แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.๗ ผีชมบ

ผีชมบ Ghosts Shadow,Haunted




ผีชมบ (Pee cha mob)

   ความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ สิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจ ก็จึงมักจะเหมารวมๆให้เป็นเรื่องของอำนาจที่เหนือธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจเหนือมนุษย์ มนุษย์เลยต้องเกรงกลัวกราบไหว้ ในที่สุดก็เกิดเป็นลัทธิศาสนาบูชาผีกันไป

   ทางสุวรรณภูมิมีความเชื่อเรื่องผีมาแต่โบราณเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่น ทางเราเชื่อว่าผีมีทั้งผีดีและผีร้าย ผีที่มีฤทธิ์มากมีอำนาจควบคุมธรรมชาติได้ เราจะถือว่าเป็นผีดีจะเรียกว่าผีฟ้า

     จากหนังสือนานาสาระวัฒนธรรมไทยของกรมศิลปากร ได้บันทึกไว้ว่า ผีดีตามคติโบราณยังแบ่งเป็นชั้นๆอีกสามชั้น เรียกว่าผีก็มีศักดินาด้วยคือ

๑.ผีฟ้า จัดว่าเป็นผีชั้นสูงสุดที่อยู่บนสวรรค์ ซึ่งผีฟ้านี้ก็คือเทวดานั่นเอง ผีฟ้ามีฤทธิ์มากที่สุด สามารถควบคุมดินฟ้าอากาศฤดูกาลได้ หัวหน้าของผีฟ้าก็คือพญาแถนหรือพระอินทร์

๒.ผีเทวดา คือเหล่าเทวาอารักษ์ทั้งหลาย เช่น พระภูมิ เจ้าป่า เจ้าเขา ผีดีแบบนี้จะมีมาก และมีบทบาทใกล้ชิดกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์มาก

๓.ผีที่เกิดจากคนดีที่ตายไปแล้ว หรือเป็นทำนองผีบรรพบุรุษ ถ้ามีฤทธิ์มากเรียกผีมเหศักดิ์ ผีดีชั้นนี้มีวิชามีฤทธิ์แต่ไม่ถึงชั้นผีสวรรค์ มักเป็นผีดีแบบที่คนตั้งศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง
ภาพจากPhotobucket.com

     ในปัจจุบันเรียกผีดีทั้งสามชั้นนี้รวมๆกันว่าเทวดา นางฟ้า เจ้าพ่อ เจ้าแม่ คือลืมคำว่าผีดีกันไปแล้ว ในสมัยปัจจุบันคำว่าผีในความเข้าใจของคนทั่วไปจึงกลายเป็นผีร้ายผีดุเท่านั้น

ผีที่คนไทยเราเรียกกันในแบบผีที่น่ากลัวนั้น ต้องนับว่ามีผีหลายแบบ แต่ที่คนไทยเราคุ้นชื่อจนต้องรู้สึกหนาวตอนพูดถึง ก็จะต้องเป็นพวกผีดุๆที่เคยมีเรื่องเล่าขานถึงผลงานความดุเฮี้ยน แน่นอนว่าจะต้องเป็นพวกผีตายโหง ผีตายทั้งกลม ผีแขวนคอตาย ผีหัวขาด ผีปอบ ผีนางตะเคียน ซึ่งผีประเภทดังกล่าวนี้คนไทยเราจะต้องเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเฮี้ยนกันมาทั้งนั้น

   มีผีเก่าแก่ประเภทหนึ่งที่คนไทยสมัยนี้แทบลืมเลือนไปแล้ว ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว ถ้าเราเชื่อว่าผีมีจริงและเคยปรากฏกายให้เห็นกันบ่อยๆ เช่นเห็นเป็นตัวเลือนราง เห็นวูบผ่านไป รู้สึกไหวตัวว่าเห็น หรือใจคอไม่ดีระแวงว่ามีอะไรมาอยู่ข้างหลัง แบบนี้นี่เองที่คนโบราณเรียกกันว่า ผีชมบ ทั้งยังเป็นผีที่ถูกกล่าวถึงกันมากเสียด้วย บางทีจะกล่าวรวมไปพร้อมกันกับผีปอบว่า ผีชมบผีปอบ หรือ ผีปอบผีชมบ



ผีชมบนี้คนไทยยุคปัจจุบันแทบไม่รู้ว่าเป็นผีแบบไหน เพราะชื่อผีชมบนี้หายไปนานมากแล้ว ชื่อของผีชมบจะมีกล่าวไว้เป็นหลักฐานปรากฏอยู่ในตำรับตำราไสยศาสตร์ โดยมักจะมีชื่อผีชมบอยู่ในเวทมนต์คาถาที่ใช้ไล่ผีปราบผี เช่นจะบอกไว้ในฝอยคาถา ซึ่งหมายถึงวิธีใช้เวทมนต์คาถาบทนั้นๆว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง และมักจะบอกรวมๆว่า ใช้คาถานี้ไล่ผีชมบผีปอบ จะใช้ภาวนาคาถาบ้าง เสกน้ำมนต์ไล่ผีบ้าง หรือเสกข้าวสารซัด

