วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.๔ นางพรายตะเคียน

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย
นางพรายตะเคียน
Tree Fairy (Ghost of Iron Wood,Nang Takean)




นางตะเคียนหรือนางพรายตะเคียน

   ตำนานเรื่องเร้นลับของไทยเราที่เกี่ยวกับผีสางนางไม้นี้มีมาก ซึ่งต่างก็มีเรื่องเล่าขานสืบต่อๆกันมานมนานกาเล มีทั้งสนุกตื่นเต้นและบางทีก็น่ากลัวชวนให้เสียวสันหลังวาบ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องตำนานภูตผีปีศาจด้วยแล้ว หลายๆเรื่องบางทีในขณะที่เล่าเรื่องไปก็เสียวสันหลังไปทั้งคนเล่าคนฟัง

   ภูตผีปีศาจที่จัดว่าเป็นผียอดฮิตของไทยเรานั้น ต้องนับเอาเรื่องนางตะเคียนหรือนางพรายตะเคียนให้เป็นภูติผีปีศาจยอดนิยมอยู่ในลำดับต้นๆ และนางพรายตะเคียนในหลายกรณีก็ออกจะเข้าทำนองผีเจ้าผู้มีฤทธิ์เดช หรือทำนองเป็นรุกขเทวดาประเภทหนึ่งกันเลย

   ตำนานของนางตะเคียนหรือพรายตะเคียนนั้นเป็นเรื่องเก่าแก่มาก มีทั้งให้นางตะเคียนเป็นเจ้าแบบนางไม้ แม่ย่านาง บางทีก็เล่ากันไปในทางว่าเป็นภูตผีปีศาจที่ดุๆ

   นางตะเคียนตามเรื่องเล่าจึงแบ่งได้เป็นสองแบบคือ

๑.นางตะเคียนแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าหรือนางไม้

๒.นางตะเคียนแบบที่เป็นผีดุ

   เรื่องประเภทของนางตะเคียนนี้คงแล้วแต่ภาคพื้นท้องถิ่นเป็นหลัก หากเป็นแถบที่เป็นป่าเขาลำเนาไพร นางตะเคียนก็ต้องเป็นเจ้าเป็นนางไม้กระทั่งเป็นรุกขเทวดาก็ได้ แต่นางตะเคียนแบบที่เป็นผีดุนั้น แน่นอนว่าต้องเกี่ยวกับคนตายที่เป็นผู้หญิง นางพรายตะเคียนแบบผีดุนี้ทั้งหมดจะต้องเป็นทำนองว่า มักจะเป็นผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายที่ต้นตะเคียน หรือตายแล้วเอามาฝังไว้ที่ใต้ต้นตะเคียน จะไม่พ้นจากทำนองนี้ไปได้


นางตะเคียนแบบที่เป็นเจ้าหรือนางไม้   

 นางตะเคียนหรือนางพรายตะเคียนที่เป็นแบบเจ้าหรือนางไม้นั้น จะเป็นนางตะเคียนในแถบภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา หลักสำคัญที่สุดก็คือต้องเป็นป่าที่มีต้นตะเคียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นต้นตะเคียนที่มีขนาดใหญ่มีอายุนับร้อยๆปี เชื่อกันว่านางพรายตะเคียนที่สิงอยู่ในต้นตะเคียนใหญ่ๆและมีอายุมากๆนั้น จะเป็นนางตะเคียนที่มีความเฮี้ยนศักดิ์สิทธิ์มากเป็นพิเศษ


ต้นตะเคียนทอง ภาพ nanagarden.com

   ตำนานนางตะเคียนประเภทนี้เชื่อกันว่า ต้นตะเคียนที่มีอายุเป็นร้อยๆปีนั้น บางต้นจะมีนางไม้สิงสู่อยู่ เข้าทำนองว่าอาจเป็นรุกขเทวดาก็ได้ แต่ถ้าเป็นเพศหญิงมักเรียกกันว่านางไม้หรือเจ้าแม่ พอที่จะนับเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาในระดับหนึ่งก็ได้เหมือนกัน


   ต้นตะเคียนเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวเป็นร้อยๆปี ยิ่งอายุมากก็ยิ่งมีลำต้นใหญ่และสูงมาก ต้นตะเคียนเป็นจำนวนมากสูงถึงประมาณ ๕๐ เมตร ลำต้นบางทีต้องใช้คนตัวใหญ่ๆถึง ๗ คนจึงจะโอบรอบได้ เมื่อเป็นต้นไม้ใหญ่และเก่าแก่จึงเป็นธรรมดาที่คนจะเชื่อว่าน่าจะมีอะไรที่ไม่ธรรมดา กระทั่งมาเป็นความเชื่อว่าต้นตะเคียนที่ใหญ่ๆนี้ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติสิงสู่อยู่

ภาพ monmai.com

       เชื่อกันว่านางตะเคียนเป็นเจ้าแม่หรือนางไม้แสนสวย แต่สวยได้ก็ดุได้ และดุมากเสียด้วย และแน่นอนว่าเมื่อเป็นเจ้าแม่หรือนางไม้แบบไทยๆ ก็ต้องแต่งตัวแบบไทยๆคือนุ่งผ้าถุงห่มสไบ เล่ากันว่านางตะเคียนจะนุ่งห่มผ้าสีออกไปทางเหลือง คงเป็นทำนองสีของเนื้อไม้ ถ้าเป็นนางตะเคียนที่สิงอยู่ในต้นตะเคียนทองด้วยแล้วก็ต้องนุ่งสีเหลืองออกไปทางส้มหรือสีทอง ซึ่งก็คล้ายสีของดอกตะเคียนทองนั่นเอง

