แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระยากงพระยาพาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระยากงพระยาพาน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เจดีย์ในเมืองไทย.๒ พระประโทณเจดีย์

พระประโทณเจดีย์



พระประโทณเจดีย์ จ.นครปฐม
พระประโทณเจดีย์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระประโทณเจดีย์ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครปฐมไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๔ กิโลเมตร ลักษณะศิลปะกรรม เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏซากเนินขนาดใหญ่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่กลางวัด แต่เดิมสถูปพระประโทณ เป็นรูปทรงโอ่งคว่ำ พระประโทณเจดีย์ เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมนับความสำคัญเป็นลำดับสองรองจากพระปฐมเจดีย์ ยังปรากฏซากเนินใหญ่อยู่กลางวัดเป็นสำคัญ 

   พระประโทณเจดีย์ ตั้งอยู่กลางวัดเป็นเนินใหญ่ อยู่บนพื้นฐานสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ โดยอิฐที่ก่อเป็นฐานรอบเนินนี้ เป็นของก่อขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อกันดินพัง ไม่ใช่ของที่สร้างไว้แต่เดิม บนยอดเนินมีพระปรางค์อยู่องค์หนึ่ง ทรวดทรงเตี้ยกว่าองค์ที่สร้างบนยอดเนินพระปฐมเจดีย์ บนพื้นฐานเป็นลานกว้างมีต้นไม้ขึ้นร่มรื่นและเดินไปได้โดยรอบ ที่เนินพระปรางค์มีบันใดสูงขึ้นไปยังองค์พระปรางค์ซึ่งอยู่บนยอดเนิน สูงจากพื้นดินประมาณ ๒๐ เมตร เมื่อขึ้นบรรไดไปข้างบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของจังหวัดนครปฐมได้โดยรอบ



ประวัติความเป็นมาของวัดพระประโทณ

    วัดพระประโทณเจดีย์สันนิษฐานว่าการสร้างครั้งแรกสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันไปทางทิศเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ประมาณ 1,200 เมตร

     วัดพระประโทณเจดีย์ปัจจุบันสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2324 ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ห่างประมาณ 20 เมตร  สันนิษฐานว่าย้ายมาจากที่เดิมเมื่อ 200 ปีเศษ เพราะมีกุฏิโบราณหลังหนึ่งจารึกตัวหนังสือและตัวเลขด้วยปูนบอกว่าซ่อมเมื่อ พ.ศ. 2456  

   จากหลักฐานดังกล่าวสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2366 - 2370  ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า วัดพระประโทณเจดีย์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2324  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2327

ภาพจาก www.m.culture.go.th

พระประโทณเป็นพระเจดีย์เก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เดิมเป็นวัดสำคัญที่อยู่ใจกลางเมืองสมัยโบราณ ภายในวัดมีเจดีย์จุลประโทณประดับภาพปูนปั้นยุคทวาราวดี รูปเรือสำเภาและรูปคนอินเดีย เป็นหลักฐานสำคัญที่สรุปได้ว่าที่นี่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญ ปัจจุบันภาพปูนปั้นได้แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์


   พระประโทณเจดีย์ เดิมทีเดียวเป็นวัดที่มีต้นไม้ขึ้นรกมาก เต็มไปด้วยป่าไผ่ มีไก่ป่าชุกชุม ดังเห็นได้ตามคำพรรณนาของนายมี ในนิราศพระแท่นดงรัง ว่า

               ถึงประโทณารามพราหมณ์เขาสร้าง          เป็นพระปรางค์แต่บุราณนานนักหนา
           แต่ครั้งตวงพระธาตุพระศาสดา                     พราหมณ์ศรัทธาสร้างสรรไว้มั่นคง
           บรรจุพระทะนานทองของวิเศษ                     ที่น้อมเกศอนุโมทนาอานิสงส์
           จุดธูปเทียนอภิวันท์ด้วยบรรจง                      ถวายธงแพรผ้าแล้วลาจร
           ดูสองข้างมรรคาล้วนป่าไผ่                            คนตัดใช้ทุกกอตอสลอน
           หนามแขนงแกว่งห้อยรอยเขารอน                 บ้างเป็นท่อนแห้งหักทะลักทะลุย
           ที่โคนไผ่ไก่ป่ามาซุ่มซุก                                 บ้างกกกุกเขี่ยดินกินลูกขุย
           พอเห็นคนวนบินดินกระจุย                           เป็นรอยคุ้ยรอบข้างหนทางจร

