนุมานจะเชิญนางสีดากลับไปพร้อมกัน แต่นางสีดาเห็นว่าโดนยักษ์ลักพามา แล้วจะให้ลิงนำกลับไปนั้นไม่เป็นการสมควร จึงต้องการให้พระรามมารับด้วยตัวเอง


ภาพจากmug.shainsingh.com

   หลังจากที่หมดอำนาจของมนต์สะกดแล้ว ทศกัฯฐ์ถึงได้รู้ตัวว่ามีศัตรูบุกเข้ามาถึงในวัง จึงส่งทหารยักษ์และบุตรของทศกัณฐ์หลายตนมาจับหนุมาน แต่ยักษ์สู้หนุมานไม่ได้ จนทศกัณฐ์ต้องส่งบุตรชื่อสหัสกุมารไปปราบหนุมาน แต่สหัสกุมารกลับถูกหนุมานสังหาร เมื่อยักษ์แพ้หนุมานไปแล้ว(รามเกียรติ์ไทยว่าบุตรพันตนของทศกัณฐ์) ทศกัณฐ์จึงส่งอินทรชิตไปจับหนุมาน หนุมานสามารถเอาชนะอินทรชิตได้แต่แกล้งยอมให้จับ เพราะเห็นว่าศรที่อินทรชิตแผลงมาเป็นศรของพระพรหม หาควรไม่ที่หนุมานจะทำลายศรของพระพรหม หนุมานจึงยอมให้มัดตัวไปพบทศกัณฐ์


ถ่ายภาพโดยsihawatchara ยักษ์เอาหนุมานใส่ครกตำ แต่ยักษ์เสียท่าให้หนุมาน

   ทศกัณฐ์ให้ทหารยักษ์ฆ่าหนุมานแต่ทำหนุมานอยู่ยงคงกระพัน ทำอะไรหนุมานไม่ได้ ทศกัณฐ์จึงเอาไฟเผาหนุมาน ในรามเกียรติ์ไทยว่าเป็นไฟที่เกิดจากหอกแก้วสุรกานต์ของทศกัณฐ์ หนุมานแกล้งวิ่งไปรอบกรุงลงกาเพื่อให้ไฟไหม้ เมื่อกรุงลงกาเกิดไฟไหม้แล้ว  หนุมานจึงดับไฟที่ติดหางแล้วเหาะกลับไปหาพระราม


ถ่ายภาพโดยsihawatchara ทศกรรณใช้หอกจุดไฟจะเผาหนุมาน

ภาพจาก mug.shainsingh.com

   ทศกัณฐ์วางแผนที่จะให้พระรามเลิกตามนางสีดา จึงให้ นางเบญกาย ซึ่งเป็นลูกของพิเภกแปลงกายเป็นนางสีดาตายลอยน้ำมา ทำให้พระรามที่ได้พบศพเสียใจ แต่หนุมานเห็นว่าศพนี้ไม่ใช่นางสีดาตัวจริง จึงให้พิสูจน์ด้วยการใช้ไฟเผา นางเบญกายทนร้อนไม่ไหวก็กลายร่างจากนางสีดามาเป็นตนเอง

นางเบญกาย

    พระรามให้พิเภกผู้เป็นพ่อนางเบญกายเป็นผู้ลงโทษเอง พิเภกให้ประหารชีวิตเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี แต่พระรามเห็นใจจึงยกโทษให้ และให้หนุมานพากลับไปส่งที่กรุงลงกา หนุมานกับนางเบญกายเกิดได้เสียเป็นผัวเมียกันอีก ภายหลังนางเบญกายคลอดบุตรชื่อ อสุรผัด เป็นครึ่งลิงครึ่งยักษ์


   เมื่อพระรามจองถนน(สร้างถนน)จะไปกรุงลงกา ทศกัณฐ์ส่งลูกสาวเป็นนางเงือกชื่อนางสุพรรณมัจฉามาทำลายถนน ปรากฏว่านางสุพรรณมัจฉาเสร็จหนุมานอีกราย โดนหนุมานจับทำเมีย ภายหลังนางสุพรรณมัจฉาคลอดลูกชื่อ มัจฉานุ เป็นครึ่งลิงครึ่งปลา แต่เรื่องมัจฉานุของรามเกียรติ์ไทยนั้น ต่างจาเรื่องกรามยณะอินเดีย

หนุมานกำลังบีบอะไรบางอย่างของนางสุพรรณมัจฉา บีบแล้วปล้ำเป็นเมีย


   ในคราวที่รบกับวิรุณจำบัง หนุมานได้เมียเพิ่มอีกคือได้นางวารินทร์ นางวารินทร์เดิมทีเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ คอยดูแลโคมไฟบนเขาไกรลาส แต่วันหนึ่งเกิดทำโคมไฟดับ พระอิศวรจึงลงโทษให้ต้องมาอยู่ที่เขาอังกาศ และมีหน้าที่รอคอยเพื่อบอกที่ซ่อนของวิรุณจำบังให้แก่หนุมาน

   เมื่อพระรามรบกับวิรุณจำบัง วิรุณจำบังแพ้จึงหนีไปซ่อนตัว หนุมานติดตามจัดการวิรุณจำบัง แต่วิรุณจำบังมีเวทวิเศษหายตัวได้  จึงเป็นการยากที่หนุมาณจะหาวิรุณจำบังพบ หนุมานไปพบกับนางวารินทร์ที่เขาอังกาศ นางวารินทร์จึงบอกว่า วิรุณจำบังหนีไปซ่อนตัวอยู่ในฟองน้ำที่แม่น้ำสีทันดร หนุมานจึงตามไปสังหารวิรุณจำบังได้สำเร็จ

   หนุมาณได้นางวารินทร์เป็นเมีย แล้วจึงส่งนางวารินทร์กลับไปเป็นนางฟ้า

หนุมานจับวิรุณจำบัง


   ทศกัณฐ์รบกับพระรามจนลูกหลานยักษ์ตายไปมาก นางมณโฑบอกทศกัณฐ์ว่าตนเองได้เรียนรู้วิชาน้ำมมต์กายสิทธิ์ ที่สามารถประพรมแล้วเหาะเหินเดินอากาศและฟื้นคืนชีพได้ ทศกัณฐ์จึงขอร้องให้นางมณโฑทำพิธีปลุกเสกน้ำมนต์

     นางมณโฑทำน้ำมนต์ให้ทศกัณฐ์นำไปใช้ พวกยักษ์ก็กลับมีฤทธิ์ฟื้นขึ้นมาอีก แต่พิเภกที่อยู่กับพระรามได้บอกวิธีทำลายพิธีนางมณโฑ คือในระหว่างที่ทำพิธีนี้ห้ามพูดห้ามร่วมหลับนอนเป็นเวลา 7 วัน


   หนุมานได้แปลงกายเป็นทศกัณฐ์เพื่อไปทำลายพิธี โดยหลอกนางมณโฑว่ารบชนะพระรามแล้ว ให้นางมณโฑเลิกทำพิธี หนุมาณในร่างทศกัณฐ์เล้าโลมนางมณโฑจนได้เสียกัน พิธีจึงถูกทำลาย นางมณโฑจึงเป็นเมียของหนุมานด้วย


หนุมานปลอมเป็นทศกัณฐ์แล้วร่วมรักนางมณโฑ


   หนุมานช่วยพระรามรบกับยักษ์มากมาย ครั้งที่หนุมานเป็นพระเอกมากๆมีหลายครั้งเช่น ตอนพระลักษณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์ แต่พญายักษ์พิเภกที่อยู่ฝ่ายพระรามรู้วิธีแก้ไข คือต้องแก้ไขก่อนที่พระอาทิตย์ฉายแสง จะต้องเอาสมุนไพรที่ชื่อสังกรณีตรีชวาและน้ำจากปัญจมหานที เอามาผสมเป็นยาแก้ให้พระลักษณ์ฟื้น หนุมานจึงเหาะไปฉุดรถพระอาทิตย์แล้วขอให้พระอาทิตย์หยุดโคจรก่อน พระอาทิตย์ช่วยโดยวิธีเลี่ยงเข้าไปในกลีบเมฆ ต่อจากนั้นต้องไปหาสมุนไพรสังกรณีและตรีชวาที่ภูเขาสรรพยา หนุมานต้องแปลงกายใหญ่โตและใช้หางค่อยๆม้วนวนรอบภูเขาเพื่อไล่ต้อนจับสมุนไพร พอได้สมุนไพรแล้วก็เหาะไปยังกรุงอโยธยา เพื่อขอน้ำปัญจมหานที งานนี้หินไม่น้อย ในที่สุดก็สามารถรักษาพระลักษณ์จนฟื้นได้


ถ่ายภาพโดยsihawatchara จิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์


   สำหรับสมุนไพรสังกรณีและตรีชวานั้น ไม่ได้หมายถึงสมุนไพรชื่อสังกรณีกับตรีชวา ความจริงคือสังกรณีอย่างหนึ่ง และสมุนไพรสามอย่างที่เรียกรวมว่าตรีชวา ซึ่งเป็นทำนองเดียวกันกับตำรับยาแผนโบราณขนานหนึ่งที่ใช้สมุนไพรสามอย่าง คือ สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม เอามารวมกันเรียกว่า ตรีผลา
  
