แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นึกเรื่องเก่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นึกเรื่องเก่า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลังฯ ๘ ซุปเปอร์แมน

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว..แปลว่า เริ่มแก่แล้ว
ซุปเปอร์แมน Superman






ท่านที่ชอบนึกเรื่องเก่าเล่าความหลังนี้ แต่พยายามฝืนที่จะไม่กินของขม และยังไม่ชมเด็กสาว(ให้เห็น) อย่างนี้จะนับว่าเริ่มแก่แล้วหรือยัง คาดว่าท่านทั้งหลายคงจะตอบว่ายังไม่แก่อย่างแน่นอน ดังนั้นเรามานึกเรื่องเก่าเล่าความหลังกันให้พอเคลิ้มๆ..


สมัยที่โทรทัศน์เริ่มมีในเมืองไทยแรกๆนั้น จำนวนเครื่องรับโทรทัศน์ยังมีเพียงแค่หลักพันเท่านั้นไม่ถึงหมื่น ยังเป็นภาพขาวดำ บ้านไหนมีโทรทัศน์นับว่าโก้เก๋ทันสมัยมาก จะมีเพื่อนบ้านมาขอดูโทรทัศน์ด้วยเสมอๆ เจ้าของเครื่องโทรทัศน์ที่หัวใสก็มีช่องทางทำเงินโดยเก็บค่าดูโทรทัศน์คนละเล็กคนละน้อย โทรทัศน์ในสมัยนั้นยังไม่มีใครเรียกว่า TV จะเรียกว่าโทรทัศน์กันทั้งบ้านทั้งเมือง


โทรทัศน์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2492 โดยในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Television” เริ่มจากนาย สรรพสิริ วิรยะศิริ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของกรมประชาสัมพันธ์ ได้เขียนบทความเพื่อแนะนำให้รู้จักกับ “วิทยุภาพ” ต่อมากรมประชาสัมพันธ์ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งไปศึกษางานวิทยุโทรภาพที่สหราชอาณาจักร ในราวปี พ.ศ. 2493

ต่อมากรมประชาสัมพันธ์ได้เสนอ “โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ” ต่อจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. 2494 แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากกลับไม่เห็นชอบด้วย(คงเพราะเป็นของใหม่เกินไปยังไม่เห็นประโยชน์) เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 นายประสิทธิ์ ทวีสิน ประธานกรรมการบริษัท วิเชียรวิทยุและโทรภาพ จำกัด นำเครื่องส่งวิทยุโทรภาพ 1 เครื่อง เข้าทำการทดลองส่ง แพร่ภาพการแสดงดนตรี ของวงดนตรีสากลกรมประชาสัมพันธ์ จากห้องส่งวิทยุกระจายเสียง ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ภายในกรมประชาสัมพันธ์ โดยถ่ายทอดสดไปยังเครื่องรับจำนวน 4 เครื่อง ซึ่งตั้งไว้ภายในทำเนียบรัฐบาล บริเวณใกล้เคียงกรมประชาสัมพันธ์ และบริเวณโถงชั้นล่างของศาลาเฉลิมกรุง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีและประชาชนรับชม นับเป็นการถ่ายทอดโทรทัศน์ออกอากาศเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

“Television” เริ่มเป็นที่สนใจ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทย ทางสื่อมวลชนจึงกราบทูลถามเรื่องชื่อในภาษาไทยของ“Television” ไปยัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ด้วยทรงเป็นศาสตราจารย์ทางอักษรศาสตร์ จึงทรงวิเคราะห์ศัพท์ดังกล่าว ก่อนจะทรงบัญญัติขึ้นเป็นคำว่า “วิทยุโทรทัศน์” ซึ่งต่อมาประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า “โทรทัศน์”

พ.ศ. 2496 กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการ จัดซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์ เข้ามาสาธิตการแพร่ภาพ เพื่อให้ประชาชนทดลองรับชมในโอกาสที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ถ่ายทอดการแข่งขันชกมวยสากล ระหว่างจำเริญ ทรงกิตรัตน์ พบกับจิมมี เปียต ถ่ายทอดบรรยากาศงานวชิราวุธานุสรณ์ งานฉลองรัฐธรรมนูญ