ภาพจาก www.m.culture.go.th



การบูรณะองค์พระประโทณเจดีย์

   การบูรณะองค์พระประโทณเจดีย์ มีหลักฐานปรากฏชัดเจน 2 ครั้งด้วยกัน คือ

ครั้งที่ 1

   ได้มีการบูรณะก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 4 คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้น องค์พระสถูปเจดีย์พระประโทณได้ชำรุดทรุดโทรม มีคุณหลวงวังกรมการ (พวง) และนางวังกรมการ (พริ้ง) สุวรรณรัตน์ มีส่วนในการซ่อมองค์พระสถูป และพิจารณาเห็นว่าพระประโทณเจดีย์เดิมเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานองค์พระเขี้ยวแก้ว และทะนานทองพระบรมสารีริกธาตุ 
   
   ท่านทั้งสองได้เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ส่วนตัวทั้งหมด สร้างพระเขี้ยวแก้วและทะนานทองกับยอดสลัดไดองค์พระประโทณเจดีย์ ทะนานทองและสลัดไดนั้นสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ ส่วนองค์พระเขี้ยวแก้วสร้างจำลองได้อัญเชิญมาจากศรีลังกา ครั้งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ฯ ทรงเสด็จไปราชการที่เมืองลังกา ท่านทั้งสองได้ขอร้องให้ทรงสร้างรูปจำลองมาให้ในฐานที่รักใคร่สนิทสนมกันมา ระหว่างท่านทั้งสองกับพระองค์ท่าน ขณะนี้พระเขี้ยนวแก้วและทะนานทอง ได้ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ

ครั้งที่ 2

   สมัยพระครูวินยาภินันท์ องค์เจดีย์ได้ชำรุดทรุดโทรมมาก วันหนึ่งในปี 2505 เวลา 07.00 น. เศษ เจดีย์ได้พังลงมา ในขณะที่พระกำลังนั่งฉันท์ภัตตาหารเช้าอยู่  ได้ยินเสียงดังครืน ปรากฏว่าอิฐที่ก่อไว้กลางองค์เจดีย์ ทางทิศตะวันตกได้พังลงมาประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของลานสี่เหลี่ยมด้านบนของลานเจดีย์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของกองโบราณคดี กรมศิลปากรได้ทราบข่าวจึงมาสำรวจ 

   พระครูวินยาภินันท์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น เห็นว่าถ้าปล่อยไว้องค์พระประโทณเจดีย์ จะกลายเป็นเศษอิฐเศษปูน จึงจัดการซ่อมโดยใช้แบบตั้งแล้วเทเป็นชั้นๆ สร้างทับอิฐเก่าเพื่อกันพังรอบองค์เจดีย์ ที่เป็นอิฐโบราณอยู่ และเทคอนกรีตบนลานสี่เหลี่ยมด้านบนของเจดีย์ พร้อมกับทำลูกกรงทั้งสี่ด้าน ในส่วนบนของเจดีย์ต่อมาได้ทำแบบเทปูนฐานสี่เหลี่ยมชั้นล่างขององค์พระประโทณเจดีย์ โดยปิดอิฐโบราณที่ก่อไว้เดิมหมด จึงปรากฏว่าเป็นของใหม่ แต่ของเก่าอยู่ชั้นใน สรุปว่า สร้างทับของเก่าไว้ใหม่หมดอีก 2 ชั้น

ภาพจาก www.oocities.org พระประโทณเจดีย์
ภาพจาก www.oknation.net
ตำนานพระประโทณเจดีย์
ตำนานพระปฐมเจดีย์ฉบับพระยาราชสัมภารากร และฉบับตาปะขาวรอด และในพงศาวดารเหนือ แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เรื่องมีอยู่ว่า