   อีกตอนที่หนุมานเด่นมากๆก็ตอนบุกไปเมืองบาดาลของพญายักษ์ไมยราพ หนุมานต้องบุกด่านต่างๆสู้รบกับยักษ์รักษาด่าน ล่องหนหายตัวผ่านด่าน จนไปสู้กับมัจฉานุซึ่งเป็นลูกของหนุมาน กระทั่งฆ่าไมยราพแล้วช่วยพระรามพระลักษณ์กลับมาได้


ถ่ายภาพโดยsihawatchara ไมยราพสะกดทัพ


   มัจฉานุในรามเกียรติ์ไทยนั้นว่า หนุมานไปปล้ำนางสุพรรณมัจฉาที่มาทำลายการสร้างถนนกลางมหาสมุทร ปล้ำไปปล้ำมาเลยได้เสียเป็นเมียผัว ภายหลังนางสุพรรณมัจฉาจึงคลอดลูกมาเป็นมัจฉานุ

   ในรามยณะอินเดียกลับเล่าว่า มัจฉานุเกิดจากเหงื่อของหนุมาน คือ ในตอนที่หนุมานเผากรุงลงกาแล้วเหาะข้ามมหาสมุทรกลับไปหาพระรามนั้น บังเอิญเหงื่อหยดลงไปในมหาสมุทรหยดหนึ่ง นางจระเข้ได้กินเหงื่อของหนุมานเข้าไป แล้วเกิดตั้งท้องคลอดออกมาเป็นมัจฉานุ

   นางจระเข้นี้เดิมเป็นนางฟ้าชื่อติโลตมา แต่ถูกสาปให้กลายเป็นจระเข้ จะพ้นคำสาปได้ต้องได้เหงื่อของพระศิวะอวตาร และกำเนิดบุตรของพระศิวะอวตารด้วย ซึ่งพระศิวะอวตารก็คือหนุมานนั่นเอง นางฟ้าจระเข้ต้องสาปนี้ไปๆมาๆก็ไม่ได้พบกับหนุมานเลย แต่มีลูกได้ด้วย

   ในรามยณะเรียกมัจฉานุลูกของหนุมานตนนี้ว่า มกรวัจ




   ในการรบครั้งที่พระรามพระลักษณ์ต้องศรพรหมาสตร์ของอินทรชิตที่แปลงกายเป็นพระอินทร์ พิเภกได้แก้พระรามฟื้นขึ้นมา แล้วบอกถึงวิธีแก้พิษศรพรหมาสตร์ คือต้องไปนำยาสมุนไพรที่เขาอาวุธ แต่ที่ยอดเขาอาวุธมีกงจักรหมุนอยู่ ให้หนุมานบอกว่า เป็นทหารพระราม จะมาเอายาไปรักษาพระลักษมณ์ กงจักรก็จะหายไป


     หนุมานเหาะไปถึงเขาอาวุธ ก็บอกว่าเป็นทหารพระราม จะมาเอาสรรพยา กงจักรจึงหายไป เทวดาที่ดูแลเขาอาวุธบอกว่า หากจะเอายาไปใช้ ก็ต้องยกภูเขาไปทั้งลูก หนุมานจึงแผลงฤทธิ์แบกเขาอาวุธยกเอาไปทั้งลูก พอถึงจุดที่พระลักษณ์ถูกศร จึงเอาภูเขาไปวางไว้ทางทิศที่อยู่เหนือลมให้ลมพัดเอาละอองยาไปถูกตัวพระลักษมณ์กับทหารวานรจนฟื้น


ภาพจาก mug.shainsingh.com

   หนุมานช่วยพระรามรบกับบรรดายักษ์ร้ายจนกระทั่งจบสงคราม พระรามปูนบำเหน็จให้ครองอโยธายา แต่หนุมานไม่ยอมรับ พระรามจึงสร้างเมืองให้ใหม่ โดยแผลงศรไปตกที่ใดก็จะสร้างเมืองที่นั้น 

   เรื่องพระรามสร้างเมืองให้หนุมานนี้ ไปๆมาๆกลายเป็นตำนานเมืองลพบุรีที่ไทยสยามได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ตำนานว่าดังนี้


ตำนานเมืองลพบุรี

  เมื่อพระรามจะสร้างเมืองให้หนุมานครอง ได้แผลงศรไปตกในที่ห่างไกล ศรมาตกยังที่แห่งหนึ่ง หนุมานเหาะตามมาดูตำแหน่งที่ศรตก ประมาณว่าคือบริเวณเมืองลพบุรีของไทยสยาม เมื่อหนุมานพบตำแหน่งศรแล้ว ก็เลยจะช่วยพระรามให้สร้างเมืองได้ง่ายขึ้น หนุมานจึงเอาหางกวาดเป็นวงเพื่อปรับหน้าดินให้เรียบ แต่ภายหลังโดนพระรามต่อว่าๆทำการเกินคำสั่ง

  เนื่องจากศรที่พระรามแผลงมาตกลงบนแผ่นดินนั้นมีฤทธิ์มาก ฤทธิ์ของศรพระรามจึงทำให้ดินสุกกลายเป็นดินขาว ที่เรียกว่า ดินสอพอง ที่ลพบุรีจึงกลายเป็นแหล่งดินสอพอง

ถ่ายภาพโดย sihawachara


 ตำนานเมืองลพบุรีอีกเรื่องหนึ่ง

  ครั้งที่พระรามรบกับท้าวกกขนาก(ท้าวอุณราช) พระรามแผลงศรจะฆ่าท้าวกกขนากอย่างไรก็ไม่ตาย ศรพระรามต้องหลุดจากอกของท้าวกกขนากทุกครั้ง จนกระทั่งพระฤๅษีโคศภบอกความลับว่า ถ้าจะปราบท้าวกกขนาก จะต้องใช้ต้นกกมาแทนลูกศร พระรามจึงเอาต้นกกยิงใส่ท้าวกกขนากเข้าที่อก ท้าวกกขนากถูกศรต้นกกจึงปลิวกระเด็นไปไกล 

ถ่ายภาพโดย sihawatchara ท้าวกกขนากต้องศรพระราม


  ท้าวกกขนากปลิวมาตกลงที่เมืองลพบุรีโดยโดนศรต้นกกตรึงไว้ในถ้ำ เท่านั้นยังไม่พอ พระรามสั่งให้ไก่แก้วคอยเฝ้าดูท้าวกกขนากว่า ถ้าศรต้นกกคลอนแคลนจะหลุดเมื่อใด ให้ไก่แก้วรีบขันให้หนุมานได้ยิน หนุมานจะเหาะมาเอาพะเนินเหล็กตอกศรให้แน่นเหมือนเดิม

   เนื่องจากหนุมานมีฤทธิ์มีกำลังมาก พอตอกศรทีไรก็แรงจนเกิดประกายไฟกระเต็นไปตกในเมืองลพบุรี ไฟจึงไหม้เมืองลพบุรีบ่อยๆ และความร้อนของสะเก็ดไฟจากการตอกศรนี้ ยังทำให้ดินเมืองลพบุรีสุกจนกลายเป็นดินสอพอง

ถ่ายภาพ sihawatchara จิตรกรรมที่วัดพระแก้ว เป็นนนทรีตอกศร ไม่ใช่หนุมาน

   แต่ศรต้นกกนี้แพ้ทางมวยให้น้ำส้มสายชู คือถ้าเอาน้ำส้มสายชูไปรดที่ศรต้นกก ศรนั้นก็จะหลุดออกมาได้

   ท้าวกกขนากมีลูกสาวชื่อนางวงพระจันทร์หรือศรีประจันต์ นางวงพระจันทร์จะช่วยพ่อ จึงพยายามหาซื้อน้ำส้มสายชูในตลาดลพบุรีมาช่วยท้าวกกขนาก แต่ประชาชนสังเกตเห็นว่านางวงพระจันทร์ไม่มีแววตา แสดงว่าต้องเป็นยักษ์แน่ๆ จึงไม่ยอมขายน้ำส้มสายชูให้ เพราะกลัวว่าจะเอาไปรดศรต้นกก เดี๋ยวศรหลุดแล้วท้าวกกขนากจะจับคนลพบุรีกินหมด

   เท่านั้นยังไม่พอ ประชาชนยังพร้อมใจกันเกลียดชังนางวงพระจันทร์ ไม่ยอมคบค้าสมาคม ไม่ขายเครื่องอุปโภคบริโภค ทำให้นางวงพระจันทร์ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส

   ปู่เจ้าเขาเขียวเป็นสหายรักของท้าวกกขนาก ได้เห็นนางวงพระจันทร์เดือดร้อนแสนสาหัส โดยมีสาเหตุมาจากความกตัญญูของนางที่มีต่อบิดา ปู่เจ้าเขาเขียวจึงสงสารเลยส่งลูกสาวให้มาช่วยเหลือนางวงพระจันทร์ ลูกสาวของปู่เจ้าเขาเขียวก็คือแม่นางกวักนั่นเอง