ในระยะต่อมามีการตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ที่บริเวณบางขุนพรหม ผู้ชมทั่วไปจึงนิยมเรียกชื่อสถานีว่า ช่อง 4 บางขุนพรหม เริ่มแพร่ภาพ ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งตรงกับวันชาติของไทยในสมัยนั้น นับเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยและเอเชียอาคเณย์

หลังจากนั้นมีการตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ของกองทัพบก เท่ากับว่าไม่ทันไรประเทศไทยเราก็มีสถานีโทรทัศฯ์ 2 ช่อง ซึ่งยังเป็นแบบภาพขาวดำ ภาพหลังจึงมีวิวัฒนาการไปถึงการมี ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ซึ่งเป็นภาพสี

รายการโทรทัศน์ในยุคแรกนั้น ถ้าเป็นรายการภาพยนตร์ยอดฮิตจะเป็นภาพยนตร์ของฝรั่งก่อน ภาพยนตร์ฝรั่งแบบภาพยนตร์ชุดที่ออกอากาศที่ฮิตสุดๆไม่มีเรื่องใดเกินเรื่อง ซุปเปอร์แมน 


ซุปเปอร์แมน รุ่น 1

ซุปเปอร์แมน รุ่นลายคราม


   เมื่อมีหนังโทรทัศน์ของฝรั่งเข้ามาในไทยนั้น เรื่องที่ฮิตมากๆคนดูติดกันงอมแงมเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องซุปเปอร์แมน SUPEMAN ซึ่งคนไทยจะตื่นตาตื่นใจกับซุปเปอร์แมนที่เหาะไปมาได้ แข็งแรงขนาดยกรถยนต์ได้ แถมยังหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันโดยที่ไม่ได้คล้องหลวงพ่ออะไรเลย

   ตอนไตเติ้ลขึ้นนั้นคนจะจำกันได้ว่า “เร็วกว่าลูกปืน มีพลังมากกว่ารถไฟ กระโดดที่เดียวข้ามตึกสูงได้อย่างสบาย แล้วจะมีคนชี้บนฟ้าว่า นั่นนก เครื่องบิน ...ซุปเปอร์แมน" แล้วมีเสียงลมวิ้วๆๆ แบบว่าเหาะเร็วจัด

   ชุดของซุปเปอร์แมนสำหรับคนสมัยก่อนแล้วจะดูโก้มากๆ แต่มาถึงยุคปัจจุบันมานึกๆดูแล้วก็ขำๆว่า คนอะไรนุ่งกางเกงในทับกางเกงนอก แล้วกางเกงนอกยังเหมือนถุงน่องอีกต่างหาก ตัวโตเบ้อเร่อดันใส่เสื้อเบอร์ S

   ซุปเปอร์แมนนี้เป็นผลผลิตของสังคมอเมริกันในยุคหนึ่ง ว่ากันว่าหนังเรื่องซุปเปอร์แมนนี้ให้ความบันเทิงแก่คนอเมริกัน และยังเหมือนเป็นการปลอบขวัญคนอเมริกันในช่วงเศรษฐกิจเริ่มซบเซาและสงคราม

   คนไทยรุ่นอายุห้าสิบกว่าปีขึ้นไป(นับถึง พ.ศ.2558)จะจำซุปเปอร์แมนได้ เพราะหนังเรื่องนี้มีมาฉายในเมืองไทยราวๆหลังพ.ศ.2500ไม่นาน เรื่องซุปเปอร์แมนในยุคนั้นฮิตจริงๆ ถึงขนาดว่ามีรูปหุ่นซุปเปอร์แมนเป็นเครื่องหมายการค้าไทยด้วย

   ซุปเปอร์แมนในยุคนั้นเวลาจะเหาะแต่ละทีนั้น มักถ่ายให้เห็นว่ากระโดดออกไปจากหน้าต่าง แล้วก็มีเสียงลมวิ้วๆๆดังตามมาเสมอ พอจะเข้าไปช่วยคนก็ง่ายๆบ้านๆคือ ซุปเปอร์แมนเล่นเดินชนฝาผนังทะลุไปเฉยๆ ซึ่งคนไทยจะตื่นเต้นมาก จากนั้นซุปเปอร์แมนก็จะต้องแอ่นหน้าอกให้ผู้ร้ายยิงจนลูกกระสุนหมด แล้วตามด้วยการเอามือบีบปืนจนบี้แบน