ตามนิยายปรัมปรากล่าวถึงมูลเหตุการสร้างพระประโทณเจดีย์นี้ว่า พญาพานเป็นผู้สร้างขึ้นโดยมีตำนานว่า 

   เมื่อพญากงได้ครองเมืองศรีวิชัย คือ เมืองนครปฐมในปัจจุบันนี้ สืบต่อจากพระเจ้าสิการาชผู้เป็นพระราชบิดาแล้ว ต่อมาพระมเหสีได้ทรงพระครรภ์ได้พระราชบุตรประสูตแต่องค์หนึ่ง โหรได้ถวายคำพยากรณ์พระราชกุมารที่ประสูติมานี้ว่า จะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก จะได้ครองราชสมบัติ เป็นกษัตริย์ต่อไปในภายหน้า แต่ว่าพระราชกุมารนี้จะกระทำปิตุฆาต คือ ฆ่าพ่อ 

   เมื่อพญากงได้ทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ราชบุรุษนำพระราชกุมารไปฆ่าทิ้งเสียในป่า ราชบุรุษจึงนำไปทิ้งไว้ที่ป่าไผ่ ที่เป็นบริเวณไร่ของยายพรหม แต่บังเอิญยายพรหมไปพบพระราชกุมาร จึงได้เก็บมาเลี้ยงไว้ แต่ยายพรหมมีลูกหลานมาก จึงยกพระราชกุมารให้ยายหอมไปเลี้ยงแทน

 ยายหอมได้เลี้ยงพระราชกุมาร แล้วนำไปให้เจ้าเมืองราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่ขณะนั้นเมืองราชบุรีเป็นเมืองขึ้นของเมืองศรีวิชัย อยู่มาภายหลังพระราชกุมารเติบโตขึ้น ได้แข็งเมืองไม่ยอมส่งบรรณาการ และได้ท้ารบกับพระยากง จนได้ชนช้างกัน เมื่อฆ่าพญากงสำเร็จแล้วจึงได้เข้าเมืองศรีวิชัย 

   เวลานั้นพระมเหสีของพญากงซึ่งเป็นพระชนนีของพญาพาน ยังมีพระชนม์อยู่ กล่าวกันว่ารูปโฉมสวยงาม พญาพานคิดอยากได้เป็นมเหสี ได้เสด็จเข้าไปที่ตำหนัก เทพยดาในที่นั้นเห็นว่าพญาพานจะทำบาปหนัก เพราะจะเอามารดาเป็นเมีย เทพยดาจึงได้แปลงเป็นแพะบ้าง แปลงเป็นแมวแม่ลูกอ่อนบ้าง นอนขวางบันใดปราสาทอยู่ 

   เมื่อพญาพานข้ามสัตว์ทั้งสองนั้นไป สัตว์ตัวลูกจึงพูดกับแม่ว่า ท่านเห็นเราเป็นเดรัจฉานจึงข้ามไป แม่ตอบลูกว่า นับประสาอะไรกับเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่มารดาของท่าน ท่านยังจะเอาเป็นเมีย 

   พญาพานได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนัก จึงทรงตั้งอธิษฐานว่า ถ้าพระมเหสีของพญากงเป็นพระมารดาของเราจริงแล้ว ขอให้น้ำนมหลั่งออกจากถันทั้งสองข้างให้ปรากฏ ถ้าไม่ใช่พระมารดาของเราก็ขออย่าให้น้ำนมไหลออกมาเลย 
   พญาพานตั้งอธิษฐานแล้ว น้ำนมได้หลั่งออกมาจากถันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา พญาพานจึงได้ไต่ถาม ได้ความว่าเป็นพระมารดาจริงแล้ว ก็ทรงดื่มกินน้ำนม และทรงทราบว่าพญากงเป็นพระราชบิดา จึงโกรธยายหอมว่า มิได้บอกให้ตนทราบว่าเป็นบุตรใคร จนได้ทำบาปหนักถึงฆ่าพ่อ แล้วได้ไปเรียกยายหอมมา 