ภาพ painaidii.com

ภาพ image dek-d.com

   เชื่อกันว่าวิธีสังเกตว่าต้นตะเคียนที่ขึ้นอยู่ในป่านั้นมีนางตะเคียนสิงอยู่หรือไม่ ก็ให้สังเกตจากบริเวณรอบๆต้นตะเคียน ถ้าหากว่ารอบๆต้นตะเคียนสะอาดเรียบร้อยเหมือนมีคนมากวาดเอาไว้ อย่างนี้แสดงว่าต้องมีนางตะเคียนสิงอยู่ เพราะนางตะเคียนจะออกมาปัดกวาดบริเวณรอบต้นตะเคียนเป็นปริมณฑล แต่ถ้าที่โคนต้นตะเคียนดูรกๆแล้ว อย่างนี้ก็เป็นต้นตะเคียนธรรมดาๆ


   นางตะเคียนของต้นตะเคียนป่าโดยปกติแล้วมักจะอยู่เฉยๆ แต่ถ้าหากมีมนุษย์ไปทำไม่ดีออกไปในทางลบหลู่แล้ว นางตะเคียนหรือเจ้าแม่ตะเคียนก็จะแผลงฤทธิ์ให้ได้เห็น และลงโทษคนที่ลบหลู่นั้นอย่างน่าสพรึงกลัวเช่น ไปปลดทุกข์หนักเบาที่ใต้ต้นตะเคียน หรือพูดจาท้าทายนางตะเคียน นางตะเคียนก็จะออกฤทธิ์ทำการสะกดผู้ลบหลู่ให้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงๆแล้วแขวนค้างอยู่บนต้นไม้ เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาก็ลงจากต้นไม้ไม่ได้เพราะสูงมากจนเกินไป


   บางทีนางตะเคียนก็จะเข้าฝันมาหลอกหลอนเอาชีวิตอย่างน่ากลัว หรือทำให้หลงเดินวนอยู่ในปริมณฑลของต้นตะเคียนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น บางทีนางตะเคียนก็ทำให้เจ็บป่วยกะทันหัน เพ้อเห็นนางตะเคียนมาทำร้ายจนตกใจเสียสติ มีกระทั่งว่านางตะเคียนมาสะกดเอาไปเป็นคู่ก็มี อย่างนี้ถ้าแก้ไขไม่ถูกวิธีก็ตายลูกเดียว

จากภาพยนตร์ไทยเรื่อง ตะเคียน


   มีเรื่องเล่าขานตรงกันในทุกภาคของประเทศไทยว่า เมื่อไปตัดต้นไม้ในป่าโดยไม่ดูให้ดีเสียก่อน ปรากฏว่าไปตัดต้นตะเคียน พอฟันลงไปทีแรกเท่านั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนทันที ตรงรอยที่ฟันนั้นถึงกับมียางของต้นตะเคียนไหลออกมาเป็นสีเลือดทันที นางตะเคียนที่เฮี้ยนมากๆอาจดลบันดาลให้เกิดพายุพัดกระหน่ำเกิดฝนตกหนักเกิดน้ำป่าไหลบ่า ซัดขบวนคนที่จะตัดไม้ให้เสียหายล้มตายได้

    เล่ากันว่านางตะเคียนในป่าที่เฮี้ยนมากๆจนปราบไม่ได้นั้น ต้องเอาตราครุฑหรือตราแผ่นดินมาตีประทับไว้เท่านั้น จึงจะแก้ฤทธิ์นางตะเคียนได้

   ต้นตะเคียนที่โค่นตัดมาใช้นั้น ต้นที่มีนางตะเคียนเฮี้ยนๆมากนั้น ถึงตัดมาแล้วก็ยังมีอิทธิฤทธิ์อยู่มาก ดังเช่นที่เล่าสืบต่อกันมาถึงเรื่องแม่ย่านางเรือที่ขุดจากต้นตะเคียน เสาบ้านที่เป็นเสาต้นตะเคียนที่ตกน้ำมัน ที่เล่าขานสืบต่อมาจนดังเป็นอมตะก็มีตำนานอำเภอเสาไห้

ภาพ thaizaa.com

เรือต้นตะเคียน ภาพ komchadluek.net
 ตำนานเสาร้องไห้ วัดสูง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

 จาก khaoyaizone.com
    มีตำนานเล่ากันว่า เมื่อครั้งสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานี ได้มีการเกณฑ์เสาจากหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกเสาที่มีรูปร่างลักษณะงดงาม เพื่อจัดเป็นเสาเอก ทางเมืองสระบุรีได้จัดส่งเสาต้นหนึ่งที่มีลักษณะงดงามมากล่องลงมาตามลำน้ำ ป่าสัก แต่มาถึงกรุงเทพฯ ช้าไปเล็กน้อย และได้มีการคัดเลือกเสาเอกไปก่อนแล้ว จึงได้เป็นเสารอง ซึ่งถ้าเสาต้นนี้มาทันเวลาก็ต้องได้เป็นเสาเอกอย่างแน่นอน เพราะมีลักษณะใหญ่ และสวยงามมาก ด้วยความยาว 13 เมตร กว้าง 0.75 เมตร เสาต้นนี้จึงเกิดความเสียใจลอยทวนน้ำกลับขึ้นมาจมลง ณ ตำบลแห่งนี้อยู่ประมาณ 100 กว่าปี