   ผีชมบที่โบราณท่านกล่าวถึงนี้ก็คือ ผีที่เห็นเป็นเงานั่นเอง ในบางกรณีก็อาจเห็นเป็นร่างได้เลือนราง หรือเห็นชัดชั่วแวบเดียว ที่จะเข้าทำนองมากที่สุดบ่อยที่สุดก็คือ ระแวงว่ามีสิ่งลึกลับอะไรแอบแฝงอยู่ ซึ่งในกรณีนี้จะมีมากที่สุด จนถึงกับต้องมีคาถาเสกน้ำมนต์เสกข้าวสารเสกมะนาวซัดไปในที่ๆเห็นเงาผี หรือระแวงสงสัยว่ามีผี ปรากฏการณ์ผีชมบนี้ ถ้าจะกล่าวให้มีความหมายง่ายๆชัดๆแบบที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ก็คือ ผีหลอก



   การปรากฏกายของผีชมบตามความเชื่อเช่นนี้ จะโผล่มาแบบให้เห็นเป็นเงาให้ตกใจ ถ้าเป็นผีชมบตนที่แรงมากๆ ก็จะมีฤทธิ์แบบโผล่เป็นร่างมาหลอกหลอนให้ตกอกตกใจ แต่ไม่ได้ดุเฮี้ยนขนาดมีฤทธิ์แบบเอามือบีบคอหรืองับคอคนเล่น ความน่ากลัวของผีชมบอยู่ตรงที่โผล่ออกมาหลอกแบบเล่นทีเผลอ ซึ่งทำให้คนที่ถูกผีชมบหลอกต้องตกอกตกใจอย่างกระทันหัน ทำให้ขาดสติไปในขณะนั้นจนอาจเกิดอันตรายเช่นเกิดอุบัติเหตุ หรือถ้าเป็นคนขวัญอ่อนก็อาจถึงกับช็อคเสียสติหรือหัวใจวายได้

   ผีชมบมักปรากฏร่างให้เห็นในที่เดิมๆ เหมือนกับว่ามีอาณาบริเวณอยู่ในแถบนั้น ทั้งยังมักเป็นบริเวณที่มีคนตายมาก่อน เป็นสุสานหรือเคยเป็นสุสาน คนที่เคยเห็นผีชมบมักจะเป็นคนที่ผ่านไปในบริเวณนั้น คนโบราณท่านเล่ากันต่อๆมาว่า ผีต้องการตัวตายตัวแทนเพื่อผีตนนั้นจะได้ไปผุดไปเกิด คือผีต้องหาคนมาตายตรงบริเวณที่ผีสิงอยู่ หลังจากนั้นผีตัวเดิมจึงจะไปผุดไปเกิดได้ เชื่อกันว่าผีชมบตัวที่เฮี้ยนๆจะเกาะติดตามมากับคนที่โชคร้าย ซึ่งบังเอิญผ่านไปในแถบที่ผีชมบสิงสู่อยู่ แบบนี้ตามมาหลอกถึงบ้านกันเลยทีเดียว หลายรายพอมาถึงบ้านเท่านั้น สุนัขที่บ้านออกอาการกระสับกระส่าย บางทีถึงกับหอน

ภาพจาก retrocrush.com

   อันตรายของผีชมบที่จริงแล้วอยู่ตรงที่ทำให้ตกอกตกใจ จนทำให้เกิดช่วงอันตรายขึ้นมาเช่นตกใจจนหงายหลังล้มฟาดฟื้น ตกใจเห็นผีชมบขณะขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ ลื่นตกบันใดบ้าง ตกใจจนช็อค ตกใจจนหวาดระแวงเสียสติ หรือเกิดจิตหลอน

   จากพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ผีชมบ จึงพอจะอนุมานได้ว่า ผีชมบนี้เป็นเรื่องของการมองเห็นเงาหรือเห็นร่างของคนที่ตายไปแล้ว เรียกง่ายๆก็คือเห็นผีนั่นเอง

   อาการหวาดระแวงเวลาอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยวๆเวลากลางคืน แปลกที่แปลกทาง ก็อาจเกิดอาการหลอกตัวเองว่ามีอะไรแอบจ้องมองเราอยู่ เลยนึกว่ามีผี อาการแบบนี้ก็เป็นอาการของอุปทานปรากฏการณ์ผีชมบ แต่เป็นผีชมบแบบคิดหวาดระแวงไปเอง     
ภาพจาก station.net

   พระท่านว่าบางครั้งการที่คนเรามองเห็นผีนั้น บางครั้งผีไม่ได้ตั้งใจมาหลอกมาหลอน แต่ที่ปรากฏกายให้เห็นเพราะต้องการขอส่วนบุญ คือขอให้คนทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นั่นเอง คนที่เห็นผีจึงนับได้ว่าเป็นคนที่มีบุญอยู่เหมือนกัน เพราะขนาดผีเห็นแล้วยังต้องพยายามปรากฏกายให้เห็นเพื่อขอส่วนบุญ คนโบราณท่านว่าเพื่อที่ผีจะได้อาศัยแรงบุญที่อุทิศให้นี้ไปผุดไปเกิดได้เสียที