    ดาราที่แสดงเป็นซุปเปอร์แมนนี้เปลี่ยนไปตามสมัยหรืออายุ แต่ทุกคนจะมีรูปร่างสูงใหญ่ทั้งนั้น ซุปเปอร์แมนคนแรกคือ Kirk Alyn เวลาต่อมาก็เป็น George Reeves แล้วก็มาเป็นซุปเปอร์แมนในรุ่นคริสโตเฟอร์ รีฟและอีกหลายคน


ซุปเปอร์แมนปรากฏตัวครั้งแรกในรูปการ์ตูน

ซุปเปอร์แมน คือตัวละครจากหนังสือการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ ผลงานของ สำนักพิมพ์ ดีซี คอมิคส์ของอเมริกา ออกแบบโดยนักเขียนชาวอเมริกัน เจอร์รี ชีเกลและนักวาดภาพชาวอเมริกันเชื้อสายแคนาดาโจ ชูสเตอร์ในปี ค.ศ. 1932 ขณะที่ทั้งคู่พักอาศัยอยู่ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ จนกระทั่งในปี 1938 ทั้งคู่ได้ขายผลงานชิ้นนี้ให้กับสำนักพิมพ์ ดีแทคทีฟ คอมิคส์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นดีซี คอมิคส์) ซุปเปอร์แมนปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือแอคชั่น คอมิคส์ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน ค.ศ. 1938) และยังถูกนำไปทำเป็นซีรีส์ทางวิทยุ ,โทรทัศน์, ภาพยนตร์, การ์ตูนช่องในหนังสือพิมพ์, และวิดีโอเกมส์ เรื่องราวของซุปเปอร์แมนนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก ซุปเปอร์แมนนั้นได้ถูกจัดอันดับให้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือการ์ตูนอเมริกา 






ซุปเปอร์แมนมีชื่อจริงเป็นภาษาของดาวเคราะห์คริปตันที่เป็นถิ่นกำเนิดว่า “คาร์ล เอล” ก่อนหน้าที่ดาวเคราะห์คริปตันจะแตกสลายนั้น จอร์ เอล บิดาของซุปเปอร์แมนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ของดาวคริปตัน ได้ส่งซุปเปอร์แมนที่เพิ่งเกิดมายังโลกด้วยยานอวกาศ จากนั้นได้ถูกพบและเลี้ยงดูโดยคู่สามีภรรยาช่าวไร่ในแคนซัส (ในหนังสือมีกล่าวพาดพิงถึง อัลเบิร์ตไอน์สไตน์) 

ซุปเปอร์แมนได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่ดีงามและมีชื่อบนโลกว่า “คลาร์ก เคนท์” มีพลังที่เหนือกว่าคนทั่วๆไป ได้ใช้พลังเหล่านั้นเข้าช่วยเหลือผู้คนรอบข้าง ในเวลาปกติซุปเปอร์แมนจะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาใช้ชื่อว่า คลาร์ก เคนท์ ทำงานเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ เดลีย์ แพลเน็ท  เวลาที่ประชาชนหรือโลกมีภัย คลาร์ก เคนท์ ก็จะกลายเป็นซุปเปอร์แมนออกไปช่วยชาวโลก