   แม่นางกวักนี้เป็นสาวสวยผู้มีอิทธิฤทธิ์ในทางด้านมหาโชคมหาลาภค้าขายมหานิยมมหาเสน่ห์เป็นที่สุด อิทธิฤทธิ์ที่พิเศษมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งก็คือ มหาโชคมหาลาภมหาเสน่ห์ของแม่นางกวักนี้ มีฤทธิ์แรงขนาดว่ายังเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบข้างได้ด้วย คือแม่นางกวักไปอยู่ที่ไหน คนในที่นั้นก็พลอยได้รับมหาโชคมหาลาภสักการะตามแม่นางกวักไปด้วย

   แม่นางกวักออกจากถ้ำแก้วภูเขาเพชรกูฏซึ่งเป็นที่อยู่ แล้วไปอยู่เป็นเพื่อนนางวงพระจันทร์ อิทธิฤทธิ์ของแม่นางกวักทำให้มีผู้คนแห่กันมาหาแม่นางกวัก เอาของมีค่าเพชรนิลจินดาโภชนาอาหารมาให้แม่นางกวัก และยังให้เผื่อแผ่ไปถึงนางวงพระจันทร์ด้วย ทั้งยังหายโกรธแค้นนางวงพระจันทร์อีกด้วย โดยกลับมารักใคร่นางวงพระจันทร์กันทุกๆคน

   นางวงพระจันทร์จึงเริ่มมีความสุขความยินดี และคิดได้ว่าควรจะทอผ้าจีวรไว้รอถวายพระศรีอาริยะเมตตัย เพื่อให้อานิสงส์นี้ช่วยท้าวกกขนากให้พ้นทุกข์
  


  

  เสร็จศึกกรุงลงกาแล้ว พระรามให้รางวัลโดยหนุมานได้ครองอโยธากึ่งหนึ่งแต่หนุมานไม่รับ พระรามจึงสร้างเมืองนพบุรีให้ พร้อมนางสนมอีก 5,000 นาง แต่หนุมานก็ไม่ได้ครองเมืองจริงๆจังๆเพราะชอบปลีกวิเวกไปบำเพ็ญตบะในป่า

   เรื่องราวของหนุมานยังมีต่อไปจนถึงครั้งนางสีดาน้อยใจหนีพระราม จึงเกิดการผจญภัยครั้งใหม่ เรื่องรามเกียรติ์ในช่วงหลังๆนี้คนไทยเราไม่ค่อยสันทัดกันสักเท่าไร จึงรู้บ้างไม่รู้บ้าง ประมาณว่า 13 ปีต่อมา นางสีดาหนีพระรามไปอยู่ในป่า ขณะนั้นตั้งครรภ์พอดี นางสีดาได้ไปอยู่กับพระฤๅษีวัชมฤค

   นางสีดาคลอดบุตรตั้งชื่อว่าพระมงกุฎ ต่อมาพระฤๅษีเขียนรูปแล้วลบด้วยมนต์กลายเป็นเพื่อนเล่นของพระมงกุฎชื่อพระลบ



   รามเกียรติ์ช่วงหลังนั้นพระพรตพระสัตรุตมีบทบาทบ้าง หนุมานก็ยังช่วยพระรามและน้องๆพระรามรบกับยักษ์ พร้อมทั้งตามหานางสีดาไปจนพบ พระรามได้คืนดีกับนางสีดา และอยู่ร่วมกันที่กรุงอโยธยาจนถึงวาระสุดท้ายที่พระรามเสร็จกิจบนโลกมนุษย์ ต้องกลับคืนสู่ร่างพระนารายณ์องค์จริง เป็นการจบยุคที่เรียกว่า ไตรดายุค

พระนารายณ์


   ในรามยณะ หนุมานช่วยพระรามปราบยักษ์จนราบคาบ จนกระทั่งพระรามกลับเข้าสู่ไวยกูณฐ์ไปแล้ว เป็นอันว่าสิ้นยุคนารายณ์อวตารของสมัยไตรดายุค แต่หนุมานก็ยังคงอยู่ต่อมาจนถึงสมัยทวาปรยุค ที่พระนารายณ์อวตารมาเป็นพระกฤษณะ และต่อเนื่องไปถึงช่วงสงครามมหาภารตะ

  ในมหาภารตะยุทธ หนุมานยังมีบทบาทช่วยทางฝั่งพวกปาณฑพ คราวนี้หนุมานมีน้องร่วมพ่อพระพายด้วยกันชื่อว่า ภีมะ หนุมานรับปากช่วยพี่น้องปาณฑพโดยหนุมานไปสถิตอยู่ในธงประจำรถศึกของอรชุน รถศึกของอรชุนจึงรอดปลอดภัยจากอาวุธต่างๆ

ภาพจาก scoopwhoop'com ธงหนุมานบนรถศึกของอรชุณ


   เมื่อจบมหาภารตะยุทธไปได้สักพัก พระกฤษณะจบกิจจะกลับไวยกูณฐ์ ซึ่งเป็นการจบสมัยทวาปรยุค กำลังจะต่อเนื่องเป็นกลียุค หนุมานก็ยังคงอยู่เป็นอมตะ

  หลังจากพระกฤษณะจบภาคนารายณ์อวตารแล้ว เหล่าพี่น้องปาณฑพและนางเทราปติก็ถึงคราวกลับสู่สวรรค์เช่นกัน ทั้งหมดได้แต่งตั้งให้ทายาทคือราชาปรีกสิตครองราชย์สืบต่อไป

  ความจริงแล้วกลียุคจะเริ่มตั้งแต่พระกฤษณะจบภาคอวตาร แต่กลียุคต้องเลื่อนออกไป เพราะราชาปรีกสิตทรงคุณธรรมยิ่ง ดังนั้นกาลีปุรุษซึ่งเป็นเจ้าแห่งห้วงกลียุค จึงหลอกให้ราชาปรีกสิตอนุญาตให้กลียุคอยู่ได้ในสถานที่ห้าประการ คือ

   ๑.สถานที่มีการพนัน
   ๒.สถานที่มีสุราเมรัย
   ๓.สถานที่มีการค้าขายเรือนร่าง
   ๔.สถานที่ๆไร้กฏเกณฑ์
   ๕.ทองคำ

   นับแต่นั้นมากาลีปุรุษเจ้าแห่งห้วงกลียุคก็ได้แผ่อาณาเขตกลียุค

  หนุมานของพวกเราก็ยังคงอยู่แม้ในกลียุค ซึ่งกลียุคนี้ก็คือช่วงเวลาที่ยาวนานมาถึงยุคปัจจุบันและต่อไปถึงอนาคต แต่หนุมานมีความเป็นอมตะจึงยังคงอยู่ต่อไปอีก

   ตำนานหนุมานของอินเดียว่า หนุมานจะปกป้องคุ้มครองเหล่าสาวกให้ผ่านพ้นช่วงโหดร้ายของกลียุคนี้ไปได้ ดังนั้นในอินเดียจึงมีหนุมานเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองปกปักรักษา เป็นเทพหนุมานผู้เป็นอมตะทรงอิทธิฤทธิ์มหึมา ชาวอินเดียที่เป็นสาวกของหนุมานจะบูชาหนุมานทุกวันเสาร์

   ตำนานหนุมานอินเดียว่าไว้ ผู้ใดเคารพบูชาหนุมาน จะไม่ถูกคราสพระเคราะห์ใดๆ แม้แต่คราสเคราะห์ของพระเสาร์อันร้ายแรง ก็ไม่สามารถทำอะไรผู้บูชาหนุมาน หนุมานผู้เป็นอมตะย่อมจะต้องคุ้มครองผู้บูชาหนุมานอยู่ตลอดไป แม้แต่ในห้วงกลียุคนี้ กาลีปุรุษเจ้าแห่งกลียุค ก็ยังต้องหลีกลี้ไปจากอิทธิฤทธิ์มหึมาของหนุมาน ตำรับหนุมานนับเป็นมหาวิเศษไร้เทียมทานอย่างแท้จริง



     หนุมานไทยกับหนุมานแขกนี้ออกจะต่างกันบ้าง หนุมานไทยมีเมียเยอะ แต่หนุมานแขกนั้นกลับครองตัวเป็นพรหมจรรย์ หนุมานไทยมีอาวุธเป็นตรีเพชร หนุมานแขกถือตะบองหัวฟักทองอันเบ้อเร่อ เที่ยวเอาตะบองทุบหัวยักษ์บ้างทุบพุงกะทิยักษ์บ้าง แต่ที่หนุมานไทยและหนุมานแขกมีตรงกันก็คือ ต่างภักดีต่อพระรามเป็นที่สุด

ภาพถ่ายโดย sihawatchara

   อิทธิฤทธิ์มหึมาของของหนุมานได้กลายมาเป็นอักขระเลขยันต์มนต์คาถามากมาย ทางอินเดียมี Hanuman Yantra ทางไทยเรายิ่งมีมาก เช่น คาถาหนุมานคลุกฝุ่น คาถากำลังหนุมาน ยันต์หนุมานแบบต่างๆ เครื่องรางรูปหนุมาน แม้แต่ในมวยไทยของเรายังมีท่าแม่ไม้มวยไทยเป็นชื่อหนุมานอยู่หลายท่า