เสาตะเคียนที่วัดสูง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ภาพ khaoyaizone
     จนถึงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2501  นางเฉลียว จันทร์ประสิทธิ์ ได้ฝันว่ามีหญิงคนหนึ่ง บอกว่าเป็นนางไม้ประจำเสาที่จมน้ำอยู่  ให้บอกสามีเอาเสาขึ้นมาจากน้ำด้วย นายเผ่าผู้เป็นสามีก็ไม่เชื่อ มีคนเล่าต่อกันมาว่า นางไม้ของเสาต้นนี้ได้ไปเข้าทรงกับผู้อื่นอีกหลายครั้ง จนในที่สุดชาวบ้านหลายคนก็ได้ไปร้องขอให้นายเผ่าเอาเสาต้นนี้ขึ้นมาให้ได้ ตามคำล่ำลือ จนนำมาสู่การนำเอาเสาขึ้นมาจากน้ำ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2501 และในวันนี้เอง ได้รับคำบอกเล่าจากนายจำลอง ขาววรรณะว่า วันนั้นแดดร้อนจัดมากขณะที่กำลังนำเสาขึ้นจากน้ำ ท้องฟ้าก็มืดครื้มไปหมดทันที มีเสียงฝ้าผ่าดังมากเป็นประกายสีเขียวไปทั่ว เสียงฟ้าร้องคำรามทำท่าคล้ายฝนจะตก ทำให้ผู้คนที่มาเข้าร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมากต่างตื่นตาตื่นใจ

ขณะนำเสาตะเคียนขึ้นจากน้ำ

   วันที่ 23 เมษายน 2501 เป็นวันที่เชิญเสาไปประดิษฐานที่วัดสูง เวลา 9.00 น. เริ่มพิธีเคลื่อนเสาไปสู่วัดสูง โดยตั้งศาลสูงเพียงตา มีหัวหมูซ้ายขวา บายศรี 3 ชั้น ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกที่เสาแล้วใช้เชือกผูกแพที่รับเสาไห้ประชาชนดึง เมื่อได้ฤกษ์ พระสงฆ์ 9 รูปเจริญชัยมงคลคาถา ประชาชนที่อยู่บนฝั่งหน้าที่ว่าการอำเภอเสาไห้ก็ดึงเชือกแพลูกบวบให้เคลื่อน ไปทางทิศตะวันออก มีเรือแตรวงนำขบวน มีเรือต่างๆร่วมขบวนอีกเป็นจำนวนมาก

   ในวันที่นำเสาขึ้นจากน้ำมีประชาชนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากประมาณสามหมื่นคน นับเป็นวันประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาวอำเภอเสาไห้ที่ต้องจารึกไว้  ต่อมาจึงได้สร้างศาลถาวรขึ้นที่หน้าพระอุโบสถในวัดสูง เป็นศาลกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร มีมุขออกด้านตะวันออก พื้นคอนกรีต มีฐานก่ออิฐสูงรองรับเสาตะเคียน ต่อมาเมื่อวัดสูงได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้น จึงได้ดัดแปลงศาลาการเปรียญหลังเดิมเป็นอาคารทรงไทยสวยงาม และอัญเชิญเสาแม่นางตะเคียนมาประดิษฐานที่ศาลหลังใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2530 มาจนถึงทุกวันนี้

   ปัจจุบัน แม่นางตะเคียน วัดสูง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวอำเภอเสาไห้ และยังคงได้รับการสักการะจากผู้คนที่เชื่อถือ ศรัทธามาโดยตลอด เทศบาลตำบลเสาไห้ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมงานประเพณีอาบน้ำแม่นางตะเคียน เนื่องในเทศกาลสงกรานต์วัดสูงเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสานงานประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

(ภาพและเรื่องเสาไห้ จาก khaoyaizone.com )

   นางตะเคียนแบบที่เป็นเจ้าหรือนางไม้นี้ จะว่าไปแล้วก็ดูออกจะมีใจดีไม่น้อย ถึงจะมีความดุอยู่ก็เป็นเพราะคนไปเกะกะระรานก่อนทั้งนั้น นางตะเคียนจึงต้องตอบโต้สั่งสอนให้เข็ดหลาบบ้าง นางตะเคียนแบบนี้เมื่อถูกอัญเชิญมาประดิษฐานให้ดีในที่อันสมควรแล้ว ก็มักมีประชาชนแห่กันไปขอโชคลาภกันแน่นขนัด ดังจะเห็นได้จากข่าวกันเนืองๆ



นางตะเคียนแบบที่เป็นผีดุ


   นางตะเคียนแบบนี้มีที่มาที่ไปคือ เป็นผู้หญิงที่มาตายที่ต้นตะเคียน หรือตายแล้วเอามาฝังบริเวณใต้ต้นตะเคียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นต้นตะเคียนคู่ ก็จะยิ่งกลายเป็นผีนางตะเคียนที่ดุเอามากๆ เล่ากันว่าจะคอยหลอกหลอนผู้คนที่ผ่านมาใกกล้ต้นตะเคียน

   เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่นางตะเคียนที่ดุร้ายเฮี๊ยนสุดๆนั้น มักจะมีประวัติเกี่ยวกับการตายของผู้หญิงเช่น ถูกฆาตกรรมใต้ต้นตะเคียน ผูกคอตาย(แบบนี้คงต้องเป็นต้นที่ไม่สูงมาก) หรือเอาศพมาฝังใต้ต้นตะเคียน เท่าที่เคยร่ำลือกันก็มักมีประวัติไปในทำนองนี้ทั้งนั้น นางตะเคียนแบบนี้จึงเป็นผีดุของจริง ซึ่งต่างกับนางตะเคียนแบบนางไม้ ที่ดูแล้วออกจะเป็นครึ่งภูติครึ่งเทวดา


ภาพจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง นางตะเคียน
 นางตะเคียนแบบผีดุนี้ชาวบ้านจะกลัวกันมาก เพราะให้โทษมากกว่าให้คุณอย่างเทียบกันไม่ได้ เล่ากันว่านางตะเคียนแบบนี้มักปรากฏให้เห็นในลีลาน่ากลัวสยองขวัญ มักบันดาลให้เจ็บป่วยปางตาย หรือไปเข้าสิงร่างคนที่ทำการลบหลู่ ซึ่งจะขอขมาเท่าไรก็ไม่ยอมให้อภัยกันง่ายๆ ต้องหาพ่อมดหมอผีมาจัดการปราบสถานเดียว แต่หมอผีก็เสร็จผีนางตะเคียนแบบนี้ไปไม่น้อย

   ตำนานนางตะเคียนผีดุนี้เล่าว่า นางตะเคียนจะอาละวาดรอจนกว่ามีผู้หญิงมาตายที่ใต้ต้นตะเคียนที่สิงอยู่นั้น เมื่อมีคนมาตายที่ต้นตะเคียนแล้ว นางตะเคียนตนเดิมจึงจะไปเกิดได้ ส่วนหญิงที่มาตายที่ใต้ต้นตะเคียนก็ต้องรับสืบทอดเป็นนางตะเคียนต่อไป ตำนานไม่ได้บอกไว้ว่าถ้าคนตายเป็นผู้ชาย อย่างนี้จะเรียกเป็นนางตะเคียนด้วยหรือไม่





    ความดุและเฮี้ยนของผีนางตะเคียนนั้น ดุขนาดว่าจะบังคับสะกดให้มีคนมาตายที่ต้นตะเคียนกันเลยทีเดียว มีเรื่องเล่าทำนองนี้มาไม่น้อย ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ถูกกับรสนิยมของชาวบ้านยิ่งนัก ยิ่งเล่าต่อๆกันไปด้วยแล้วนางตะเคียนก็ยิ่งดุมากขึ้นทุกที

   เรื่องของนางตะเคียนนางไม้และนางตะเคียนผีดุ ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้งหลายหน ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจคนดูยิ่ง เพราะนางตะเคียนแต่ละตนจะสวยๆด้วยกันทั้งนั้น 

ภาพ www.เกร็ดความรู้.net

ภาพ banmuang


ภาพ mcot.net


























ภาพจากละคร แค้นนางตะเคียน





วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สุขภาพดีไม่มีขาย..จึง..ต้องทำเอง 8 ยาหอมเทพจิตร

ยาหอมเทพจิตร 




สมัยโบราณตามบ้านเรือนของชาวไทยเรามักจะต้องมีของใช้ประจำบ้าน อาจเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ของจุกๆจิกๆ ของเบ็ดเตล็ดเล็กๆน้อยๆ ที่อาจจะต้องใช้บ้าง สมัยก่อนจะมีเตรียมพร้อมไว้เสมอ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องมีเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินก็คือยา ซึ่งภาษาปัจจุบันเรียกว่ายาสามัญประจำบ้านนั่นเอง

     ยาสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบันก็เป็นพวก ยาแดง ทิงเจอร์ ยาแก้ท้องเสีย แอลกอฮอล์ล้างแผล พลาสเตอร์ปิดแผล สำลี ยาแก้ปวดพวกพาราเซ็ตตามอลฯลฯ ซึ่งเราต้องมีไว้ประจำบ้านกันอยู่แล้ว

     แต่สมัยก่อนนั้น ยาแบบที่เรียกกันในปัจจุบันว่ายาสามัญประจำบ้าน ก็ต้องเป็นยาสามัญประจำบ้านแบบสมัยก่อน ในปัจจุบันกลายเป็นยาที่แทบจะลืมเลือนกันไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ยาโบราณดังกล่าวนี้ช่วยคนยามคับขันมาได้เหลือคนานับ ยาดังกล่าวก็คือยาจำพวกยาหอมไทยๆชนิดต่างๆนั่นเอง

     คำว่ายาหอมมิได้หมายความถึงยาขนานในขนานหนึ่ง ยาหอมมีอยู่มากมายหลายตำรับ สรรพคุณของยาหอมก็มีแตกต่างกันไป แล้วก็เป็นที่หน้าแปลกใจอยู่ไม่น้อย ที่ยาหอมก็ยังคงมีคนใช้กันมาโดยตลอด ถึงแม้จะน้อยลงไปบ้างแล้ว แต่สรรพคุณของยาหอมยังมีดีอย่างเหลือเชื่อ คนสมัยใหม่ที่บังเอิญต้องใช้ยาหอมมาแล้ว ไปๆมาๆก็ต้องหาซื้อยาหอมเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เพราะต้องทึ่งกับสรรพคุณของยาหอมที่ดูแล้วเชยๆ แต่มีสรรพคุณทีเด็ดนัก

     ปัจจุบันทางการได้อนุญาตให้ทำยาหอมตามตำรับที่ตรวจสอบแล้ว คือให้ทำได้เพราะยาไม่มีอันตราย แต่ท่านผู้ที่จะทำขายก็ควรมีใบอนุญาตตามกฏหมาย ถ้าทำไว้ใช้เองก็หยวนๆกันไป รายละเอียดเรื่องนี้มีประกาศของกระทรวงสาธารณสุขประกาศไว้แล้ว จะเรียกเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

     ยาไทยมีทั้งสูตรยาและสมุนไพรเดี่ยวที่อนุญาต
     ยาจำพวกสูตรยาก็คือ ยาที่เกิดจากการคัดสมุนไพรหลายๆตัวมารวมกัน เช่น ยาหอม
     สมุนไพรเดี่ยวก็คือ การใช้สมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่งล้วนๆ เช่น ว่านหางจระเข้ ไพล ฟ้าทะลายโจร
     ยาหอมที่สมัยก่อนมักมีไว้ประจำบ้านมีหลายสูตร แต่ที่นิยมเตรียมไว้จะเป็นพวกยาแก้ลมวิงเวียน กับยาแก้ไข้ต่างๆ 