ซุปเปอร์แมนมีจุดอ่อนตรงที่แพ้ต่อแร่ คริปโตไนท์ สีเขียวอย่างรุนแรง คริปโตไนท์นั้นก็คือสะเก็ดหินที่แปรสภาพมาจากกัมมันตรังสีของขุมพลังที่เข้าทำลายดาวเคราะห์ คริปตัน  คริปโตไนท์สีเขียวจะทำให้ซูเปอร์แมนนั้นรู้สึกเจ็บปวด หมดเรี่ยวแรง วิงเวียน และ ไม่สามารถใช้พลังได้ ถ้าซุปเปอร์แมนได้รับรังสีจากคริปโตไนท์ในปริมาณที่มากอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่คริปโตไนท์ไม่สามารถแผ่รังสีผ่านแผ่นตะกั่ว และแผ่นตะกั่วยังเป็นสิ่งเดียวที่สายตาเอ็กซ์-เรย์ของซุปเปอร์แมนไม่สามารถมองทะลุผ่านได้ คริปโตไนท์ยังมีสีต่างๆอีกคือ  แดง, ทอง, น้ำเงิน, ขาว และ ดำ โดยแต่ละสีก็มีผลที่แตกต่างกันออกไป แต่คริปโตไนท์สีเขียวเป็นอันตรายที่สุดต่อซุปเปอร์แมน








จากการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมากก็กลายมาเป็นละครวิทยุ ซึ่งก็ทำนองเดียวกับละครวิทยุของไทยนั่นเอง ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1940 ได้มีการเปิดตัวผลงานซีรีส์ทางวิทยุเรื่องแรกของซุปเปอร์แมนที่มีชื่อว่า เดอะ แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซุปเปอร์แมน ซึ่งได้ บัด คอลล์เยอร์ มาเป็นผู้ที่พากย์เสียงซุปเปอร์แมน ซีรีส์ชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากโดยได้ออกอากาศจนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1951


Kirk Alyn เคิร์ก อลิน ซุปเปอร์แมน

ในปีค.ศ. 1948 ได้มีการทำภาพยนตร์เกี่ยวกับ ซูเปอร์แมน อีกครั้ง โดยได้ เคิร์ก อลิน มารับบทซูเปอร์แมน ซึ่งเคิร์ก อลิน นั้นคือผู้ที่แสดงเป็นซูเปอร์แมนคนแรกในผลงานภาพยนตร์เฟรนไชด์ของซูเปอร์แมน จากนั้นภาพยนตร์เรื่องที่2 ของซูเปอร์แมนที่มีชื่อว่า อะตอมแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน, ได้ทำการออกฉายในปีค.ศ.1950 





Kirk Alyn เคิร์ก อลิน

ในปีค.ศ. 1951 ได้มีการจัดทำซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ชื่อว่า แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซูเปอร์แมน นำแสดงโดย จอร์จ รีฟส์ โดยในตอนที่ 25 และ 26 ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่ชื่อว่า ซูเปอร์แมน แอนด์ เดอะ โมล์ เม็น ซึ่งผลงานซีรีส์ชุดนี้ออกอากาศในปี ค.ศ. 1952 – ค.ศ.1958 มีจำนวนตอนทั้งสิ้น 104 ตอน 







George Reeves จอร์ร รีฟส์

เนื่องจากซุปเปอร์แมนเวอร์ชั่นโทรทัศน์รุ่นแรกๆนั้นภาพเป็นเพียงขาวดำ ดังนั้นคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนซุปเปอร์แมนจึงไม่ค่อยทราบว่า ซุปเปอร์แมนมีเครื่องแบบที่มีสีออกชอบกลๆ คือมีชุดแนบเนิ้อที่เหมือนใส่ถุงน่องสีฟ้า แล้วดันนุ่งกางเกงในไว้ข้างนอกแถมยังมีสีแดงเสียอีก มีเข็มขัดรัดสีเหลืองรัดกางเกงในไม่ให้หลุดอีกด้วย มีผ้าคลุมสีแดงที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม สุดท้ายยังอุตส่าห์ใส่รองเท้าบู๊ตสีแดงแปร๊ด

ซุปเปอร์แมนจึงเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่แต่งตัวได้โก้มากๆ แต่มาถึงยุคปัจจุบันมานึกๆดูแล้วก็ขำแทบตายว่า คนอะไรตัวโตเบ้อเร่อแต่ดันใส่เสื้อเบอร์ S กางเกงก็ดันนุ่งกางเกงในสีแดงทับกางเกงนอก แล้วกางเกงนอกยังเหมือนถุงน่องอีกต่างหาก รองเท้านี้สีแดงแปร๊ดเหมือนรองเท้านักร้องสาวคาเฟ่ไม่มีผิด 