ภาพจากนิตยสารลานโพธิ์

ภาพจากนิตยสารพระเกจิ

ภาพจากนิตยสารลานโพธิ์

ภาพจากนิตยสารลานโพธิ์

   วีรกรรมความกล้าหาญชาญชัยของหนุมานมีมากมาย จนประทับใจขนาดที่ทำให้คิดไปว่า วรรณคดีรามเกียรติ์ไทยนี้ พระเอกต้องเป็นหนุมาณอย่างแน่นอน












เรื่องเรียบเรียงจาก

ความทรงจำครั้งเรียนวิชาอ่านเอาเรื่อง  พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖
หนังสือ อมนุษย์นิยาย ของ ส.พลายน้อย

ภาพจากwebที่ได้แจ้งไว้ตามรูป ,ภาพจิตรกรรมฝาผนังรามเกียรติ์ วัดพระแก้ว ถ่ายภาพเอง
ภาพยันต์หนุมานจากนิตยสารลานโพธิ์,นิตยสารพระเกจิ

อนุญาตให้นำเรื่องและรูปที่ข้าพเจ้าถ่ายไว้ ให้นำไปใช้ได้



วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.๑๗ แม่นางกวัก



แม่นางกวัก  Nang Kwaw ( Goddess of fortune)


   ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้ชอบสะสมของจุกๆจิกๆของเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตามาตั้งแต่เด็กๆ รวมทั้งของแถมมากับขนมหรือบางทีเป็นของแถมจากปั๊มน้ำมัน และยังชอบของเล่นที่พระท่านแจกให้ คือตอนนั้นยังไม่รู้ว่าที่พระท่านให้มาเป็นวัตถุมงคลเพราะเรายังเด็ก แล้วก็ให้บังเอิญชอบของที่หลวงปู่หลวงพ่อต่างๆท่านให้มาเสียด้วย  แต่เป็นการชอบในแบบที่ไม่รู้ว่าเป็นของขลังหรือวัตถุมงคล ที่ชอบก็เพียงเพราะว่าเห็นว่าแปลกดี คล้ายๆทำนองของสะสมหรือ Hobby อย่างหนึ่ง

   ต่อมาพอโตขึ้นมาหน่อยก็ค่อยรู้ว่า ของที่เราเก็บๆเอาไว้เยอะแยะนั้น มีหลายอย่างที่เป็นสิ่งที่เรียกว่าวัตถุมงคลเรื่องรางของขลัง แถมยังเคยเห็นประสบการณ์อภินิหารวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ที่เกิดเรื่องอัศจรรย์กับคนรู้จักกันหลายครั้ง แม้กระทั่งยังเคยมีประสบการณ์กับตัวเองผู้เขียนหลายครั้งหลายแบบ เลยคอยเก็บวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังต่างๆตลอดมา
ภาพ sihawatchara แม่นางกวัก แกะจากไม้มะยมตายพราย

   พอคนอื่นรู้ว่าเก็บวัตถุมงคลมากๆก็ต้องมีคนมาขอ ก็จำเป็นที่ต้องให้ไปทั้งแบบเต็มใจและหลายครั้งก็ต้องจำใจให้ สำหรับคนที่ผู้เขียนเต็มใจมอบให้นั้น ก็ไม่นึกเสียดายอะไรเพราะเราเต็มใจพอใจที่จะให้ไว้เป็นที่ระลึก แต่ไอ้ที่จำใจให้นี้มันแสบทรวงจริงๆ พอมาถึงปัจจุบันนี้นึกเสียดายที่มอบของให้พวกที่แสบๆที่มาบังคับขอ หรือมาขอในสภาวะที่เราปฏิเสธไม่ได้ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังที่ดีๆมีราคาเลยสูญไปกับคนประเภทหลังนี้มาก  
   ครั้งหนึ่งในตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กเคยได้รับวัตถุมงคลที่ดูสะดุดตาจากพระอาจารย์อาวุโสรูปหนึ่ง คือ หลวงพ่อถิรวัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี ตอนนั้นก็งงๆว่าแบบนี้ใช่จะพระเครื่องหรือ เพราะเป็นดินเผาลักษณะสี่เหลี่ยมเล็กๆทำเป็นเป็นรูปผู้หญิงนั่ง ผู้เขียนงุนงงมากว่าหลวงพ่อถิรให้พระเครื่องอะไรเรามา พระเป็นผู้หญิงได้ด้วยหรือ เพราะตอนนั้นยังเด็กรู้จักแต่วัตถุมงคลแบบที่เป็นพระและเหรียญเท่านั้น
sihawatchara แม่นางกวัก ด้านข้าง

   ในครั้งนั้นหลวงพ่อถิรท่านให้พระมาเป็นถุงเล็กๆ มีพระเนื้อดินองค์เล็กหลายองค์ ที่ผู้เขียนฉงนสนเท่ห์ก็ที่พระองค์หนึ่งเป็นรูปผู้หญิงห่มสไบนั่งพับเพียบ มือข้างหนึ่งยกขึ้นสูงเหมือนจะขว้างอะไรสักอย่าง หรือเหมือนชี้นิ้ว ตอนนั้นสงสัยมากว่าหลวงพ่อถิรท่านให้อะไรเรามากันนี่
   มารดาของผู้เขียนเห็นพระองค์นี้แล้วก็บอกว่า นี่คือพระเครื่องรูปแม่นางกวัก มีโชคมีลาภเมตตามหานิยมดี แล้วที่ยกมือเหมือนขว้างหรือชี้นิ้วนั้น ที่แท้เป็นลักษณะอาการที่กำลังกวักมือนั่นเอง ผู้เขียนจึงรู้จักวัตถุมงคลแม่นางกวักตั้งแต่บัดนั้น 
   
แม่นางกวักเนื้อดินเผา

   หลังจากนั้นก็ได้รับวัตถุมงคลแม่นางกวักจากพระอาจารย์หลายท่าน เช่น หลวงพ่อถิรวัดป่าเลไลยก์ หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว หลวงพ่อเต๋คงทองวัดสามง่าม หลวงพ่อเคนถ้ำเขาอีโต้ หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือหลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช หลวงพ่อแพวัดพิกุลทอง หลวงพ่อครื้นวัดสังโฆ หลวงพ่อทาบวัดกระบกขึ้นผึ้ง หลวงพ่อทองวัดก้อนแก้ว พ่อท่านแก่นวัดทุ่งหล่อ หลวงพ่อบุญเทียมวัดลาดหลุมแก้ว หลวงพ่อเพิ่ม และ หลวงพ่อผ่อง วัดสามปลื้ม หลวงพ่อนวลวัดโพธิ์บางระมาด หลวงพ่อจันทร์วัดโฉลกหลำ หลวงปูเกลี้ยงวัดสุทัศนฯ และอีกหลายหลวงพ่อที่ท่านมีแม่นางกวัก ได้เก็บรักษาเอาไว้เป็นจำนวนหลายชิ้นมากโขอยู่

   ต่อมาภายหลังพอคนรู้ว่าชอบเก็บวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ก็มาขอฟรีๆขอไปเรื่อยๆจนของเหลือน้อยเต็มที รู้สึกว่าในชีวิตของข้าพเจ้านี้เจอพวกขี้ขอมากจนเกินไปแล้ว คนที่มาขอพระไปเพราะนับถือหรืออาราธนาติดตัวนั้น ข้าพเจ้าเต็มใจมอบให้ แต่มันแย่ตรงที่มีพวกเล่นพระแต่ไม่ชอบเสียเงินเช่าพระ ซึ่งเป็นพวกรุ่นพี่บ้างหัวหน้างานบ้าง พวกนี้ แมร่ง..เกิดมาขอโดยตรง และ แมร่ง..โคตะระเหรี้ยเลย (ไม่ได้หยาบคายนะครับ เพราะไม่ได้ใช้คำว่า เหี้ย) ขอบอก ยังเจ็บใจจนถึงบัดนี้ (โอโฮ..ของขึ้นเลยครับท่านผู้อ่าน...)