   เมื่อยายหอมมาถึงแล้วพญาพานจึงจับยายหอมฆ่าเสีย คนทั้งปวงจึงเรียกพระราชกุมารว่า พญาพาน เพราะไม่รู้จักคุณคนก็มี เรียกพญาพานเพราะเมื่อเวลาเกิดนั้น พระพักตร์กระทบพานทองเป็นแผลก็มี เมื่อพญาพานฆ่ายายหอมแล้ว ต่อมาได้สติรู้สึกเสียพระทัย ว่าฆ่าผู้มีพระคุณเสียแล้วอีกคนหนึ่ง จึงได้ถามสมณพราหมณาจารย์ว่าจะทำอย่างไร จึงจะล้างบาปในการฆ่าพระราชบิดาและฆ่ายายหอม ผู้ที่ได้เลี้ยงตนมาแต่เยาว์วัย 

   พระสงฆ์ก็ได้ถวายพระพรว่า ให้สร้างเจดีย์สูงแค่นกเขาเหิน จึงได้สร้างพระปฐมเจดีย์ขึ้นเพื่อล้างบาปที่ฆ่าพ่อ และสร้างพระประโทณเจดีย์ขึ้นเพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอม ตั้งแต่นั้นมา



ตำนานพระประโทณเจดีย์ ฉบับนายอ่อง ไวกำลัง และตำนานพระปฐมเจดีย์และพระประโทณเจดีย์ ฉบับพระยามหาอรรคนิกรและฉบับนายทอง กล่าวความไว้คล้ายกัน คือ 

   บริเวณที่ตั้งพระประโทณเจดีย์นั้น แต่เดิมเป็นตำบลบ้านพราหมณ์ เรียกว่า บ้านโทณพราหมณ์ได้นำ ทะนานทองที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในเรือนหิน ครั้นเมื่อถึง พ.ศ.1133 ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพ มาสร้างเมืองนครไชยศรีขึ้นเป็นเมืองใหญ่ ได้ขอทะนานทองจากพราหมณ์เพื่อจะนำไปแลกเปลี่ยนกับพระบรมสารีริกธาตุจากเจ้าเมืองลังกา 

   แต่ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพได้รับการปฏิเสธ ทำให้รู้สึกขัดเคืองพระทัยจึงยกรี้พลออกไปตั้งเมืองใหม่ชื่อว่า ปาวันและให้สร้างพระปฐมไสยาสน์องค์หนึ่งใหญ่ยาวมหึมา หลังจากนั้น จึงยกรี้พลมาแย่งทะนานทองไปให้เจ้าเมืองลังกาเพื่อบรรจุไว้ในสุวรรณเจดีย์ ต่อมาเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ 1199 พรรษา พระเจ้ากากะวรรณดิศราชแห่งเมืองละโว้ ได้มาก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่เคยบรรจุทะนานทองไว้แล้วให้นามว่าพระประโทณเจดีย์

   พระประโทณเจดีย์นับเป็นโบราณสถานเก่าแก่ อยู่ใกล้ๆกรุงเทพมหานคร และใกล้พระปฐมเจดีย์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนครปฐม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.oocities.org  , ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม  ,  ตำนานพระประโทณเจดีย์ของวัด  ,  หนังสือพิมพ์รอยธรรม



เจดีย์ในเมืองไทย.๑ พระปฐมเจดีย์

พระปฐมเจดีย์





 พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม


     พระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่มากอยู่ที่ จ.นครปฐม เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ทั้งยังเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่ครั้งสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งประเทศอินเดีย (พ.ศ.๒๔๐-๓๑๒ ครองราชย์พ.ศ.๒๗๐-๓๑๑) ทรงส่งสมณะทูตคือพระโสณะพระอุตตระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ

     ประวัติของพระโสณะและพระอุตตระ มีหลักฐานปรากฏชื่อของท่านทั้งสองในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง (สังคายนาครั้งที่ ๓ ประมาณปี พ.ศ. ๒๑๘)

     ในการสังคายนาครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้คัดเลือกให้พระเถระ ผู้ทรงภูมิธรรมออกไปประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆทั้งหมด ๙ สาย พระโสณะและพระอุตตระถูกคัดเลือกให้เป็นพระสมณะทูตคณะที่ ๘ และ ๙ มีหลักฐานยืนยันว่าพระโสณะและพระอุตตระได้เดินทางมายังสุวรรณภูมิจริง ซึ่งปรากฏในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ว่าพระโสณะกับพระอุตตระไปสุวรรณภูมิดังนี้

     “สุวณฺณภูมิ คจฺฉนฺตฺวาน โสณุตฺตรา มหิทฺธิกา ปิสาเจ นิทฺธมิตฺวาน พฺรหฺมชาลํ อเทสิสุแปลว่า พระโสณะและพระอุตตระผู้มีฤทธิ์มาก ไปสู่สุวรรณภูมิ ปราบปรามพวกปีศาจแล้ว ได้แสดงพรหมชาลสูตร” 

   ตาม คัมภีร์สมันตปาสาทิกา กล่าวถึงพระโสณะและพระอุตตระ แสดงอภินิหารปราบนางผีเสื้อน้ำและได้แสดงธรรมพรหมชาลสูตร คือสูตรว่าด้วยข่ายอันประเสริฐประกอบด้วยศีลน้อย ศีลกลาง และศีลใหญ่ นั่นคือการประพฤติตนอยู่ในสรณะและศีล มีคนในสุวรรณภูมินี้ได้บรรลุธรรมประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน และมีผู้ออกบวชประมาณ ๓,๕๐๐ คน

ภาพจาก www.chaoprayanews.com พระปฐมเจดีย์สมัยก่อน

ขนาดพระเจดีย์

     พระปฐมเจดีย์ปัจจุบัน มีลักษณะแบบทรงไทย รูประฆังคว่ำ โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่ ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยแผ่นกระเบื้องเคลือบสีส้ม สูง ๑๒๐ เมตร กับ ๔๕ เซนติเมตร ประกอบด้วยวิหาร ๔ ทิศ มีระเบียงคตชักแนวถึงกันโดยรอบเป็นวงกลม มีกะเปาะกันทรุดทั้ง ๔ ทิศ มีกำแพงแก้ว ๒ ชั้นล้อมรอบพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเริ่มการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๖          

พระปฐมเจดีย์ด้านที่มีพระร่วงโรจนฤทธิ์

 พระเจดีย์องค์เดิม สร้างขึ้นในราว พ.ศ.๒๓๕ - ๓๐๐ มีลักษณะเป็นแบบสัญจิเจดีย์ (ทรงบาตรคว่ำ) จากหนังสือเรื่องพระปฐมเจดีย์กับนำเที่ยว พระนิพนธ์ของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า


กล่าวโดยเฉพาะองค์พระปฐมเจดีย์นั้น ก็เป็นหลักฐานสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ถ้าพิจารณาดูรูปพระปฐมเจดีย์องค์เก่า (อยู่ข้างในพระปฐมเจดีย์องค์ปัจจุบัน แต่ยังมีรูปจำลองขนาดย่อมให้เห็นอยู่ทางด้านใต้) จะเห็นว่าเป็นของสร้างเพิ่มเติมกันมาหลายยุคหลายสมัย จนรูปพระเจดีย์เองแปรปรวนไป แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าเดิมได้บ้าง ถ้าเอาพระปรางค์ที่อยู่ข้างบนออกเสียแล้ว จะเห็นได้ทันทีว่า รูปคล้ายพระสถูปเจดีย์ที่เมืองสัญจี ซึ่งสร้างครั้งพระเจ้าอโศกมาก คือ ตัวสถูปเป็นรูปกลมทรงเหมือนโอหรือขันน้ำคว่ำ ข้างบนทำเป็นพุทธอาสนสี่เหลี่ยมตั้งไว้ มีฉัตร (อย่างร่ม) ปักเป็นยอด