ซุปเปอร์แมนฉบับหนังโทรทัศน์ขาวดำให้ความบันเทิงมานานหลายปี จนกระทั่งถึงยุคโทรทัศน์สี ภาพยนตร์แบบที่เรียกว่าหนังโรงแบบสมัยใหม่ ซึ่งในปีค.ศ.1978 (พ.ศ.2521) มีภาพยนตร์ซุปเปอร์แมนยุคใหม่มีเทคนิคเหาะที่ฮือฮามากในตอนนั้น ไตเติ้ลที่ทำเป็นตัวอักษรเหาะทำได้ตื่นตาตื่นใจมากๆ จนเป็นต้นแบบตัวอักษรที่เคลื่อนไหวต่อๆกันมา ซุปเปอร์แมนฉบับภาพยนตร์ครั้งนี้ใช้ชื่อเรื่องว่า SUPERMAN THE MOVIE มีดาราหล่อล่ำ คริสโตเฟอร์ รีฟ มารับบทเป็นซุปเปอร์แมน และยังเป็นซุปเปอร์แมนต่อกันมารวม 4 ตอน






คริสโตเฟอร์ รีฟ

หลายปีต่อมามีการสร้างภาพยนตร์ซุปเปอร์แมนในปีค.ศ.2006(พ.ศ.2549)ใช้ชื่อว่า ซุปเปอร์แมนรีเทิร์น SUPERMAN RETURNS โดยมีดารารูปหล่อ แบรนดอน เราธ์ มาแสดงเป็นซูเปอร์แมน ในตอนนี้กล่าวถึงตอนที่ซุปเปอร์แมนกลับจากการเดินทางจากอวกาศ มาพบกับศัตรูเก่า เล็กซ์ ลูเธอร์ ซึ่งซุปเปอร์แมนพลาดท่าเกือบตาย และมีดราม่าที่ ลูอิส เลนซ์ แฟนของซุปเปอร์แมนดันแต่งงานมีครอบครัวมีลูก แต่ลูกชายกลับเป็นลูกของซุปเปอร์แมนซะงั้น 

ชุดของซุปเปอร์แมนครั้งนี้มีแฟนภาพยนตร์จำนวนมากที่มองว่าออกไปทางซุปเปอร์แมนเกย์



แบรนดอน เราธ์

 ภาพยนตร์ชุดใหม่ล่าสุดของซุปเปอร์แมน มีกำหนดการออกฉายในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ.2013(พ.ศ.2556) ซึ่งกำกับโดย แซค ซไนเดอร์ และได้ เฮนรี่ คาวิลล์ มารับบทซูเปอร์แมนมีชื่อว่า แมน อ๊อฟ สตีล MAN OF STEEL คราวนี้เป็นการสร้างใหม่ย้อนถึงกำเนิดซุปเปอร์แมน ชุดของซุปเปอร์แมนได้รับการปรับปรุงใหม่แปลกตาไปจากเดิมมาก ซุปเปอร์แมนรุ่นนี้ไม่ได้เอากางเกงในสีแดงมาใส่โชว์ไว้ข้างนอกอีกแล้ว


 เฮนรี่ คาวิลล์ 

ยังมีการสร้างซุปเปอร์แมนเป็นซีรี่ส์ทางTVอีกด้วย ทั้งหนังสือการ์ตูนและแบบอนิเมชั่นอีกมาก ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาโดยตลอด แน่นอนว่าซุปเปอร์แมนจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมตลอดไป














ข้อมูลอ้างอิงจาก วิกิพิเดีย,ความทรงจำในวัยเด็ก,หนังสือการ์ตูน การ์ตูน ภาพยนตร์ชุดซุปเปอร์แมน


วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลังฯ ๗ สามเกลอ

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว
..แปลว่า..เริ่มแก่แล้ว๗

พล นิกร กิมหงวน


จักรวาลและโลกนี้มีอายุยาวนานเหลือเกิน ดังนั้นพอเราหวนกลับมามองวันเวลาของช่วงชีวิตมนุษย์เราแล้ว ดูมันช่างแสนสั้นเสียเหลือเกิน มันช่างสั้นเสียนี่กระไร มันช่างสั้นอย่างน่าใจหาย วันเวลาของเราที่ผ่านล่วงไปแล้ว หลายท่านคิดว่ามันนานมาแล้ว แต่แท้จริงแล้วมันสั้นนิดเดียว มันช่างสั้นยิ่งนัก แต่เราก็ทั้งผ่านทั้งซ่อนเรื่องราวต่างๆกันมามิใช่น้อยเลย 
 

     ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้ชักจะเริ่มระลึกถึงอดีตขึ้นมาบ่อยๆ แล้วก็ต้องสะดุ้งเพราะมีกฏสี่ประการจากคำที่ว่า “คนแก่จะต้องคุยเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม และท้ายที่สุดต้องชมเด็กสาว” ชักหวั่นๆเหมือนกัน แต่ผู้เขียนยังไม่รู้สึกว่า อยากจะสนใจชมเด็กสาวเลย(เรื่องจริง แบบว่าซื่อตรงต่อภรรเมีย) ดังนั้นเมื่อผู้เขียนมีองค์ประกอบไม่ครบทั้งสี่ประการดังกล่าว แสดงว่ายังไม่แก่อย่างแน่นอน

     ไม่นานมานี้ผู้เขียนผ่านไปแถวย่านวังบูรพา ด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือจึงอดแวะเข้าร้านหนังสือในย่านนี้ไม่ได้ หนังสือที่สะดุดตาอย่างคุ้นเคยมานานก็ยังเห็นอยู่ นั่นคือหนังสือชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ จึงนึกระลึกไปถึงอดีตว่า ตอนเด็กๆนั้นชอบอ่านเรื่องชุดสามเกลอมาก ซึ่งนิยายชุดสามเกลอนี้สร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่ผู้เขียนเป็นเบื้องแรก หลังจากนั้นก็ชอบอ่านหนังสือแนวต่างๆอีกสารพัด มาถึงยุคนี้ก็ไม่ทราบว่าคนรุ่นใหม่ๆนั้น เขารู้จักหนังสือชุด พล นิกร กิมหงวน  กันหรือไม่






     นิยายชุดสามเกลอเรียกกันว่าหัสนิยาย อ่านแล้วจะตลกขบขันเพลิดเพลินดีมาก คนอ่านๆไปหัวเราะไป บางตอนก็ขำจนน้ำหูน้ำตาไหล  นับว่าเรื่องสามเกลอนี้เป็นนิยายที่อ่านแล้วคลายเครียดได้ดีมาก ทั้งให้ความบันเทิงแบบไม่ต้องถ่อสังขารไปเที่ยวถึงไหนๆ เพียงแค่มีหนังสือหัสนิยายชุดสามเกลอนี้นอนอ่านอยู่กับบ้าน ก็เป็นที่บันเทิงเริงรมย์ได้แล้ว เรื่องสามเกลอนี้มีมากถึงหนึ่งพันกว่าตอน เข้าใจกันว่าจะเป็นนิยายที่มีจำนวนตอนมากที่สุดของไทย 

     ท่านผู้ประพันธ์หัสนิยายชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน คือ ป.อินทรปาลิต (ปรีชา อินทรปาลิต ๑๒พ.ค.๒๔๕๓ ถึง ๒๕ก.ย.๒๕๑๑) ไม่ทราบว่าท่านผู้ประพันธ์แต่งเรื่องสามเกลอมากขนาดนี้ได้อย่างไร แถมยังอ่านแล้วขำแทบตาย 

ป.อินทรปาลิต

     บทประพันธ์ชุด พล นิกร กิมหงวน นี้มีตัวละครมากมาย แค่เฉพาะตัวละครหลักก็มีเกินกว่า ๑๐ คนแล้ว แต่ว่าความสนุกสนานทำให้ผู้อ่านจำตัวละครได้หมด จากเนื้อเรื่องตอนแรกๆนั้นจะมีสองเกลอที่เป็นญาติกันคือ พล พัชราภรณ์ และ นิกร การุณวงศ์ พอเรื่องดำเนินไปสักพักก็มี กิมหงวน ไทยเทียม ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อไทยว่า สงวน ไทยแท้ แต่ในเรื่องเรียกกันว่าอาเสี่ยหงวนมากกว่า ตอนนี้จึงรวมกันเป็นสามเกลอ พอเรื่องดำเนินไปอีกหน่อยก็มีด็อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เพิ่มขึ้นมาสร้างสีสัน จึงกลายเป็นคณะพรรคสี่สหาย ที่กลายเป็นเพื่อนรักเพื่อนร่วมชีวิตเป็นเพื่อนตายกัน