   ผู้เขียนหรือแอดมินนี้เคยมีประสบการณของปรากฏการณ์เห็นผีหรือผีชมบเหมือนกัน บางครั้งเมื่อพิจารณาแล้วก็ไม่ใช่ของจริง เพราะเห็นในเวลาที่ง่วงนอนอ่อนเพลีย หรือกำลังไข้ขึ้น แต่ครั้งที่มั่นใจว่าเป็นเรื่องจริงก็มีบ้างเหมือนกัน เพราะเห็นในขณะที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี สภาพจิตใจดีเยี่ยม บางครั้งไม่ได้มองเห็นคนเดียวด้วย มิหนำซ้ำบางครั้งมองเห็นในระยะใกล้ชิดเฉียดฉิวแบบระยะเผาขน



   ครั้งหนึ่งขับรถผ่านไปแถวๆ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ขณะที่ไปถึงช่วงทางโค้งเกือบสุดเขตของ อ.สรรคบุรี ปรากฏว่าบริเวณหัวโค้งนั้นเต็มไปด้วยศาลหักๆที่มีคนเอามาทิ้งเอาไว้ ศาลหักๆนั้นมีเรียงรายไปตามทางโค้ง อยู่ๆผู้ที่นั่งรถไปด้วยก็พูดขึ้นว่า นี่คนที่ไหนตั้งเยอะแยะมานั่งยองๆอยู่ตามทางโค้ง อันตรายมากเลย

   ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้ขับรถเองแต่มองไม่เห็นคนเลย เห็นแต่กองศาลที่หักๆ พอได้ยินว่าเห็นคนหลายคนนั่งยองๆอยู่ที่ริมทางโค้ง ตอนนั้นขับรถเลยมาเล็กน้อยจึงมองดูในกระจกมองหลัง ก็เห็นมีคนหลายคนนั่งเรียงรายอยู่ริมทางโค้งจริงๆ ท่าทางที่เห็นนั้นรู้ได้เลยว่าไม่ใช่มนุษย์ ผู้ที่นั่งรถไปด้วยนั้นมีอยู่สองคน แต่อีกคนหนึ่งมองไม่เห็นอะไร

   เมื่อสอบถามชาวบ้านในย่านนั้นดูก็ได้ความว่า บริเวณที่ทิ้งศาลนั้นเป็นสุสานเก่าเรียกว่าสุสานเมืองโบราณ เคยมีการขุดพบโครงกระดูกบ่อยๆ มีคนเห็นผีบ่อยๆด้วย


ภาพจาก l.lnwfile.com

ภาพจาก wp.com

ภาพจาก news.mthai.com

   ประสบการณ์เห็นผีครั้งสำคัญเห็นที่โรงพยาบาลกลาง เห็นกันใกล้ๆจะๆถึงสองครั้งสองหน ครั้งแรกไปรอรับแฟนที่เป็นพยาบาล ซึ่งออกเวรตอน 24:00 น. ผู้เขียนไปนั่งรอที่ตึกเก่าซึ่งเป็นอาคารรุ่นโบราณ มีแสงสลัวๆสักหน่อยเพราะหมดเวลาทำการแล้ว มีไฟส่องสว่างเป็นไว้ไม่กี่ดวง แสงสลัวแต่ยังมองเห็นได้ชัด ตึกหลังนี้ปัจจุบันถูกรื้อไปแล้ว

   ตอนที่นั่งรอนั้นไปนั่งรอตรงหน้าตู้โทรศัพท์ที่เป็นตู้ไม้แบบตู้โทรศัพท์รุ่นเก่านั้น ผู้เขียนนี้ได้เข้าไปโทรบอกแฟนว่ามาถึงแล้ว และก็ออกมานั่งรอตรงหน้าตู้โทรศัพท์นั่นเอง ขณะนั้นแถวๆนั้นไม่มีคนอยู่แน่นอน และผู้เขียนเป็นคนเข้าไปใช้โทรศัพท์ที่ตู้นั้นเพียงคนเดียว ไม่มีใครรอใช้โทรศัพท์เลย

   แต่แล้วอยู่ๆผู้เขียนก็เห็นมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ซึ่งอยู่ห่างแค่ไม่เกิน 2 เมตร เวลาห่างจากที่ผู้เขียนเข้าไปใช้โทรศัพท์ไม่เกิน 1 นาที เธอผู้นี้ใส่ชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาล การเห็นเธอนั้นเห็นใกล้ๆต่อหน้าต่อตา ลักษณะที่เห็นตัวเธอนั้นเห็นใกล้ๆแต่แปลกตรงที่เห็นชัดๆแต่ไม่ใช่ชัดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ประมาณว่าเป็นภาพใกล้ HD ไม่ใช่ FULL HD