    ฐานพระสถูปทำเป็นสี่เหลี่ยม รอบฐานทำเป็นที่เดินประทักษิณ มีรั้วล้อมรอบภายนอก และก่อด้วยอิฐเป็นทำนองเดียวกัน และที่เรียกชื่อว่า พระปฐมเจดีย์ (ราษฎรเรียกเพี้ยนไปเป็นพระปทม) ดังมีกล่าวไว้ในหนังสือเก่าๆ นั้น ก็เป็นพยานอย่างหนึ่ง ดังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสันนิษฐานว่า เห็นจะเป็นเพราะเป็นพระเจดีย์องค์แรกสุด ที่สร้างขึ้นในประเทศแถบนี้ เมื่อครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศก) แจกพระบรมธาตุไปในประเทศทั้งปวง เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ จะหาเจดีย์แห่งใดตั้งแต่เชียงแสน เชียงใหม่ ตลอดลงมาจนนครศรีธรรมราช แลเมืองลาว เมืองเขมร เสมอเหมือนมิได้
ภาพจาก puntip

     ในขณะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผนวชเป็นพระภิกษุ ได้เสด็จมานมัสการ  ทรงเห็นว่า พระปฐมเจดีย์เป็นปูชนียสถานที่มีขนาดใหญ่  จึงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงบูรณะ  แต่มีพระราชดำรัสว่า  "เป็นของอยู่ในป่ารก   จะทำขึ้นก็ไม่มีประโยชน์อันใดนัก"  

   ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเสวยราชสมบัติแล้ว ใน พ.ศ. ๒๓๙๖ พระองค์จึงโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ  บุนนาค) เป็นแม่กองบูรณะใหม่ โดยพระเจดีย์องค์เดิมมีขนาดและลักษณะเป็นอย่างไรก็โปรดให้คงไว้ แล้วสร้างพระมหาเจดีย์สถูปใหญ่หุ้มองค์เดิมไว้ภายใน เริ่มการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๖ แต่เนื่องจากพระเจดีย์องค์ใหญ่โตมาก ต้องระดมใช้ช่างไทย จีน เกณฑ์คนผลัดเปลี่ยนกันช่วยทำอิฐปูนและก่อสร้างเดือนละ ๔ ผลัดๆละ ๒๐๐ คน สร้างไปได้ ๒ ปี แม่กองสร้างได้ถึงแก่พิราลัย  จึงโปรดฯให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ  บุนนาค) ผู้เป็นบุตรให้เป็นแม่กองสร้างต่อ

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างโบสถ์วิหาร และทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์  ข้าราชการ  และพ่อค้าประชาชน ร่วมกันสร้างกุฏิสงฆ์ และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ  รวมทั้งโปรดให้ขุดคลองเจดีย์บูชา และคลองมหาสวัสดิ์  เพื่อให้คนเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มานมัสการพระปฐมเจดีย์ได้สะดวกขึ้น  เพราะสมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์เหมือนปัจจุบัน 

ภาพจาก www.comchudlluek.net

พระปฐมเจดีย์สมัยก่อน

   ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ผ่านเมืองนครปฐม ซึ่งขณะนั้นยังเป็นป่ารก พระองค์จึงโปรดฯ ให้ย้ายเมืองจากตำบลท่านา อำเภอนครชัยศรี มาตั้งที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์เหมือนเช่นครั้งสมัยโบราณ

         ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้สร้างพระราชวังสนามจันทร์เป็นที่เสด็จแปรพระราชฐานและฝึกซ้อมรบแบบเสือป่า โปรดฯให้ตัดถนนเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย รวมทั้งสร้างสะพานเจริญศรัทธาข้ามคลองเจดีย์บูชาเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟกับองค์พระปฐมเจดีย์ ตลอดจนสร้างพระร่วงโรจนฤทธิ์ทางด้านทิศเหนือขององค์พระปฐมเจดีย์และบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ให้สมบูรณ์สวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อจากเมือง นครไชยศรีเป็น นครปฐม