ยาหอมแก้ลมวิงเวียนที่นิยมกันมากๆจะชื่อว่า ยาหอมเทพจิตร เป็นยาหอมที่มีสรรพคุณดีมาก แก้เป็นลมวิงเวียนดีนัก



ยาหอมเทพจิตร ตัวยามีดังนี้
ตัวยา ลูกจันทน์   ดอกจันทน์  ลูกกระวาน กานพลู จันทน์แดง จันทน์ขาวกฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด  อบเชย เปราะหอม แฝกหอมหนักสิ่งละ 2 ส่วน
ผิวมะกรูด  ผิวมะงั่ว  ผิวมะนาว  ผิวส้มตะรังกะนูผิวส้มจีน   ผิวส้มโอ  ผิวส้มเขียวหวาน หนักสิ่งละ 4 ส่วน 
ผิวส้มซ่า หนัก 28 ส่วน 
ดอกพิกุล   ดอกบุนนาค  ดอกสารภี   เกสรบัวหลวงดอกบัวขม  ดอกบัวเผื่อน  หนักสิ่งละ 4 ส่วน  
การบูร  หนัก 1 ส่วน
โกฐสอ  โกฐเขมา  โกฐหัวบัว  โกฐเชียง  โกฐจุฬาลัมพา  โกศกระดูก  โกศก้านพร้าว  โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี  หนักสิ่งละ 4 ส่วน
เทียนดำ  เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน  เทียนเยาวพาณี  เทียนสัตตบุษย์   เทียนเกล็ดหอย  เทียนตากบ หนักสิ่งละ 4 ส่วน    
พิมเสนหนัก 4 ส่วน    
ดอกมะลิ หนัก 184 ส่วน

วิธีทำ  บดเป็นผง ผสมน้ำดอกไม้เทศ ทำเป็นเม็ด หนักประมาณเม็ดละ 0.2 กรัม

สรรพคุณ    แก้ลม บำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย (อาการที่รู้สึกใจหวิววิงเวียน คลื่นไส้ ตาพร่าจะเป็นลม) ใจสั่น และบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น

ขนาดรับประทาน   รับประทาน ครั้งละ 5-7 เม็ด

ข้อควรระวัง:
- ควรระวังการรับประทานร่วมกับยาในกลุ่มสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)
- ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้
- ควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้
     
      ถ้าอยากทดลองทำยาหอมเทพจิตรก็ง่ายนิดเดียว แค่เราจดสูตรยาแล้วนำไปให้ร้านขายยาไทยทำให้ก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำเอง แต่ความจริงยาหอมเทพจิตรนี้ มีร้านขายยาแผนโบราณหลายร้านทำออกมาจำหน่ายกันอยู่แล้ว มีทั้งแบบบรรจุซอง แบบเม็ด แบบยาผงสำหรับละลายน้ำ

     ปัจจุบันนี้สงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า คนยุคนี้มักป่วยไข้แบบหยุมหยิม เด็กๆเกิดมาก็ต้องฉีดยากันเป็นช่วงๆ แต่สมัยก่อนจะฉีดยาฉีดวัคซีนกันที ก็หมายความว่าเกิดโรคระบาด แล้วจึงมีหน่วยงานรัฐไปฉีดยาให้ตามโรงเรียนต่างๆ คนในยุคก่อนตอนเล็กๆต้องเจอกับการกวาดยา ซึ่งคนสมัยนี้ไม่รู้จักกันแล้ว ยุคก่อนเจอกวาดยา เจอยาเขียว พอเปลี่ยนฤดูกันที เด็กๆเป็นต้องโดนจับให้อาบน้ำสระหัวกันด้วยน้ำต้มตะไคร้ บางทีมีหัวหอมแดงด้วย แล้วปรากฏว่าเด็กๆไม่ยักเป็นหวัดหรือปวดหัวตัวร้อนกันเลย

     ยาไทยแผนโบราณขนานดีๆยังมีอีกมากนัก

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลังฯ ๘ ซุปเปอร์แมน

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว..แปลว่า เริ่มแก่แล้ว
ซุปเปอร์แมน Superman






ท่านที่ชอบนึกเรื่องเก่าเล่าความหลังนี้ แต่พยายามฝืนที่จะไม่กินของขม และยังไม่ชมเด็กสาว(ให้เห็น) อย่างนี้จะนับว่าเริ่มแก่แล้วหรือยัง คาดว่าท่านทั้งหลายคงจะตอบว่ายังไม่แก่อย่างแน่นอน ดังนั้นเรามานึกเรื่องเก่าเล่าความหลังกันให้พอเคลิ้มๆ..


สมัยที่โทรทัศน์เริ่มมีในเมืองไทยแรกๆนั้น จำนวนเครื่องรับโทรทัศน์ยังมีเพียงแค่หลักพันเท่านั้นไม่ถึงหมื่น ยังเป็นภาพขาวดำ บ้านไหนมีโทรทัศน์นับว่าโก้เก๋ทันสมัยมาก จะมีเพื่อนบ้านมาขอดูโทรทัศน์ด้วยเสมอๆ เจ้าของเครื่องโทรทัศน์ที่หัวใสก็มีช่องทางทำเงินโดยเก็บค่าดูโทรทัศน์คนละเล็กคนละน้อย โทรทัศน์ในสมัยนั้นยังไม่มีใครเรียกว่า TV จะเรียกว่าโทรทัศน์กันทั้งบ้านทั้งเมือง


โทรทัศน์เริ่มเป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2492 โดยในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Television” เริ่มจากนาย สรรพสิริ วิรยะศิริ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของกรมประชาสัมพันธ์ ได้เขียนบทความเพื่อแนะนำให้รู้จักกับ “วิทยุภาพ” ต่อมากรมประชาสัมพันธ์ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งไปศึกษางานวิทยุโทรภาพที่สหราชอาณาจักร ในราวปี พ.ศ. 2493