      สี่สหายออกผจญภัยแบบป่วนๆไปทั่ว ว่ากันตั้งแต่เรื่องผัวๆเมียๆ เรื่องสงครามในยุคสมัยนั้น เรื่องผีๆ เรื่องบู๊ๆ เรื่องรักๆ คณะพรรคสี่สหายจะผจญภัยตั้งแต่บนโลกจนถึงออกนอกโลกเลยก็มี โดยมีท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศเป็นหัวหน้าคณะ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศเป็นพ่อตาของนิกรและด็อกเตอร์ดิเรก ทั้งยังเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ของพลกับกิมหงวน คณะพรรคสี่สหายมีเจ้าแห้วเป็นคนใช้ติดสอยห้อยตามเจ้านายไปตลอด




     คาแร็คเตอร์ของสี่สหายนั้น ท่านผู้ประพันธ์วางไว้ให้ต่างกันไป แต่กลับเสริมบทบาทให้แก่กันได้อย่างสุดยอดและสุดจะขำ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศกับเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์ เป็นคนหัวล้านใจน้อย พลเป็นชายหนุ่มเก่งแบบพระเอกๆคือต่อสู้เก่ง มีเสน่ห์ เป็นสุภาพบุรุษ นิกรเป็นคนรู้เรื่องศาสตร์โบราณบ้าง ชอบนอน กิน ล้วงกระเป๋า และร้องลิเก อาเสี่ยกิมหงวนเป็นคนบ้ายอและรวยอันดับหนึ่งของประเทศชอบฉีกแบ็งค์ ด็อกเตอร์ดิเรกเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอด ทุกๆคนเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกในความดี และกลัวเมีย

     เมียๆของสี่สหายมีนันทาเป็นเมียของพล มีนิสัยแบบพี่คนโตคือดูรอบคอบเป็นเรื่องเป็นราวและดุแบบพี่ใหญ่ ประไพเป็นเมียนิกรมีนิสัยแบบจิ๊กกี๋ๆแก่นๆชอบพกหลาวทองเหลือง นวลละออเป็นเมียเสี่ยหงวนนิสัยบุ่มบ่ามทันสมัยกล้าเกินหญิง ชอบซ้อมผัว อาจเพราะในเรื่องจบปริญญาทางพลศึกษา ประภาเป็นเมียดร.ดิเรก เรียนจบพยาบาล มีนิสัยไปทางเรียบร้อยๆ



     ตัวละครอื่นๆก็ประทับใจทั้งนั้น คุณหญิงวาดแม่ของพลชอบกินหมากและปากจัดแต่ใจดีขี้สงสาร เจ้าคุณวิจิตรบรรณาการ พ่อของนิกร เจ้าคุณนพรัตนไมตรี พ่อของด๊อกเตอร์ดิเรก เจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยเสี่ยหงวนมีบทบาทไม่มากนัก แต่ก็ช่วยให้เค้าโครงเรื่องดูดี ยังมีเจ้าสัวกิมไซ ที่เป็นลุงของเสี่ยหงวน ที่หอบสมบัติลงเรือหนีภัยสงครามจากจีนมาไทย แต่เรือล่มสมบัติจมทะเลหมด และเจ้าสัวกิมไซยังชอบสูบฝิ่น 