แม่นางกวักด้านหลัง


   เครื่องรางรูปแม่นางกวักเป็นเครื่องรางสไตล์สุวรรณภูมิ เป็นเรื่องที่อิงคติความเชื่อดั้งเดิมของภูมิภาคแถบนี้ที่นับถือผีที่มีฤทธิ์ นับถือสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ สิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาตินี้ตามคติดั้งเดิมของชาวสุวรรณภูมิมักเรียกว่า ผี แต่คำว่าผีของชาวสุวรรณภูมิในสมัยโบราณมีความหมายต่างจากยุคปัจจุบันไม่น้อย
   คำว่าผีในสมัยโบราณมิได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นภูติผีปีศาจที่ดุร้ายเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงผีดีผู้มีศักดิ์ที่เรียกกันว่าเทวดาด้วย คำว่าผีของชาวสุวรรณภูมิในสมัยโบราณจึงมีเทวดารวมอยู่ โบราณเรียกผีดีนี้ว่าผีฟ้าหรือแถน จัดเป็นผีดีที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ และแม่นางกวักนี้จัดว่าเป็นผีดีที่มีศักดิ์ นับเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง ที่สำคัญคือเป็นเทพธิดาที่มีคุณวิเศษทางมหาโชคมหาลาภเมตตามหานิยม
ตำรับแม่นางกวักเป็นวิทยาคมที่ยอดเยี่ยมทางด้านมหาโชคมหาลาภค้าขายมหานิยม นับเป็นของวิเศษได้อย่างหนึ่ง ตามตำนานแม่นางกวักมีการกล่าวย้อนไปถึงวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์แบบไทยๆด้วย ซึ่งน่าที่จะเป็นการรวมคติความเชื่อพื้นบ้านเข้ากับรามเกียรติ์ในภายหลัง


ภาพsihawatchara รูปหล่อแม่นางกวักแบบโลหะ ตั้งบูชาบนหิ้งพระ

ตำนานแม่นางกวัก
   ครั้งที่พระรามรบกับพญายักษ์ชื่อท้าวอุณาราชหรือท้าวกกขนาก พระรามจะแผลงศรฆ่าท้าวอุณาราชอย่างไรก็ไม่ตาย เพราะศรจะหลุดออกจากตัวท้าวอุณาราชทุกครั้ง จนกระทั่งได้ทราบความลับจากพระฤๅษีโคศภว่า ถ้าจะปราบท้าวอุณาราชนี้ จะต้องใช้ต้นกกมาแทนลูกศร พระรามจึงเอาต้นกกยิงใส่ท้าวอุณาราชเข้าที่อก ท้าวอุณาราชโดนศรต้นกกเลยปลิวกระเด็นไปไกล ไกลขนาดว่ามาตกลงที่ลพบุรี ศรศรต้นกกนี้ตรึงพญายักษ์ไว้ในถ้ำ เท่านั้นยังไม่พอ พระรามสั่งให้ไก่แก้วคอยเฝ้าดูว่า ถ้าศรต้นกกคลอนแคลนจะหลุดเมื่อใด ให้ไก่แก้วรีบขันให้หนุมานได้ยิน หนุมานจะเหาะมาเอาพะเนินเหล็กตอกศรต้นกกให้แน่นเหมือนเดิม
   ตำนานยังว่า หนุมานมีฤทธิ์มีกำลังมาก พอตอกศรทีไรก็แรงจนเกิดประกายไฟกระเต็นไปตกในเมืองลพบุรี ไฟจึงไหม้เมืองลพบุรีบ่อยๆ และความร้อนของสะเก็ดไฟจากการตอกศรนี้ ยังทำให้ดินเมืองลพบุรีสุกจนกลายเป็นดินสอพอง
   ศรต้นกกที่ใช้ยิงท้าวอุณาราชนี้ ก็คือต้นกกขนาก จึงเรียกท้าวอุณาราชว่าท้าวกกขนาก สำหรับศรต้นกกนี้ยังมีความลับสำคัญคือ ถ้าศรต้นกกโดนน้ำส้มสายชู ศรต้นกกขนากก็จะหลุดออกมา

พระรามแผลงศรใส่ท้าวอุณาราช
  
   ท้าวกกขนากมีลูกสาวชื่อนางวงพระจันทร์หรือศรีประจันต์ นางวงพระจันทร์พยายามหาซื้อน้ำส้มสายชูในตลาดลพบุรีมารดลูกศรที่ปักตรึงท้าวกกขนาก แต่เพราะว่านางวงพระจันทร์เป็นยักษ์ จึงไม่มีแววตา พอนางวงพระจันทรมาหาซื้อน้ำส้มสายชู คนทั้งหลายสังเกตเห็นว่า นางวงพระจันทร์ไม่มีแววตา จึงไม่ยอมขายน้ำส้มสายชูให้ เพราะกลัวว่าจะเอาไปรดศรต้นกก เดี๋ยวศรหลุดแล้วท้าวกกขนากจะจับคนลพบุรีกินหมด
   คนทั้งหลายต่างคอยเฝ้าสังเกตนางวงพระจันทร์ เมื่อพบนางวงพระจันทร์เมื่อไร ก็พร้อมใจกันขับไล่เกลียดชังนางวงพระจันทร์ ไม่ยอมคบค้าสมาคม ไม่ให้เครื่องอุปโภคบริโภค ทำให้นางวงพระจันทร์ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส
   ปู่เจ้าเขาเขียวผู้มีฤทธิ์เป็นสหายรักของท้าวกกขนาก ได้เห็นนางวงพระจันทร์เดือดร้อนแสนสาหัส โดยมีสาเหตุมาจากความกตัญญูของนางที่มีต่อบิดา ปู่เจ้าเขาเขียวจึงสงสารเลยส่งลูกสาวให้มาช่วยเหลือนางวงพระจันทร์ ลูกสาวของปู่เจ้าเขาเขียวก็คือแม่นางกวักนั่นเอง


 ภาพ sihawatchara ยันต์แม่นางกวักนั่งพลับพลา จากหนังสือพระเกจิ

   แม่นางกวักนี้เป็นสาวสวยผู้มีอิทธิฤทธิ์ในทางด้านมหาโชคมหาลาภค้าขายมหานิยมมหาเสน่ห์เป็นที่สุด อิทธิฤทธิ์ของแม่นางกวักที่พิเศษมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งก็คือ มหาโชคมหาลาภมหาเสน่ห์ของแม่นางกวักนี้ มีฤทธิ์แรงขนาดว่ายังเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบข้างได้ด้วย คือแม่นางกวักไปอยู่ที่ไหน คนในที่นั้นก็พลอยได้รับความมีมหาโชคมหาลาภมหานิยมมหาเสน่ห์ตามแม่นางกวักไปด้วย
   แม่นางกวักออกจากถ้ำแก้วภูเขาเพชรกูฏซึ่งเป็นที่อยู่ แล้วไปอยู่เป็นเพื่อนนางวงพระจันทร์ อิทธิฤทธิ์ของแม่นางกวักทำให้มีผู้คนแห่กันมาหาแม่นางกวัก เอาของมีค่าเพชรนิลจินดาโภชนาอาหารมาให้แม่นางกวักอย่างมากมาย และยังให้เผื่อแผ่ไปถึงนางวงพระจันทร์ ทั้งยังหายโกรธแค้นนางวงพระจันทร์อีกด้วย คนทั้งหลายกลับมารักใคร่เมตตานางวงพระจันทร์
   นางวงพระจันทร์จึงเริ่มมีความสุขความยินดี และคิดได้ว่าถ้าศรต้นกกหลุดออกมา เดี๋ยวท้าวกกขนากจะจับคนกินเสียหมด นางวงพระจันทร์จึงหาวิธีอื่นช่วยท้าวกกขนาก ได้เห็นว่าควรจะทอผ้าจีวรไว้รอถวายพระศรีอาริยะเมตตัย เพื่อให้อานิสงส์นี้ช่วยท้าวกกขนากให้พ้นทุกข์

   คุณวิเศษทางมหาโชคมหาลาภหานิยมอันอัศจรรย์ของแม่นางกวักเลื่องลือสืบเนื่องต่อกันมานับแต่ครั้งนั้น
 ภาพ sihawatchara แม่นางกวักของหลวงพ่อปั้นวัดพิกุลโสคัณ

      ปรมาจารย์สมัยโบราณท่านอาศัยฤทธิ์อันอัศจรรย์ทางมหาโชคมหาลาภมหานิยมมหาเสน่ห์ของแม่นางกวัก กำหนดเป็นวิทยาคมตำรับแม่นางกวัก มีทั้งวัตถุมงคลเครื่องรางรูปแม่นางกวัก รูปยันต์ มนต์คาถาแม่นางกวัก ปรากฏอิทธิปาฏิหาริย์ทางมหาโชคมหาลาภมหานิยมเป็นอย่างยิ่ง โบราณท่านถือว่าแม่นางกวักเป็นสุดยอดทางมหาโชคมหาลาภเจรจาค้าขายร่ำรวยเจริญรุ่งเรืองยิ่ง มักปรากฏบ่อยๆว่า ผู้ที่มีวัตถุมงคลเครื่องรางแม่นางกวัก มักจะมีโชคมีลาภอยู่เนืองๆ จะค้าขายก็ซื้อง่ายขายคล่องร่ำรวยเจริญรุ่งเรือง จะเจรจาติดต่องานก็ราบรื่น ไปไหนมาไหนก็มีแต่ผู้คนนิยมรักใคร่