   ตอนที่เห็นเธอนั้นผู้เขียนนึกเฉลียวใจทันทีว่าเจอดีเข้าให้แล้ว(ผีหลอก) ยืนจ้องมองเธอแต่เธอทำเหมือนไม่เห็นผู้เขียน เธอเดินตรงเข้ามาและเดินผ่านไปแบบแขนเสื้อแทบจะชนกันเลย ผู้เขียนหันไปมองตามก็ยังเห็นเธอเดินไปตามทางเดินแคบๆที่เป็นระเบียง แปลกที่ช่วงตั้งแต่หน้าแข้งลงไปนั้นภาพไม่ชัด มันออกจะมืดๆเฉพาะตรงระดับนั้น ผู้เขียนนึกอยากถามเธอขึ้นมาทันทีเลยรีบเดินตาม พอห่างแค่ฟุตเดียวก็เป็นมุมตึกพอดี เห็นเธอเลี้ยวไปตามทาง แต่พอเดินเลี้ยวไปบ้างก็ไม่เห็นร่างของเธอแล้ว

   จากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างว่าเธอไม่ใช่ผีก็หาไม่ได้เลย เพราะบริเวณที่เห็นนั้นแคบแต่มีแสงส่องสว่างพอสมควร และเธอที่ปรากฏร่างให้เห็นแต่งชุดผู้ป่วยนั้น ในเวลานั้นไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยออกมาเดินด้วย แถมยังเป็นช่วงที่ล็อคประตูทางเข้าออกหอผู้ป่วยไปนานแล้ว



   อีกครั้งที่โรงพยาบาลกลางตรงบริเวณเดิมเวลาเที่ยงคืนเหมือนเดิม ผู้เขียนไปนั่งรอแฟนพยาบาลเหมือนเดิม ขณะที่นั่งรอก็เห็นมีนางพยาบาลรุ่นใหญ่เดินผ่านหน้าไป เกิดนึกเฉลียวใจอีกว่าเรานั่งแถวนี้อยู่คนเดียว จุดที่นั่งอยู่นั้นถ้ามีคนมาเราจะเห็นได้แต่ไกลเลย แต่นี่ไม่เห็นมีคนอยู่ในบริเวณนั้น พอพริบตาเดียวมีคนเดินผ่านหน้าเราไปได้อย่างไร

   ผู้เขียนรู้ตัวว่าเจออีกแล้ว นั่งมองนางพยาบาลท่านนี้เดินไปตามระเบียง ผู้เขียนอยากพิสูจน์ให้แน่ใจจึงรีบเดินตามไป แต่พอถึงมุมเลี้ยวนางพยาบาลท่านนี้ก็หายไปอีก ยังจำได้เลยว่ารูปร่างออกท้วมๆ หลังจากคืนนั้นก็ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่คุ้นเคยกัน ก็ได้ความว่าช่วงนั้นมีพยาบาลอาวุโสถึงแก่กรรมพอดี มีน้องๆพยาบาลเห็นนางพยาบาลอาวุโสนี้มาเดินอยู่ตรงที่ผู้เขียนเห็นด้วย ทางที่นางพยาบาลอาวุโสท่านนี้เดินก็คือทางที่ท่านเดินไปเข้าเวรอยู่เป็นประจำ ช่วงนั้นใครๆก็หนีไปเดินขึ้นตึกทางอื่นกันหมด 

ภาพจาก tvmthai.com

ภาพจาก i.kapook.com

   ผีชมบในปัจจุบันชื่อนี้ลืมไปเกือบหมดแล้ว แต่ปรากฏการณ์ผีชมบยังคงมีอยู่ คนยุคนี้ไปเรียกรวมๆกันว่าโดนผีหลอกนั่นเอง ผีชมบแค่หลอกให้ตกใจเฉยๆ แต่ความตกใจนี่แหละที่ก่อให้เกิดอันตรายตามมา เช่น ตกใจโดนเงาตัดหน้ารถที่ขับ เลยหักหลบรถจึงพลิกคว่ำ

   ปรากฏการณ์ภาพถ่ายติดวิญญาณ ก็พอจะนับรวมเข้าไว้ได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ผีชมบ เพราะมีผีมาปรากฏให้เห็นอยู่ในภาพนั้น แต่ไม่มีฤทธิ์ถึงขนาดลงมือทำร้ายคน แค่มาให้เห็นในภาพถ่ายให้หลอนกันเล่นๆ หรือมาส่งข่าวสารด้วยภาพให้รู้ว่าวิญญาณยังคงอยู่ในบริเวณนั้น ถ้าเป็นทางไทยเราก็จะมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ไปผุดไปเกิด แต่ถ้าเป็นทางชาติตะวันตกแล้วผีก็แย่หน่อย คงหาคนทำบุญให้ยาก

   คาถาที่ใช้ไล่ผีชมบก็จะใช้บทพระพุทธคุณหรืออิติปิโสที่ว่า..อิติปิโสภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโตโลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถี สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

   หรือคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า..อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ

   หรือคาถาบทอภัยปริตร ใช้ทำน้ำมนต์ล้างหน้าหรือประพรม 
   ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

   ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

   ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆาานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

   ถ้าจำคาถาบทยาวๆไม่ได้ ก็ให้ภาวนาสั้นๆว่าอะระหัง

Reading for foreigners

Some spells chapter 

1.   Ei Ti Phi So Wi Se Se Ei
   Ei Se Se Phut Tha Na Me Ei
   Ei Me Na Phut Tha Tang So Ei
   Ei So Tang Phut Tha Phi Ti Ei

2.   A Ra Hung

   บางทีตอนนี้อาจมีอะไรบางอย่างแอบอยู่ข้างหลังท่านก็ได้ หรือจ้องมองมาจากทางหน้าต่าง โปรดระวัง...
  
ภาพจาก bp.blogspot

ภาพจาก hilightkapook.com   

ภาพจาก kapook.com

ภาพจาก i.sanook.com
ภาพจาก huaypress.com 
ภาพจาก chalotthailand.com 


ภาพจาก kapook.com


ภาพจาก news.tlc.com


ภาพจาก painaidii.com

ภาพจาก postjung.com

ภาพจาก shockmthai.com
ภาพจาก hilightkapook.com
ภาพจาก khaojing.com
ภาพจาก painaidii.com
ภาพจาก springnews.com.th

ภาพจาก news.mthai.com

the newby church monk


ภาพจาก socail.tnews.co.th
               

ภาพจาก oknation.net
His Faverite Chair

The Hampton Court Ghost
ภาพยนตร์ shutter

ภาพจาก 1bp.blogspot.com


ภาพจาก pantip.com

ภาพจากเว็บไซด์ที่ระบุ มีทั้งภาพที่เชื่อว่าเป็นของจริง และมีภาพจากภาพยนตร์ โปรดใช้วิจารณญาณในการชม
ขอขอบคุณที่มาของภาพทั้งหมดด้วยครับ








วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.๖ ผีกระสือ

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย
ผีกระสือ
Ghost - Krasue (Head Ghost)

ภาพจากละคร กระสือ




ผีกระสือ
   ผีที่เป็นตำนานในระดับต้นๆของไทยนั้นต้องนับเอาผีกระสือรวมอยู่ด้วย แต่ผีกระสือในความเข้าใจของคนยุคปัจจุบันนั้น ความจริงแล้วผิดเพี้ยนไปจากผีกระสือดั้งเดิมมาก ผิดไปขนาดว่าถ้าผีกระสือยุคเก่ามาเห็นผีกระสือยุคนี้ ผีกระสือยุคเก่าคงต้องงงว่านี่มันผีอะไรวะ ผีกระสือระดับบรรพบุรุษของผีกระสือยุคนี้ ถ้าได้โคจรมาเจอกันเข้า ผีกระสือโบราณคงต้องอึ้งทึ่งตะลึงไปกับผีกระสือยุคใหม่ อาจขำกลิ้งหรือวิ่งหนีป่าราบ


ตำนานผีกระสือยุคใหม่ซึ่งความจริงในสมัยนี้ก็ไม่ใหม่แล้ว เพราะเรื่องมันผ่านมาก็ร่วมๆจะ ๕๐ ปีเข้าไปแล้ว ตำนานผีกระสือดังกล่าวนี้ทำให้คนไทยเราเชื่อว่า ผีกระสือเป็นผีผู้หญิง รูปร่างก็ดูแปลกประหลาดดูน่ากลัวสยองน่าตกอกตกใจ เพราะมีแต่หัวกับกระเพาะลำไส้ นับว่าเป็นผีที่มีรูปร่างน่ากลัวแบบครึ่งๆกลางๆไม่ครบตัว ไม่ต้องเน่าเฟะอะไรเลย แค่มีหัวกับเครื่องในแค่นี้ไม่ต้องทำอะไรก็สยองขวัญมากแล้ว

เชื่อกันว่า ผีกระสือนี้ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เป็นผีกระสือได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะข้อนี้สิทธิสตรีมีสูงกว่าบุรุษ ผู้ชายจะไปเป็นผีกระสือไม่ได้อย่างเด็ดขาด ที่ผู้ชายเป็นได้ก็คือเป็นผีกระหัง ซึ่งเป็นเพื่อนรักของผีกระสือ แต่ผีกระหังนี่ลำบากหน่อยตอนแปลงกาย เพราะกว่าที่จะแปลงกายเป็นผีกระหังได้นั้น ต้องหากระด้งมาทำปีก หาสากตำข้าวเอามาทำเป็นหาง 