ต่อมากรมประชาสัมพันธ์ได้เสนอ “โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ” ต่อจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. 2494 แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากกลับไม่เห็นชอบด้วย(คงเพราะเป็นของใหม่เกินไปยังไม่เห็นประโยชน์) เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 นายประสิทธิ์ ทวีสิน ประธานกรรมการบริษัท วิเชียรวิทยุและโทรภาพ จำกัด นำเครื่องส่งวิทยุโทรภาพ 1 เครื่อง เข้าทำการทดลองส่ง แพร่ภาพการแสดงดนตรี ของวงดนตรีสากลกรมประชาสัมพันธ์ จากห้องส่งวิทยุกระจายเสียง ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ภายในกรมประชาสัมพันธ์ โดยถ่ายทอดสดไปยังเครื่องรับจำนวน 4 เครื่อง ซึ่งตั้งไว้ภายในทำเนียบรัฐบาล บริเวณใกล้เคียงกรมประชาสัมพันธ์ และบริเวณโถงชั้นล่างของศาลาเฉลิมกรุง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีและประชาชนรับชม นับเป็นการถ่ายทอดโทรทัศน์ออกอากาศเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

“Television” เริ่มเป็นที่สนใจ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทย ทางสื่อมวลชนจึงกราบทูลถามเรื่องชื่อในภาษาไทยของ“Television” ไปยัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ด้วยทรงเป็นศาสตราจารย์ทางอักษรศาสตร์ จึงทรงวิเคราะห์ศัพท์ดังกล่าว ก่อนจะทรงบัญญัติขึ้นเป็นคำว่า “วิทยุโทรทัศน์” ซึ่งต่อมาประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า “โทรทัศน์”

พ.ศ. 2496 กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการ จัดซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์ เข้ามาสาธิตการแพร่ภาพ เพื่อให้ประชาชนทดลองรับชมในโอกาสที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ถ่ายทอดการแข่งขันชกมวยสากล ระหว่างจำเริญ ทรงกิตรัตน์ พบกับจิมมี เปียต ถ่ายทอดบรรยากาศงานวชิราวุธานุสรณ์ งานฉลองรัฐธรรมนูญ

ในระยะต่อมามีการตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ที่บริเวณบางขุนพรหม ผู้ชมทั่วไปจึงนิยมเรียกชื่อสถานีว่า ช่อง 4 บางขุนพรหม เริ่มแพร่ภาพ ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งตรงกับวันชาติของไทยในสมัยนั้น นับเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยและเอเชียอาคเณย์

หลังจากนั้นมีการตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ของกองทัพบก เท่ากับว่าไม่ทันไรประเทศไทยเราก็มีสถานีโทรทัศฯ์ 2 ช่อง ซึ่งยังเป็นแบบภาพขาวดำ ภาพหลังจึงมีวิวัฒนาการไปถึงการมี ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ซึ่งเป็นภาพสี

รายการโทรทัศน์ในยุคแรกนั้น ถ้าเป็นรายการภาพยนตร์ยอดฮิตจะเป็นภาพยนตร์ของฝรั่งก่อน ภาพยนตร์ฝรั่งแบบภาพยนตร์ชุดที่ออกอากาศที่ฮิตสุดๆไม่มีเรื่องใดเกินเรื่อง ซุปเปอร์แมน 


ซุปเปอร์แมน รุ่น 1

ซุปเปอร์แมน รุ่นลายคราม


   เมื่อมีหนังโทรทัศน์ของฝรั่งเข้ามาในไทยนั้น เรื่องที่ฮิตมากๆคนดูติดกันงอมแงมเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องซุปเปอร์แมน SUPEMAN ซึ่งคนไทยจะตื่นตาตื่นใจกับซุปเปอร์แมนที่เหาะไปมาได้ แข็งแรงขนาดยกรถยนต์ได้ แถมยังหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันโดยที่ไม่ได้คล้องหลวงพ่ออะไรเลย

   ตอนไตเติ้ลขึ้นนั้นคนจะจำกันได้ว่า “เร็วกว่าลูกปืน มีพลังมากกว่ารถไฟ กระโดดที่เดียวข้ามตึกสูงได้อย่างสบาย แล้วจะมีคนชี้บนฟ้าว่า นั่นนก เครื่องบิน ...ซุปเปอร์แมน" แล้วมีเสียงลมวิ้วๆๆ แบบว่าเหาะเร็วจัด

   ชุดของซุปเปอร์แมนสำหรับคนสมัยก่อนแล้วจะดูโก้มากๆ แต่มาถึงยุคปัจจุบันมานึกๆดูแล้วก็ขำๆว่า คนอะไรนุ่งกางเกงในทับกางเกงนอก แล้วกางเกงนอกยังเหมือนถุงน่องอีกต่างหาก ตัวโตเบ้อเร่อดันใส่เสื้อเบอร์ S

   ซุปเปอร์แมนนี้เป็นผลผลิตของสังคมอเมริกันในยุคหนึ่ง ว่ากันว่าหนังเรื่องซุปเปอร์แมนนี้ให้ความบันเทิงแก่คนอเมริกัน และยังเหมือนเป็นการปลอบขวัญคนอเมริกันในช่วงเศรษฐกิจเริ่มซบเซาและสงคราม

   คนไทยรุ่นอายุห้าสิบกว่าปีขึ้นไป(นับถึง พ.ศ.2558)จะจำซุปเปอร์แมนได้ เพราะหนังเรื่องนี้มีมาฉายในเมืองไทยราวๆหลังพ.ศ.2500ไม่นาน เรื่องซุปเปอร์แมนในยุคนั้นฮิตจริงๆ ถึงขนาดว่ามีรูปหุ่นซุปเปอร์แมนเป็นเครื่องหมายการค้าไทยด้วย