     ตัวละครลุงเชยเป็นคนบ้านนอกที่เปิ่นๆเหน่อๆไม่ทันสมัย คำว่าเชยนี้ว่ากันว่ามาจากลุงเชยนี่เอง นอกจากนี้ยังมีคุณนายลิ้นจี่แม่ของนวลละออ คุณท้าวใหญ่พี่สาวคุณหญิงวาด ส่วนพวกคนใช้นอกจากเจ้าแห้วก็มีนางละม่อมต้นห้องคุณหญิงวาด ยายอิ่มแม่ครัว กระทั่งมีเจ้าบาบูแขกยามเฝ้าประตู และที่ปรากฏบทบาทอยู่เนืองๆก็คือเจ๊หนอมหรือถนอมศรี ที่เป็นเจ้าของซ่องโสเภณีชั้นสูง ที่คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกชอบไปเที่ยว และไปติดโรคกันมาหลายครั้ง



     หัสนิยามสามเกลอเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวของเมืองไทยในช่วงยุคประมาณปีพ.ศ.๒๔๘๐จนถึงหลังพ.ศ.๒๕๐๐เล็กน้อย คือป.อินทรปาลิต ได้ประพันธ์ไว้ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๘๒ถึง๒๕๑๑ ในเรื่องสามเกลอนั้นคณะพรรคสี่สหายได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์แห่งประวัติศาสตร์ของยุคสมัย ท่านผู้ประพันธ์ได้ใส่รายละเอียดเอาไว้มาก กลิ่นอายของยุคสมัยนั้นจึงสืบค้นหรือระลึกถึงได้จากเรื่องสามเกลอ แม้มีผู้อ่านที่เกิดไม่ทันยุค ก็ยังอ่านเรื่องสามเกลอแล้วจินตนาการตามไปได้ 

     ถ้ามานึกเทียบกับสมัยนี้แล้ว ยุคสมัยที่สี่สหายของเราโลดแล่นอยู่นั้นช่างสวยสดงดงามเหลือเกิน เมื่ออ่านดูแล้วจะนึกจินตนาการเห็นกรุงเทพมหานครยังสงบยังเขียวชอุ่ม ผู้คนยังยิ้มแย้มแจ่มใสมีไมตรีจิตต่อกัน ทำให้นึกอยากย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้น



     ข้าพเจ้าเองได้อ่านหัสนิยายสามเกลอครั้งแรกตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถม ท่านผู้ประพันธ์เรื่องสามเกลอเพิ่งถึงแก่กรรมไปไม่กี่ปี ขณะนั้นพออ่านๆไปก็นึกภาพตามเหตุการณ์ได้ตามสมควร เพราะยังพอทันเห็นสถานที่ในนิยายอยู่บ้าง ยังเข้าใจอัตราค่าของเงินในนิยายบ้าง ถึงแม้เงินจะมีค่าไม่เท่ากันแล้ว ก็ตอนเรียนชั้นประถมหนึ่งนั้น ผู้เขียนได้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ ๒ สลึงเอง ยังซื้อกระเพาะปลาได้ ๑ ชามเลย จำได้ว่าหลังจากนั้นไม่นานค่าของเงินมีการกระโดดไปอีกยุค จำได้ตรงที่ป.๔ได้ค่าขนม ๑ บาท ป.๕ได้ ๓ บาท พอถึงป.๗ต้องมีเงินไปโรงเรียน ๑๐ บาทถึงจะพอใช้ นับแต่นั้นมาค่าของเงินในเมืองไทยก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และยุคสมัยของสามเกลอก็ห่างออกไปเรื่อยๆ ก็เลยต้องมานึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม แต่ยังไม่ชมเด็กสาว

   หัสนิยายชุดสามเกลอได้บันทึกเหตุการณ์ร่วมสมัยเอาไว้ได้เป็นอย่างดีวิเศษ นับเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ได้ช่วงหนึ่ง สถานที่ต่างๆหลายแห่งในนิยายชุดนี้ ปัจจุบันได้ถูกรื้อเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย หลายๆที่ถึงกับถูกลืมเลือนไป แต่ยังปรากฏมีชีวิตชีวาอยู่ในหนังสือชุดพล นิกร กิมหงวน

     หวนระลึกถึงยุคของคณะพรรคสี่สหายแล้ว ยุคนั้นเมืองไทยของเรานี้ช่างน่าอยู่ช่างโรแมนติคจริงๆ