กระสือยายสาย ป้า น้ำเงิน บุญหนัก


ภาพ ละครกระสือ

   ตามความเชื่อเรื่องผีกระสือใช้ชั้นหลังนั้น เชื่อว่าผีกระสือเป็นผู้หญิง โดยเป็นผีไปในแบบที่ยังไม่ได้ตายไปจริงๆ แต่จะกลายเป็นผีกระสือได้ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำนองครึ่งผีครึ่งคน ในตอนกลางวันก็เป็นคนธรรมดาๆ แต่พอถึงเวลากลางคืนก็จะกลายเป็นผีกระสือ วิธีที่กลายเป็นผีกระสือก็คือต้องถอดศีรษะแยกออกมาจากร่าง ตอนที่ถอดศีรษะออกมานั้น จะมีหลอดอาหารติดศีรษะออกมาด้วย ซึ่งจะลากเอากระเพาะอาหารและลำไส้ออกมาด้วย ดังนั้นเวลาผีกระสือจะไปหากิน ก็จะมีหัวกับกระเพาะลำไส้ติดตามไปด้วย น่าสยองยิ่งนัก

      ผีกระสือนั้นเป็นแล้วเป็นเลย ถึงจะแก่สักเท่าไรก็ไม่ตายอย่างเด็ดขาด ถ้าเบื่อความเป็นผีกระสือเกิดอยากตายขึ้นมาก็ยังตายไม่ได้ ถึงร่างที่เป็นมนุษย์จะเจ็บไข้ได้ป่วยหนักเท่าไรก็ไม่มีทางตาย นอกจากจะหาคนมาเป็นผีกระสือแทนตัวเองได้แล้วเท่านั้น จึงจะสามารถตายได้ คือต้องหาคนมาเป็นทายาทกระสือ รับเอาความเป็นผีกระสือของตนเองให้ได้ก่อน เมื่อถ่ายทอดความเป็นผีกระสือให้ทายาทกระสือแล้วถึงจะตายได้

   การถ่ายทอดความเป็นผีกระสือก็ทำได้ง่ายๆคือ ให้ผู้รับเป็นทายาทกระสือกินน้ำลายของผีกระสือ แค่นี้ก็กลายเป็นผีกระสือรับช่วงต่อไปได้ ส่วนผีกระสือตนเดิมก็จะตายไป



ละครกระสือ คุณ รชนีกร พันธุ์มณี

   อาหารของผีกระสือจะเป็นของเหม็นๆคาวๆ เช่นเครื่องใน เลือด ผีกระสือที่ออกมาล่าเหยื่อนั้น จะกินแค่เครื่องในเท่านั้น ส่วนเนื้อดีๆเช่น เนื้อสันใน คอหมูย่าง คากิ หมูกรอบ ทีโบน อย่างนี้ผีกระสือไม่ชอบไม่กิน ผีกระสือจะกินแต่ของคาวๆของเน่าเหม็นเป็นอาหาร ถ้าผีกระสือหาอะไรกินไม่ได้จริงๆแล้ว ก็จะไปแอบกินอุจจาระตามส้วม


   อาหารที่ผีกระสือชอบเป็นที่สุดก็คือรกเด็ก โดยจะแอบไปกินรกของเด็กแรกเกิด พอคนรู้ว่าผีกระสือชอบกินรกเด็กแรกเกิด ก็เลยหาทางป้องกันโดยการเอาเถาวัลย์ประเภทที่มีหนามมาสุม เพื่อป้องกันผีกระสืบแอบเข้ามากินรกเด็ก หรือสุมไม้ที่มีหนามเอาไว้ที่คอกสัตว์ เพื่อป้องกันผีกระสือเข้ามากัดกินสัตว์เลี้ยง เชื่อว่าผีกระสือจะไม่กล้าบุกเข้ามา เพราะจะโดนหนามเกี่ยวลำไส้ให้ติดคากับดัก

กระสือยายสายกำลังถอดหัว
กระสือกำลังถอดหัว กระสือตนนี้สวย

   เมื่อผีกระสือถอดศีรษะออกจากร่างได้แล้ว ก็จะลอยไปแบบมีศีรษะพร้อมมีกระเพาะลำไส้ห้อยโตงเตงไปด้วย โดยจะลอยไปลอยมาพร้อมมีแสงกระพริบคล้ายหิ่งห้อยตัวใหญ่ยักษ์ แสงของกระสือนี้เล่ากันว่ามีทั้งแสงสีแดงสีเขียว จะเห็นลอยกระพริบสูงประมาณไม่เกินยอดไม้





ภาพยนตร์ กระสือสาว ป้าพิศมัย วิไลศักดิ์

   ลีลาการล่าเหยื่อกัดกินเหยื่อของผีกระสือก็น่ากลัวไม่น้อย ผีกระสือจะกัดที่คอให้เลือดไหลจนตาย แล้วจึงกัดที่ท้องให้ท้องแตกฉีกมีลำไส้ไหลออกมา อย่างนี้ก็จะกินเครื่องในได้อย่างง่ายๆและเอร็ดอร่อย แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่เช่นวัวควาย ผีกระสือก็จะกัดที่รูก้น แล้วกระชากลากเอาลำไส้ออกมาทางก้น จากนั้นจึงกิน