 ภาพ sihawatcharaแม่นางกวักของหลวงพ่อผึ่งวัดสว่างอารมณ์

   พระอาจารย์ที่เสกปลุกวัตถุมงคลแม่นางกวัดได้ขลังๆสมัยก่อนนั้นมีมาก จะสังเกตได้ว่ามีมากกว่ายุคนี้อย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้ข้าพเจ้าผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่า ที่สมัยนี้พระอาจารย์รุ่นใหม่ๆไม่ค่อยมีท่านผู้ใดสนใจสร้างเครื่องรางแม่นางกวัก น่าจะมีสาเหตุมาจากสองประการ คือ
   1.พระอาจารย์ยุคก่อนนั้นปกติจะค่อนข้างหวงวิชา และไม่ชอบที่จะอวดตัวว่ามีวิชานั้นวิชานี้ ไปๆมาๆเลยไม่ได้ถ่ายทอดหลายๆวิชาให้ใคร ยิ่งวิทยาคมในแบบนี้เข้าทำนองว่าทำคุณไสย ก็ยิ่งไม่อยากถ่ายทอดให้ศิษย์
   ข้าพเจ้าเคยเปิดดูตำราของหลวงพ่อพระอาจารย์ เปิดไปเจอตำรับแม่นางกวักก็ชอบใจ พอนั่งอ่านๆไปก็สะดุดตากับตำรับแม่นางกวักของหลวงพ่อ คือเห็นกระดาษมีรอยแหว่งอยู่ช่วงหนึ่ง พอพิจารณาแล้วไม่ใช่รอยปลวกมากินกระดาษ แต่เป็นรอยเจาะกระดาษเลาะไปตามแถวของตัวหนังสือ เป็นการเจาะกระดาษอย่างจงใจชัดๆว่า ต้องการฉีกเลาะเอาข้อความในสมุดข่อยช่วงนี้ออกไป พอกราบเรียนสอบถามหลวงพ่อถึงเรื่องนี้ ท่านบอกว่าตรงนี้ฉีกทิ้งไปเพราะคาถาวิธีใช้ของตำรับแม่นางกวักท่อนนี้ใช้ทางสะกดจิตแรงเกินไป ให้เรียนแค่ที่เห็นก็ดีมากแล้ว


ภาพ sihawatchara แม่นางกวักหลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักหลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว

   2.พระอาจารย์ยุคก่อนนั้นท่านได้สร้างวัตถุมงคลแม่นางกวักไว้มาก จนกระทั่งท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีเหลือพอที่จะแจกมาได้อีกนาน เนื่องจากวัตถุมงคลแม่นางกวักยังเหลือ จึงยังไม่ได้ถ่ายทอดตำรับแม่นางกวักให้ใคร และศิษย์เองนึกลำเอียงไปว่าแม่นางวักเป็นรูปผู้หญิง ดูแล้วไม่เห็นว่าจะน่าเกรงขามเท่าพวกยันต์ที่เป็นสิงสาราสัตว์ เลยนึกเฉยๆกับตำรับแม่นางกวัก โดยหารู้ไม่ว่าตำรับแม่นางกวักนี้เป็นของวิเศษชั้นยอดอย่างหนึ่ง ต่อมาเรื่องตำรับแม่นางกวักของสำนักจึงสูญหายไป


 ภาพ sihawatchara แม่นางกวักเนื้อดินเผา

   สาเหตุทั้งสองประการนี้เป็นความเห็นของข้าพเจ้าเอง โดยสังเกตจากการที่ได้เคยเดินทางไปทั่วประเทศนานหลายสิบปี ได้แวะกราบนมัสการหลวงปู่หลวงพ่อต่างๆ ได้สนทนากับท่านถึงเรื่องสัพเพเหระ และแน่นอนว่าต้องมีเรื่องตำรับแม่นางกวักรวมอยู่ด้วย หลวงปู่หลวงพ่อหลายรูปได้ปรารภกับข้าพเจ้าว่า ตำรับแม่นางกวักนี้ดีมากๆเอาไว้ช่วยคนให้ค้าขายเจริญๆร่ำรวย แต่ไม่มีศิษย์สนใจที่จะเรียนกันสักเท่าไร เพราะมัวแต่ไปสนใจเรื่องอื่นเสียมาก บางหลวงพ่อก็เล่าว่า ตำรับแม่นางกวักคนที่จะเรียนต้องมีใจอ่อนโยนอิ่มเอิบถึงจะดี คนใจกระด้างเรียนได้ยาก เลยไม่ได้ถ่ายทอดไว้ให้ใคร
   จากข้อสังเกตดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงอนุมานเอาเองว่า ที่ตำรับแม่นางกวักในปัจจุบันค่อยๆหายไปนั้น สาเหตุสองข้อนี้น่าจะมีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อย
 
ภาพ sihawatchara แม่นางกวักของหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ

    จากการที่ข้าพเจ้าผู้เขียนได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งพเนจรไปทั่วประเทศอยู่เป็นสิบๆปี ได้พบเห็นวัตถุมงคลแม่นางกวักทั่วทุกภาคของประเทศ แต่สังเกตเห็นว่ามักจะเป็นรูปแม่นางกวักของพระอาจารย์ที่มีอายุมากๆท่านสร้างเอาไว้ หรือพบวัตถุมงคลแม่นางกวักตกค้างมาจากหลวงปู่หลวงพ่อรุ่นก่อนที่มรณภาพไปแล้ว แต่ท่านเจ้าอาวาสรุ่นใหม่ๆหนุ่มๆไม่ได้สนใจสร้าง เนื่องจากมุ่งไปในทางเป็นพระนักพัฒนาหรือปริยัติ ถ้าที่วัดยังมีวัตถุมงคลแม่นางกวักก็เป็นของที่พระอาจารย์รุ่นก่อนทำไว้ ถ้ามีคนทำบุญหรือแจกวัตถุมงคลแม่นางกวักไปจนหมดแล้วก็คงหมดไปเลย

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักของหลวงพ่อจันทร์วัดโฉลกหลำ

วัตถุมงคลเครื่องรางแม่นางกวักในประเทศไทย
   วัตถุมงคลเครื่องรางแม่นางกวักมีหลายแบบ มีทั้งที่เป็นรูปยันต์แม่นางกวักแบบต่างๆ แม่นางกวักแบบพระเครื่อง แม่นางกวักแบบตั้งบูชา แม้กระทั่งไม่มีรูปแม่นางกวักก็ใช้มนต์แม่นางกวัก แม้แต่ว่านก็ยังมีว่านที่เรียกว่าว่านนางกวัก
   รูปจำลองแม่นางกวักขนาดตั้งบูชา มีทั้งแบบดินปั้น แกะด้วยไม้มงคล หล่อโลหะ และรูปวาดขนาดใหญ่ รูปแม่นางกวักยุคก่อนนั้น บางทีวาดและลงสีมาอย่างสวยงาม

ภาพ sihawatchara แม่นางกวัก แกะจากไม้มะยมตายพราย

   ถ้าเป็นแบบพระเครื่องรูปแม่นางกวัก สมัยโบราณนิยมสร้างกันเป็นเนื้อดินเผา เนื้อดินดิบ เนื้อผง เนื้อว่านถ้าทำเป็นแม่นางกวักเนื้อโลหะก็มักจะพบแบบเนื้อชิน มีทั้งชินตะกั่ว ชินเงิน มีบ้างที่ทำเป็นรูปหล่อเนื้อสำริดหรือทองเหลืององค์เล็ก แม้แต่ทำเป็นแหวนก็ยังมี

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักเนื้อผงหลวงพ่อนวลวัดโพธิ์บางระมาด

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักหลวงพ่อนวลวัดโพธิ์บางระมาด


ภาพ sihawatchara ด้านข้างของแหวนเป็นรูปแม่นางกวัก
  ภาพ sihawatchara เหรียญแม่นางกวัก

   แม่นางกวักเนื้อดินบางตำราก็ให้เอาดินขุยปู ดินโป่ง ดินป่าช้า ผงว่าน เอามาทำเป็นรูปแม่นางกวัก

แม่นางกวักเนื้อดิน

แม่นางกวักเนื้อดิน

   บางทีก็เอางาช้างมาแกะเป็นรูปแม่นางกวักองค์เล็กๆ มีทั้งแกะเป็นภาพนูนต่ำและแกะแบบลอยองค์ แม่นางกวักแบบที่ทำด้วยงาช้างนั้น ที่มีราคาแพงๆและหายากมากๆ จะเป็นแบบที่แกะด้วยงาช้างกำจัดและงาช้างกำจาย ซึ่งหางาช้างแบบนี้ยากมากๆ
   งาช้างกำจัดหรืองาจำกัด คือ งาช้างที่ช้างลับคมงากับต้นไม้ โดยเอางาแทงต้นไม้ซ้ำๆกัน แล้วปลายงาช้างเกิดหักคาติดต้นไม้ ถือว่าเป็นของอาถรรพ์ชนิดหนึ่ง
   งาช้างกำจายเป็นทำนองเดียวกับงากำจัด แต่เป็นปลายงาช้างที่แทงต้นไม้แล้วปลายงาช้างหักหล่นลงพื้น บางคติก็ว่าเศษงาช้างที่เกิดจากช้างประลองงากันแล้วมีเศษงาหักหล่นลงมา แบบนี้ก็เป็นงากำจายแบบหนึ่ง