ภาพจาก www.service.cristian.com 

นอกจากนี้ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ยังมีสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ดังนี้

 พระร่วงโรจนฤทธิ์ 

   เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ประดิษฐานในซุ้มวิหารทางทิศเหนือหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท มาจากเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำรูปปั้นขี้ผึ้งปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์เต็มองค์ ทำพิธีหล่อที่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ. 2456 แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในซุ้มวิหารด้านทิศเหนือตรงกับบันไดใหญ่ และพระราชทานนามว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร และที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

   พุทธลักษณะของพระร่วงโรจนฤทธิ์นี้มีพิเศษที่ไม่เหมือนพระพุทธรูปอื่นๆคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า โปรดฯให้ช่างทำให้พระอุทรมีเนื้อมากสักหน่อย ประมาณว่าให้คล้ายๆมีพุงหรือคนลงพุงหน่อยๆ ซึ่งหมายถึงพระวรกายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้านั่นเอง เฉพาะตรงนี้ทรงโปรดฯให้แก้แบบจนพอพระทัย

พิพิธภัณฑ์วัดพระปฐมเจดีย์ 

ตั้งอยู่บริเวณชั้นลดด้านทิศตะวันออกตรงข้ามพระอุโบสถ ภายในเก็บวัตถุโบราณที่ขุดพบได้จากสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนครปฐมทั้งสมัยบ้านเชียง สมัยทวารวดี เช่น พระพุทธรูป หินบดยา ลูกประคำดินเผา กำไลข้อมือ เงินโบราณ ฯลฯ และยังเป็นที่เก็บหีบศพของย่าเหลและโต๊ะหมู่บูชาซึ่งใช้ในพิธีศพของย่าเหลซึ่งเป็นสุนัขที่รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดปรานมาก

ภาพจาก daodiaryclub'com

งานนมัสการพระปฐมเจดีย์

    กำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 รวม 9 วัน 9 คืน เป็นประจำทุกปี โดยนมัสการพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ ซึ่งบรรจุอยุ่ภายในองค์พระเจดีย์นั่นเอง ในช่วงวันดังกล่าวจะมีประชาชนมานมัสการพระปฐมเจดีย์และเที่ยวงานวัดกันมาก



ตำนานพระปฐมเจดีย์ เรื่อง พระยากง พระยาพาน

       มีตำนานเล่าว่า ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๕๖๙ พระยาพาน ผู้ครองเมืองในสมัยนั้น ต้องการล้างบาปที่กระทำปิตุฆาตกรรมไว้ จึงต่อเติมองค์พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นอีกเท่านกเขาเหิร คือ ประมาณ ๔๐๐ ฟุต มีขนาดกลมโดยรอบ ๘๐๐ ฟุต ตำนานมีหลายสำนวน จะกล่างถึงพระยากง(พญากง)พระยาพาน(พญาพาน) ยายหอม บางสำนวนมีต่างไปบ้างคือ มียายพรหมเป็นผู้เก็บพญาพานไปมอบให้ยายหอมเลี้ยง

ตำนานพญากง พญาพาน

จากหนังสือพญากง พญาพาน ของ คุรุสภา

   มีพญากงเป็นเจ้าเมืองนครชัยศรี มีพระมเหสีรูปโฉมงดงามเมื่อพระมเหสีทรงพระครรภ์โหรหลวงได้ทำนายว่าจะได้พระราชโอรสเป็นผู้มีบุญ และจะได้เป็นใหญ่ภายหน้า แต่จะเป็นผู้ฆ่าพระราชบิดา

   เมื่อครบกำหนดพระมเหสีก็ประสูติพระกุมาร ขณะที่ข้าราชบริพารได้เอาพานไปรองรับ บังเอิญหน้าผากของพระกุมารกระทบขอบพานเป็นแผล พญากงได้สั่งให้นำพระกุมารไปทิ้งตามยถากรรม ยายหอมไปพบเข้านำไปเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อว่า พาน ครั้นพานโตขึ้นยายหอมก็นำไปฝากให้เล่าเรียนที่วัดโคกยายหอม พานเป็นเด็กฉลาด สมภารวัดผู้เป็นอาจารย์จึงรักใคร่เอ็นดูมีวิชาอะไรก็สอนให้หมด