   ผีกระสือที่กินอิ่มแล้วก็จะกลับบ้านพร้อมใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบจากซากที่กิน ถ้าผีกระสือลอยผ่านไปทางบ้านที่ตากผ้าทิ้งไว้ ผีกระสือก็จะแวะเข้าไปใช้ผ้าที่ตากนั้นเช็ดปาก พอตอนเช้าเจ้าของบ้านจะมาเก็บผ้า ก็จะเห็นคราบสปรกที่ผ้านั้น ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นผีกระสือก็ใช้วิธีง่ายๆคือ เอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปต้มในน้ำเดือด ผีกระสือตนนั้นจะร้อนปากจนปากพอง ทำให้สังเกตได้ว่าใครเป็นผีกระสือ

ความจริงแล้วนั้น ผีกระสือในแบบที่มีแต่หัวกับลำไส้ลอยไปลอยมานี้ เป็นเรื่องที่จินตนาการแต่งขึ้นโดยนักเขียนการ์ตูนรุ่นเก่ามากๆท่านหนึ่ง ท่านผู้นี้ใช้นามปากกาว่า ทวี วิษณุกร  นามจริงว่า คุณทวี เย็นฉ่ำ โดยเขียนเป็นการ์ตูนเรื่องยาวชื่อเรื่องว่า กระสือสาว เป็นการ์ตูนฮิตในหนังสือการตูนหนูจ๋า ตัวเอกของเรื่องที่เป็นผีกระสือนั้นมีชื่อว่า บัวคลี่ เป็นคนดีแต่มีกรรมเก่าที่ต้องมาเป็นผีกระสือ การ์ตูนเรื่องกระสือสาวนี้มีอายุเก่าแก่ ไปๆมาๆคนในชั้นหลังเลยคิดกันไปว่า ผีกระสือต้องมีแต่หัวกับลำไส้ลอยไปลอยมา

   เรื่องผีกระสือที่มีแต่หัวกับไส้นั้นมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ต่อมาคุณทวี วิษณุกร ต้องแจ้งความดำเนินคดีเรื่องละเมิดสิทธิ์

การ์ตูน กระสือสาว โดย ทวี วิษณุกร

ผีกระสือรุ่นเก่ากว่าและเป็นอีกคติหนึ่งนั้น จะไม่ยืนยันว่าเป็นผีกระสือที่มีแต่หัวกับกระเพาะลำไส้ แต่จะเป็นผีกระสือที่เป็นว่านชนิดหนึ่ง เรียกกันว่าว่านโพงหรือว่านกระสือ

   เล่ากันว่าว่านโพงหรือว่านกระสือมีวิญญาณสิงสู่อยู่ พอถึงกลางคืนก็จะเกิดเป็นอาถรรพ์ขึ้น โดยที่วิญญาณที่สิงอยู่ในว่านจะลอยออกมาเป็นดวงไฟ จะออกไปล่าเหยื่อมากินเป็นอาหาร วิธีกินส่วนใหญ่จะใช้วิธีกัดเหยื่อแล้วสูบเลือด ซึ่งคล้ายแดร๊กคูล่าผีดิบฝรั่งมาก

   ผีกระสือแบบที่เป็นผีที่สิงอยู่ในว่านกระสือหรือว่านโพงยังพิสดารอีก คือผีกระสือแบบนี้ถ้าลอยผ่านบ้านคนหรือผ่านคนบ่อยๆ ก็จะเกิดปฏิกิริยาแปลกพิศวงขึ้นมา โดยดวงไฟผีกระสือจะกลายเป็นใบหน้าคนขึ้นมาได้ ยิ่งถ้าเป็นว่านกระสือหรือว่านโพงที่มีคนเลี้ยงไว้ด้วยแล้ว ดวงไฟกระสือจะขึ้นเป็นใบหน้าของเจ้าของต้นว่านนั้นเอง ผีกระสือแบบนี้เห็นดวงแสงเป็นใบหน้าได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไม่จำเพาะว่าจะต้องเป็นใบหน้าผู้หญิงเพียงเพศเดียว

ภาพ magnolia.com ว่านโพงแบบที่มีผู้เลี้ยงไว้


เรื่องจริงจากพระธุดงค์

   พระอาจารย์รูปหนึ่งของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านยังหนุ่มยังแข็งแรง ท่านมักออกเดินธุดงค์บ่อยๆ ครั้งหนึ่งท่านเดินธุดงค์ผ่านไปทางเทือกเขาภูพานซึ่งยังเป็นป่าดงดิบรกทึบ ท่านผ่านไปถึงใกล้ลำธารที่มีความร่มรื่นเงียบสงัด มีทำเลดีมากมีน้ำท่าบริบูรณ์ ท่านจึงอธิษฐานจิตปักกลดที่บริเวณนั้น

   ท่านอยู่บำเพ็ญจิตในที่บริเวณนี้หลายวัน แล้วท่านก็สังเกตเห็นว่า ในตอนกลางคืนมักมีแสงลอยเป็นดวง โดยที่แสงนี้จะสว่างบ้างสลัวบ้างคล้ายกับว่าแสงกระพริบ ท่านเห็นแสงดวงนี้ลอยผ่านไปหลายครั้ง จึงนึกถึงคำที่คนโบราณว่าเป็นแสงจากผีกระสือ