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักองค์เล็กจิ๋วแะจากงาช้าง

  นอกจากงาช้างแล้ว ยังมีการเอาเขี้ยวสัตว์เขาสัตว์มาแกะเป็นรูปแม่นางกวักอักด้วย ที่เป็นเขี้ยวก็มี เขี้ยวเสอ เขี้ยวหมี เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหรือฟันจระเข้ ส่วนที่เป็นเขาสัตว์เท่าที่พบจะนิยมใช้เขากวางหล่นและเขาควายเผือก เขากวางหล่นคือเขากวางนี่แหละ ที่เรียกเขากวางหล่นเคยได้ยินมา 4 คติ คือ
  1. เขากวางที่มีอายุมาก แก่ชราเสียจนเขาหลุดออกมาเอง รวมทั้งเขากวางที่กวางสะบัดให้ส่วนที่เป็นเขาหลุด เพราะจะเกิดเขาใหม่งอกขึ้นมาแทน
  2. เขากวางตัวที่แก่ตายไปเอง แล้วส่วนที่เป็นเขาหลุดออกมา
  3. เขากวางที่กวางขวิดกันจนมีส่วนของเขาแตกหักหล่นลงมา 
  4. เขากวางส่วนที่หักตอนกวางลับเขากับต้นไม้ บางท่านว่ามีลับเขากับโขดหินด้วย
   ยังมีรูปแม่นางกวักที่ใช้วัสดุจากช้างมาทำอีกแบบหนึ่ง แบบนี้มีน้อยกว่าแบบงาช้างมาก เพราะจะเป็นแม่นางกวักที่ทำจากปลายงวงช้าง รูปแม่นางกวักแบบนี้ถ้าเป็นของเก่าจะสังเกตได้ยาก เพราะร่องรอยรูปแม่นางกวักจะเลือนๆไปได้ง่าย แบบนี้ใช้ปลายงวงช้างตรงที่เป็นจะงอย เอามาตากแล้วตอกลายให้เป็นรูปแม่นางกวัก รูปแม่นางกวักแบบจะงอยงวงช้างนี้จะสูญหายไปได้ง่าย เพราะพอนานไปก็จะแห้งและผิดรูป พอตกทอดถึงรุ่นลูกหลานแล้วบางทีดูไม่ออกว่าเป็นอะไร นึกว่าเป้นเศษหนังอะไรแห้งๆเลยทิ้งขว้างไป

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักองค์เล็กจิ๋วแะจากงาช้าง
   นอกจากนี้ยังมีรูปแม่นางกวักที่แกะจากเขี้ยวสัตว์เขาสัตว์ แม่นางกวักแบบที่เป็นเขี้ยวเสือนั้น แรกๆก็แปลกใจว่าเขี้ยวเสือนี้มันเน้นทางบู๊มหาอำนาจมากกว่า แล้วทำไมจึงเอามาทำเป็นแม่นางกวัก แต่เรื่องเขี้ยวเสือดุๆนี้หลวงพ่อปานวัดบางเหี้ยท่านเคยบอกศิษย์ว่า เสือนั้นถึงจะดุน่ากลัวน่าเกรงขาม แต่ใครๆก็อยากเห็นเสือด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นเสือจึงมีมหานิยมรวมอยู่ด้วย
   ถ้าเป็นรูปแม่นางกวักที่แกะจากเขาสัตว์ เคยพบมาทั้ง เขากระทิง เขาควายเผือก เขากวาง แต่แม่นางกวักที่แกะจากงาช้างจะพบมากที่สุด สาเหตุก็ง่ายๆแบบกำปั้นทุบดินคือ งาช้างใหญ่กว่าอย่างเทียบไม่ได้ จึงนำงาช้างมาใช้เป็นวัสดุแกะเป็นแม่นางกวัก แค่เศษงาช้างก็แกะรูปแม่นางกวักได้ตั้งมากแล้ว
   ถ้าเป็นเขาสัตว์จะนิยมเขาสัตว์ในสองลักษณะ คือเขาสัตว์แบบที่สัตว์ตัวนั้นโดนฟ้าผ่า เช่น เขาควายเผือกที่โดนฟ้าผ่าตาย และเขาสัตว์แบบที่สัตว์ตัวนั้นตายเองตามอายุขัย เช่นเขากวางหล่น คือ กวางแก่มากจนใกล้ตายแล้วเขากวางหลุดออกมาเอง หรือตายแล้วเขากวางถึงหลุด

ภาพ sihawatchara แม่นางกวักองค์เล็กจิ๋วแะจากงาช้าง
ข้าพเจ้าเคยเอาโคนเขากวางที่เรียกว่าเขากวางหล่นไปจ้างช่างแกะรูปแม่นางกวัก ไปๆมาๆช่างเห็นว่าเป็นเขากวางหล่นของจริง เลยทำเฉไฉไม่ส่งมอบงาน สุดท้ายก็เบี้ยวไม่ยอมคืนเขากวางให้
   เรื่องที่นิยมใช้พวกเขี้ยว งา เขาสัตว์ นำมาแกะเป็นรูปแม่นางกวักนั้น บางคติก็ว่าเพื่อจะเน้นอาถรรพ์ทางด้านคุ้มครองป้องกันให้มากขึ้น เพราะวิทยาคมแม่นางกวักเป็นของวิเศษทางเย็นๆ จึงอยากได้อาถรรพ์ทางร้อนๆบู๊ๆเพิ่มเข้าไปอีก ยิ่งถ้าได้เป็นพวกคดหรือของทนสิทธิ์กายสิทธิ์ต่างๆแล้วยิ่งดี แต่จะหาได้ยาก
   วัตถุมงคลแม่นางกวักยังมีแบบที่ทำเป็นผ้ายันต์ มีทั้งขนาดเล็กๆ ขนาดเท่าผ้าเช็ดหน้า และขนาดใหญ่แบบแขวนบูชา รูปยันต์แม่นางกวักมีหลายแบบ บางตำราให้เอาผ้าแช่น้ำว่านแล้วตากให้ผ้าแห้งก่อน จากนั้นค่อยลงยันต์แม่นางกวัก บางตำราก็ให้เอาผ้าในงานมงคลมาทำเป็นผ้ายันต์แม่นางกวัก

ผ้ายันต์แม่นางกวักของหลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม 

   แม่นางกวักแบบที่นิยมกันมากในสมัยก่อนอีกแบบหนึ่ง ก็คือแม่นางกวักองค์เล็กๆที่ใส่ไว้ในตลับสีผึ้ง ซึ่งมีทั้งที่ใส่แม่นางกวักเอาไว้อย่างเดียว กับแบบที่มีวัตถุมงคลอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย แม่นางกวักแบบนี้ไม่ค่อยพบใครสร้างในสมัยนี้ เพราะเลิกใช้สีผึ้งสีปากกันเสียแล้ว

ภาพ sihawatchara ตลับสีผึ้งหลวงพ่อเต๋วัดสามง่าม

   คุณวิเศษของวัตถุมงคลเครื่องรางแม่นางกวักนั้น เริ่มแรกเลยไม่ต้องไปดูไปพิสูจน์อะไรให้ไกล แค่เอารูปแม่นางกวักให้ใครที่ไหนดูก็ได้ ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้จักแม่นางกวัก รับรองได้เลยว่าถ้าถามว่าวัตถุมงคลชิ้นนี้น่าที่จะดีทางด้านไหน รับรองได้ว่าจะไม่มีใครบอกว่าเป็นของคงกระพันหนังเหนียว มีแต่ที่ทุกๆคนที่เห็นวัตถุมงคลแม่นางกวัก ต่างจะต้องบอกว่าต้องดีทางเมตตามหานิยมมหาโชคลาภด้วยกันทั้งนั้น

ภาพ sihawatchara เหรียญแม่นางกวักหลวงพ่อเต๋วัดสามง่าม

   อานุภาพที่เป็นมหานิยมมหาวิเศษสุดๆคือ มีอำนาจจูงจิตผู้คนให้นิยมให้เข้ามาหานำลาภมาให้ เรื่องนี้สังเกตง่ายๆจากร้านอาหารร้านขายของที่อยู่ใกล้ๆกัน มักจะเห็นว่ามีคนเข้าร้านหนึ่งแน่น แต่ร้านข้างๆกลับเงียบเหงา พอสังเกตดูดีๆจะเห็นว่าร้านที่มีรูปแม่นางกวักตั้งบูชานั้น จะเป็นร้านที่มีคนเข้ามากกว่า แต่ถ้ามีแม่นางกวักทั้งสองร้าน แบบนี้ต้องว่าแม่นางกวักของใครแรงกว่ากันแล้ว

ภาพจากหนังสือลานโพธิ์ ยันต์แม่นางกวัก

   ข้าพเจ้าเองมักจะสังเกตเรื่องร้านค้าร้านอาหารอยู่บ่อยๆ เคยพบกับความแปลกใจอยู่บ่อยครั้งว่า ร้านที่เรามานั่งรับประทานอาหารหรือซื้อของนี้ ร้านก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไร อาหารก็ธรรมดาๆ แม่ค้าไม่สวยแถมยังแก่อีกต่างหาก แต่คนเข้าร้านกันเยอะ พอดูดีๆจะเห็นรูปแม่นางกวักตั้งบูชาไว้ และรูปแม่นางกวักก็จะดูมีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด
   หลายๆครั้งเห็นคนยืนพิจารณาหน้าร้านที่ดูดี โดยที่ทั้งสองร้านมีฝีมือพอๆกันร้านหนึ่งมีแม่ค้าสวยและโชว์เนินอกอันอวบอิ่มขาวผ่อง ไปๆมาๆพอจะเข้าไปซื้อของหรือรับประทานอาหาร ดันเปลี่ยนใจไปเข้าร้านป้าแก่ๆเหี่ยวๆ แต่ป้ามีแม่นางกวักตั้งบูชา แบบนี้ไม่เรียกว่าร้านคุณป้ามีมหานิยมมหาลาภแม่นางกวัก ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว


   คุณวิเศษของแม่นางกวักนอกจากจะดีทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์มหาโชคมหาลาภ ยังมีคุณวิเศษทางคุ้มครองป้องกันภัยด้วย แต่ไม่ได้แสดงผลทางด้านปะทะกันตรงๆแบบอยู่ยงคงกระพันโดยตรงนัก มักจะแสดงผลทางด้านแคล้วคลาดเตือนภัยมากกว่า หรือไปไหนมาไหนปลอดภัย เช่นจะเข้าร้านนี้แล้วเปลี่ยนใจไปเข้าร้านอื่น แล้วปรากฏว่าร้านที่ตอนแรกจะเข้าแล้วไม่ได้เข้า เกิดมีคนทะเลาะยกพวกตีกัน
   ผู้ที่บูชาแม่นางกวักหลายๆคนเคยมีประสบการณ์แม่นางกวักเตือนภัย เช่น นอนหลับแล้วรู้สึกเหมือนมีเสียงผู้หญิงมาเรียกให้ตื่น แล้วรู้สึกว่าต้องเดินไปดูที่ห้องนั่งเล่น ปรากฏว่าพอไปดูก็พบว่าได้กลิ่นเหม็นไหม้ พอค้นดูก็พบว่าปลั๊กไฟกำลังสปาร์ค
ภาพ sihawatchara เหรียญแม่นางกวัก

   หลายท่านรู้สึกคล้ายๆเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบโบราณ และเหมือนดลใจให้ไปดูตรงที่จอดรถ ปรากฏว่ามีคนวิ่งหนีไป คือกำลังจะโดนขโมยรถนั่นเอง และในรถมีแม่นางกวักเก็บไว้
   หลายๆท่านเจอแม่นางกวักแผ่บารมีมาเรียกให้เข้าร้านเอาดื้อๆ แบบนี้สังเกตได้ง่ายๆตรงที่ ขณะกำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร้านนี้ดีไหม พอมองเห็นรูปแม่นางกวักท่านนั่งยิ้มกวักมืออยู่บนหิ้งพระเท่านั้น ก็เดินเข้าร้านไปอย่างง่ายๆ
   ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้เคยเจอคุณวิเศษทางเตือนภัยของแม่นางกวักด้วยเหมือนกัน คือ นอนเล่นอ่านหนังสือไปเพลินๆแล้วเผลอหลับไป แต่แล้วอยู่ๆก็กอดอกไปโดนรูปแม่นางกวักที่เลี่ยมแล้วเหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อ ใจที่เคลิ้มๆจะหลับลึกก็นึกประหวัดไปถึงแม่นางกวักตรงกระเป๋าเสื้อ แล้วสะดุ้งตื่นลุกเดินไปในครัว ปรากฎว่าข้าพเจ้าลืมไปว่าได้อุ่นอาหารบนเตาแก๊สทิ้งไว้ ก๋วยเตี๋ยวน้ำกลายเป็นแห้งสนิทกำลังไหม้ และที่หัวเตาอีกหัวหนึ่ง(เตาแก๊สแบบสี่หัวเตา) มีผ้าขนหนูที่ลืมหยิบออกจากหูกาต้มน้ำ ผ้าผืนนี้หล่นอยู่บนหัวเตาที่ติดกับเตาที่กำลังจะไหม้ จึงแก้ไขเหตุอันตรายได้ทัน ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวมีพระเครื่องแม่นางกวักติดกระเป๋าเสื้อเพียงองค์เดียว เพราะถอดสร้อยพระออกไปแขวนไว้แล้ว

sihawatchara แม่นางกวักของหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ

   แม่นางกวักทุกแบบมีคุณวิเศษทางด้านมหาโชคมหาลาภมหาเสน่ห์เด่นล้ำมาก เป็นวัตถุมงคลที่เป็นรูปเทพธิดาสวยงามอ่อนหวาน มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร คือ แม่นางกวักจะต้องยกมือขึ้นกวักอยู่ข้างหนึ่งเสมอ วัตถุมงคลแม่นางกวักเป็นวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังในรูปแบบสตรีเพศ ซึ่งวัตถุมงคลในรูปแบบผู้หญิงนี้มีเพียงไม่กี่อย่าง แต่แม่นางกวักได้รับความสำคัญอยู่ในระดับต้นๆของสุวรรณภูมิ โดยแม่นางกวักนี้เป็นที่เล่าขานกันว่าดีทางมหาโชคมหาลาภมหานิยมชั้นสุดยอดแบบหนึ่ง
   อนึ่งแม่นางกวักนับเป็นเทพธิดา เทพธิดาย่อมรักสวยรักงามรักความสะอาด ดังนั้นอย่าทำให้แม่นางกวักสกปรกอย่างเด็ดขาด อิทธิฤทธิ์คุณวิเศษของแม่นางกวักนี้ช่วยให้ผู้คนตั้งตัวได้มาเหลือคนานับแล้ว
เหรียญแม่นางกวักวัดมหาธาตุ จ.พิษณุโลก

   วันเวลาผ่านไปตำรับแม่นางกวักแบบดั้งเดิมก็ค่อยๆสูญหายไปเรื่อยๆ ทั้งยังมีคติใหม่ๆแหวกแนวผสมเข้ามาอีก ข้าพเจ้าตกใจเป็นอันมากที่เห็นวัตถุมงคลรูปแม่นางกวักในยุคใหม่ ที่ทำเป็นรูปแบบให้ต่างไปจากแม่นางกวักสมัยโบราณ คือสมัยโบราณท่านว่า แม่นางกวักเป็นเทพธิดาที่แสนสวย มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นงดงามน่ารักน่าลุ่มหลง แต่คติสมัยใหม่มีการดีไซน์ทำรูปแม่นางกวักให้ท่านอ้วนตุ๊ยนุ๊ยแบบไม่รู้จักความผอม โดยให้ความหมายแบบใหม่ว่าอุดมสมบูรณ์จนตัวอ้วนกลม บางทีก็ทำเป็นรูปกวักมือที่เดียวสองมือ บางทีก็ยกมือขึ้นกวักแบบสูงปรี๊ดเหมือนจะโหนบาร์เดียวยิมนาสติก ก็ไม่ทราบว่าเป็นไปแบบนี้ได้อย่างไร
    ถ้าไม่มีวัตถุมงคลแม่นางกวัก โบราณจารย์ท่านว่า ให้ใช้มนต์แม่นางกวักเสกน้ำเป็นน้ำมนต์ แล้วประพรมหน้าร้าน หรือภาวนามนต์แม่นางกวัก แล้วไปติดต่อค้าขายเจรจา จะมีมหาโชคมหาลาภมหาเสน่ห์ดีนัก ตำรับแม่นางกวักนี้ช่วยให้คนธรรมดาๆกลายเป็นเศรษฐีมามากแล้ว

มนต์แม่นางกวัก

     โอม มหาสิทธิโชคอันอุดม โอม ปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกสาวคนเดียว ชื่อว่านางกวัก หญิงเห็นหญิงรัก ชายเห็นชายหลง ฝูงคนรู้จัก คนรักทั้งตำบล คนรักทุกถ้วนหน้า
     โอม พวกพานิชโชพานิชชา พากูไปค้าเมืองแมน กูค้าหัวแหวน ก็ได้แสนทะนาน กูค้าสารพัดการ ก็ได้กำไลคล่องๆ กูจะค้าเงิน ก็ได้เต็มกอง กูจะค้าทอง ทองก็ได้เต็มหาบมาวันนี้ สารพัดกูจะได้เต็มหาบมาเรือน สามเดือนเลื่อนเป็นเศรษฐี สามปีกูจะค้าเรือสำเภา โอม ปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิให้แก่กูคนเดียว สวาหะ


Reading for foreigners

Some spells chapter of Nang Kwak
Nang Kwak's Spell  (lucky , fortune)
Om maha sittichok un ou dom , Om phu chao khao kew ,
me luk saow khon dew , chue wa nang kwak ,
ying hen ying ruk , chai hen chai long .
fung khon ru jak , khon ruk tung thambon ,
kon ruk took tuan na ,
Om phuaw phanitchao phanitcha ,
pha gu pai kha muagman , gu kha hua van ,
kho dai sann tha nan , gu kha sa ra phat kan ,
kho dai gum lai klong klong ,
Gu ja kha nguen kho dai tem gong ,
Gu ja kha tong ,
tong kho dai tem hab ma wan nee ,
sa ra phat gu ja dai tem hab ma ruen ,
sam duen luen phen srettee ,
sam phee gu ja kha rue sampow ,
Om phu chao khao kew ,

prasitti hai gae gu khon diaw , swaha

เรื่องและภาพเป็นของข้าพเจ้าเอง อนุญาตให้ใช้ได้ตามสบาย