   อาจารย์ได้นำพานไปฝากให้เข้ารับราชการกับพระยาราชบุรี ที่เมืองราชบุรี พานเป็นคนปัญญาดี เรียบร้อยและขยัน จึงเป็นที่โปรดปรานของพระยาราชบุรีมาก จนถึงกับรับไว้เป็นโอรสบุญธรรม สมัยนั้น เมืองราชบุรีขึ้นกับเมืองนครชัยศรี พระยาราชบุรี ต้องส่งเครื่องบรรณาการทุกปี

    พญาพานเป็นผู้มีฝีมือในการรบจึงชักชวน ให้พระยาราชบุรีแข็งเมืองยกกองทัพไป ปราบพญายาพานเป็นแม่ทัพออกไป รบกับพญายากง ทั้งสองทำยุทธหัตถีกัน ในที่สุดพญากงก็ถูกฟันด้วยของ้าวคอขาดตายในที่รบ เมื่อพญายาพานเข้ายึดเมืองนครชัยศรีได้แล้ว ย่อมได้ทั้งราชสมบัติตลอดจนพระมเหสีของพญายากงด้วย

   แต่ในขณะที่จะเข้าไปหาพระมเหสีนั้น เทวดาได้แปลงกายเป็นแมวแม่ลูกอ่อนให้ลูกกินนมขวางประตูไว้ แล้วร้องทักเสียก่อน พญายาพานจึงได้อธิษฐานว่า ถ้าพระมเหสีเป็นแม่ของตนจริงก็ขอให้มีน้ำนมไหลซึมออกมา ก็เห็นน้ำนมไหลออกมาจริง จึงได้รู้ว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน 

   พญายาพานต้องทำปิตุฆาตฆ่าพระราชบิดา เพราะยายหอมปิดบังความจริงไม่บอกให้รู้ ด้วยโทสะจริต เข้าครอบงำและกรรมนั้นบังตา ทำให้ขาดการยั้งคิด จึงสั่งให้นำยายหอมไปฆ่าเสีย ต่อมาด้วยความสำนึกผิด ที่ได้ฆ่าพระราชบิดาและยายหอมผู้มีพระคุณ จึงได้สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ สูงชั่วนกเขาเหิน คือ องค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อเป็นการล้างบาปที่ฆ่าพระราชบิดาให้บรรเทาลงบ้าง และสร้างพระประโทนเจดีย์ เพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอม

ภาพจาก www.thaifolktales'com


การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปวัดพระปฐมเจดีย์

ทางรถยนต์ : จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ สามพราน ไปจนถึงจังหวัดนครปฐม 

   หรือใช้ถนนบรมราชชนนี ผ่านพุทธมณฑล นครชัยศรี ไปจนถึงตัวจังหวัดนครปฐม

 ทางรถไฟ : การรถไฟแห่งประเทศไทย มีบริการรถไฟไปจังหวัดนครปฐมทุกวัน วันละหลายเที่ยว โดยเริ่มต้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือ สถานีรถไฟบางกอกน้อย มาลงที่สถานีรถไฟนครปฐม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1690 (ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง) หรือทางเว็บไซต์ www.railway.co.th

          รถโดยสารประจำทาง : มีรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-นครปฐม ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา 05.30-23.15 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทรศัพท์ 1490 หรือwww.transport.co.th

ภาพจาก topicstock.puntip.com พระปฐมเจดีย์สมัยก่อน
ภาพจาก1bp.blogspot ภาพวาดแสดงภายในของพระปฐมเจดีย์ว่าครอบเจดีย์องค์เดิม


พระปฐมเจดีย์มองจากชั้นระเบียงพระเจดีย์




ภาพจาก www.thailanddrone.com

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ทั้งที่กล่าวถึงและอาจตกหล่นไปบ้าง และ น.ส.พ.รอยธรรม