   คืนหนึ่งท่านออกจากสมาธิได้สักครู่ แสงจากผีกระสือนี้ก็ลอยมาให้เห็นอีก ด้วยความอยากรู้พระอาจารย์จึงลุกออกจากกลด แล้วเดินตามแสงผีกระสือไป แสงผีกระสือก็ลอยหนีไปเรื่อยๆ จนในที่สุดแสงนี้ก็ไปลอยอยู่เหนือบริเวณดงไม้รกๆแล้วดับหายไป พระอาจารย์จึงทำเครื่องหมายไว้ตรงที่แสงผีกระสือหายไป จากนั้นจึงเดินกลับไปที่กลด

   พอรุ่งเช้าพระอาจารย์ได้เดินสำรวจไปตามทิศทางที่เห็นแสงผีกระสือ เมื่อถึงจุดที่แสงผีกระสือหายไป ท่านยืนยันว่าจำได้แม่นเพราะมีเครื่องหมายที่ท่านทำไว้ พอพิจารณาดูก็เห็นเป็นดงว่านชนิดหนึ่งเรียกว่าว่านโพงหรือว่านโพลง ซึ่งบางที่เรียกว่านกระสือ

ภาพ magnolia.com ว่านโพงเหล็ก

   พระอาจารย์ท่านเห็นชัดๆเลยว่ากอว่านตรงจุดที่แสงผีกระสือหายไปนั้น มีรอยเลือดสีแดงซึ่งแห้งคล้ำแล้วติดที่ต้นว่าน ซึ่งเป็นไปตามตำนานที่คนโบราณเล่าขานกัน แต่ต้นว่านกระสือจะมีวิญญาณสิงจริงหรือไม่ ท่านว่าอย่าไปสนใจเพราะไม่มีประโยชน์

   พระอาจารย์ปักกลดอยู่หลายวัน ทั้งยังคงเห็นแสงผีกระสือลอยไปที่กอว่านดังกล่าวเหมือนเดิม จนกระทั่งท่านถอนกลดแล้วเดินธุดงค์ต่อไป ปัจจุบันท่านชราภาพแล้วจึงกลับไปอยู่ที่วัดในจ.มุกดาหาร



ตำนานผีกระสือเป็นตำนานยอดฮิตของผีไทยตำนานหนึ่ง มีคนกลัวผีกระสือกันมากโดยเฉพาะคุณผู้ชายที่มีเมีย เน้นแบบที่เมียชอบกินอาหารดิบๆหรือไม่ค่อยสุกดีนัก ตำนานนี้เล่ากันไปทั้งเป็นเรื่องตลกขบขันและเรื่องจริงสำหรับคนกลัวผี ทั้งยังเป็นเรื่องที่คนอยากเปลี่ยนเมียตั้งใจยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง คือ

   เล่ากันว่าถ้าสังเกตเห็นว่าผัวหรือเมียชอบกินอาหารที่ดิบๆหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ อย่างนี้ให้ระมัดระวังตัวไว้ก่อน ให้สังเกตดูว่าผัวหรือเมียที่กินอาหารแบบนี้มีอากัปกริยาเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ เช่น มีใบหน้าหมองคล้ำ ไม่ชอบแสงแดด ไม่สบตาคน ไม่ค่อยพูดจา ถ้าเป็นแบบนี้ให้สงสัยว่าอาจโดนผีกระสือสิงร่างไปแล้ว ต้องพิสูจน์ด้วยวิธีสุดท้าย



   วิธีพิสูจน์ขั้นสุดท้ายว่าเป็นผีกระสือหรือรวมทั้งผีกระหังด้วยก็คือ เวลานอนตอนกลางคืนให้นอนหันหลังให้กัน และห้ามเผลอหลับไปอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าขืนเผลอหลับเป็นต้องตายอย่างแน่นอน

   ที่ให้นอนหันหลังก็เพราะเป็นการอ่อยเหยื่อผีกระสือนั่นเอง โดยให้ยอมเสี่ยงว่าผัวหรือเมียจะเอามือมาจับที่ก้นเราหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งล้วงจับตรงรูก้น ถ้าปรากฏว่าผัวหรือเมียเอามือมาจับเมื่อไร แสดงว่ากำลังจะล้วงก้นเพื่อลากลำไส้เราออกมากินนั่นเอง

   ตำนานอย่างหลังนี้มีคนเชื่อกันจริงๆจังๆเสียด้วย โดยเฉพาะคนที่อยากเปลี่ยนผัวเปลี่ยนเมีย


   อย่างไรก็ตามตำนานผีกระสือก็ยังเป็นตำนานผียอดฮิตของไทยอยู่เสมอ และ ตลอดไป





















ขอขอบคุณภาพประกอบจากละครโทรทัศน์เรื่องกระสือ ภาพยนตร์ชุดกระสือเวอร์ชั่นต่างๆ ภาพจากเว็บไซต์