   ซุปเปอร์แมนในยุคนั้นเวลาจะเหาะแต่ละทีนั้น มักถ่ายให้เห็นว่ากระโดดออกไปจากหน้าต่าง แล้วก็มีเสียงลมวิ้วๆๆดังตามมาเสมอ พอจะเข้าไปช่วยคนก็ง่ายๆบ้านๆคือ ซุปเปอร์แมนเล่นเดินชนฝาผนังทะลุไปเฉยๆ ซึ่งคนไทยจะตื่นเต้นมาก จากนั้นซุปเปอร์แมนก็จะต้องแอ่นหน้าอกให้ผู้ร้ายยิงจนลูกกระสุนหมด แล้วตามด้วยการเอามือบีบปืนจนบี้แบน

    ดาราที่แสดงเป็นซุปเปอร์แมนนี้เปลี่ยนไปตามสมัยหรืออายุ แต่ทุกคนจะมีรูปร่างสูงใหญ่ทั้งนั้น ซุปเปอร์แมนคนแรกคือ Kirk Alyn เวลาต่อมาก็เป็น George Reeves แล้วก็มาเป็นซุปเปอร์แมนในรุ่นคริสโตเฟอร์ รีฟและอีกหลายคน


ซุปเปอร์แมนปรากฏตัวครั้งแรกในรูปการ์ตูน

ซุปเปอร์แมน คือตัวละครจากหนังสือการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ ผลงานของ สำนักพิมพ์ ดีซี คอมิคส์ของอเมริกา ออกแบบโดยนักเขียนชาวอเมริกัน เจอร์รี ชีเกลและนักวาดภาพชาวอเมริกันเชื้อสายแคนาดาโจ ชูสเตอร์ในปี ค.ศ. 1932 ขณะที่ทั้งคู่พักอาศัยอยู่ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ จนกระทั่งในปี 1938 ทั้งคู่ได้ขายผลงานชิ้นนี้ให้กับสำนักพิมพ์ ดีแทคทีฟ คอมิคส์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นดีซี คอมิคส์) ซุปเปอร์แมนปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือแอคชั่น คอมิคส์ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน ค.ศ. 1938) และยังถูกนำไปทำเป็นซีรีส์ทางวิทยุ ,โทรทัศน์, ภาพยนตร์, การ์ตูนช่องในหนังสือพิมพ์, และวิดีโอเกมส์ เรื่องราวของซุปเปอร์แมนนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก ซุปเปอร์แมนนั้นได้ถูกจัดอันดับให้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือการ์ตูนอเมริกา 






ซุปเปอร์แมนมีชื่อจริงเป็นภาษาของดาวเคราะห์คริปตันที่เป็นถิ่นกำเนิดว่า “คาร์ล เอล” ก่อนหน้าที่ดาวเคราะห์คริปตันจะแตกสลายนั้น จอร์ เอล บิดาของซุปเปอร์แมนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ของดาวคริปตัน ได้ส่งซุปเปอร์แมนที่เพิ่งเกิดมายังโลกด้วยยานอวกาศ จากนั้นได้ถูกพบและเลี้ยงดูโดยคู่สามีภรรยาช่าวไร่ในแคนซัส (ในหนังสือมีกล่าวพาดพิงถึง อัลเบิร์ตไอน์สไตน์) 

ซุปเปอร์แมนได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่ดีงามและมีชื่อบนโลกว่า “คลาร์ก เคนท์” มีพลังที่เหนือกว่าคนทั่วๆไป ได้ใช้พลังเหล่านั้นเข้าช่วยเหลือผู้คนรอบข้าง ในเวลาปกติซุปเปอร์แมนจะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาใช้ชื่อว่า คลาร์ก เคนท์ ทำงานเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ เดลีย์ แพลเน็ท  เวลาที่ประชาชนหรือโลกมีภัย คลาร์ก เคนท์ ก็จะกลายเป็นซุปเปอร์แมนออกไปช่วยชาวโลก

ซุปเปอร์แมนมีจุดอ่อนตรงที่แพ้ต่อแร่ คริปโตไนท์ สีเขียวอย่างรุนแรง คริปโตไนท์นั้นก็คือสะเก็ดหินที่แปรสภาพมาจากกัมมันตรังสีของขุมพลังที่เข้าทำลายดาวเคราะห์ คริปตัน  คริปโตไนท์สีเขียวจะทำให้ซูเปอร์แมนนั้นรู้สึกเจ็บปวด หมดเรี่ยวแรง วิงเวียน และ ไม่สามารถใช้พลังได้ ถ้าซุปเปอร์แมนได้รับรังสีจากคริปโตไนท์ในปริมาณที่มากอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่คริปโตไนท์ไม่สามารถแผ่รังสีผ่านแผ่นตะกั่ว และแผ่นตะกั่วยังเป็นสิ่งเดียวที่สายตาเอ็กซ์-เรย์ของซุปเปอร์แมนไม่สามารถมองทะลุผ่านได้ คริปโตไนท์ยังมีสีต่างๆอีกคือ  แดง, ทอง, น้ำเงิน, ขาว และ ดำ โดยแต่ละสีก็มีผลที่แตกต่างกันออกไป แต่คริปโตไนท์สีเขียวเป็นอันตรายที่สุดต่อซุปเปอร์แมน








จากการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมากก็กลายมาเป็นละครวิทยุ ซึ่งก็ทำนองเดียวกับละครวิทยุของไทยนั่นเอง ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1940 ได้มีการเปิดตัวผลงานซีรีส์ทางวิทยุเรื่องแรกของซุปเปอร์แมนที่มีชื่อว่า เดอะ แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซุปเปอร์แมน ซึ่งได้ บัด คอลล์เยอร์ มาเป็นผู้ที่พากย์เสียงซุปเปอร์แมน ซีรีส์ชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากโดยได้ออกอากาศจนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1951


Kirk Alyn เคิร์ก อลิน ซุปเปอร์แมน

ในปีค.ศ. 1948 ได้มีการทำภาพยนตร์เกี่ยวกับ ซูเปอร์แมน อีกครั้ง โดยได้ เคิร์ก อลิน มารับบทซูเปอร์แมน ซึ่งเคิร์ก อลิน นั้นคือผู้ที่แสดงเป็นซูเปอร์แมนคนแรกในผลงานภาพยนตร์เฟรนไชด์ของซูเปอร์แมน จากนั้นภาพยนตร์เรื่องที่2 ของซูเปอร์แมนที่มีชื่อว่า อะตอมแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน, ได้ทำการออกฉายในปีค.ศ.1950 





Kirk Alyn เคิร์ก อลิน

ในปีค.ศ. 1951 ได้มีการจัดทำซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ชื่อว่า แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซูเปอร์แมน นำแสดงโดย จอร์จ รีฟส์ โดยในตอนที่ 25 และ 26 ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่ชื่อว่า ซูเปอร์แมน แอนด์ เดอะ โมล์ เม็น ซึ่งผลงานซีรีส์ชุดนี้ออกอากาศในปี ค.ศ. 1952 – ค.ศ.1958 มีจำนวนตอนทั้งสิ้น 104 ตอน 







George Reeves จอร์ร รีฟส์

เนื่องจากซุปเปอร์แมนเวอร์ชั่นโทรทัศน์รุ่นแรกๆนั้นภาพเป็นเพียงขาวดำ ดังนั้นคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนซุปเปอร์แมนจึงไม่ค่อยทราบว่า ซุปเปอร์แมนมีเครื่องแบบที่มีสีออกชอบกลๆ คือมีชุดแนบเนิ้อที่เหมือนใส่ถุงน่องสีฟ้า แล้วดันนุ่งกางเกงในไว้ข้างนอกแถมยังมีสีแดงเสียอีก มีเข็มขัดรัดสีเหลืองรัดกางเกงในไม่ให้หลุดอีกด้วย มีผ้าคลุมสีแดงที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม สุดท้ายยังอุตส่าห์ใส่รองเท้าบู๊ตสีแดงแปร๊ด

ซุปเปอร์แมนจึงเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่แต่งตัวได้โก้มากๆ แต่มาถึงยุคปัจจุบันมานึกๆดูแล้วก็ขำแทบตายว่า คนอะไรตัวโตเบ้อเร่อแต่ดันใส่เสื้อเบอร์ S กางเกงก็ดันนุ่งกางเกงในสีแดงทับกางเกงนอก แล้วกางเกงนอกยังเหมือนถุงน่องอีกต่างหาก รองเท้านี้สีแดงแปร๊ดเหมือนรองเท้านักร้องสาวคาเฟ่ไม่มีผิด 

ซุปเปอร์แมนฉบับหนังโทรทัศน์ขาวดำให้ความบันเทิงมานานหลายปี จนกระทั่งถึงยุคโทรทัศน์สี ภาพยนตร์แบบที่เรียกว่าหนังโรงแบบสมัยใหม่ ซึ่งในปีค.ศ.1978 (พ.ศ.2521) มีภาพยนตร์ซุปเปอร์แมนยุคใหม่มีเทคนิคเหาะที่ฮือฮามากในตอนนั้น ไตเติ้ลที่ทำเป็นตัวอักษรเหาะทำได้ตื่นตาตื่นใจมากๆ จนเป็นต้นแบบตัวอักษรที่เคลื่อนไหวต่อๆกันมา ซุปเปอร์แมนฉบับภาพยนตร์ครั้งนี้ใช้ชื่อเรื่องว่า SUPERMAN THE MOVIE มีดาราหล่อล่ำ คริสโตเฟอร์ รีฟ มารับบทเป็นซุปเปอร์แมน และยังเป็นซุปเปอร์แมนต่อกันมารวม 4 ตอน






คริสโตเฟอร์ รีฟ

หลายปีต่อมามีการสร้างภาพยนตร์ซุปเปอร์แมนในปีค.ศ.2006(พ.ศ.2549)ใช้ชื่อว่า ซุปเปอร์แมนรีเทิร์น SUPERMAN RETURNS โดยมีดารารูปหล่อ แบรนดอน เราธ์ มาแสดงเป็นซูเปอร์แมน ในตอนนี้กล่าวถึงตอนที่ซุปเปอร์แมนกลับจากการเดินทางจากอวกาศ มาพบกับศัตรูเก่า เล็กซ์ ลูเธอร์ ซึ่งซุปเปอร์แมนพลาดท่าเกือบตาย และมีดราม่าที่ ลูอิส เลนซ์ แฟนของซุปเปอร์แมนดันแต่งงานมีครอบครัวมีลูก แต่ลูกชายกลับเป็นลูกของซุปเปอร์แมนซะงั้น 

ชุดของซุปเปอร์แมนครั้งนี้มีแฟนภาพยนตร์จำนวนมากที่มองว่าออกไปทางซุปเปอร์แมนเกย์



แบรนดอน เราธ์

 ภาพยนตร์ชุดใหม่ล่าสุดของซุปเปอร์แมน มีกำหนดการออกฉายในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ.2013(พ.ศ.2556) ซึ่งกำกับโดย แซค ซไนเดอร์ และได้ เฮนรี่ คาวิลล์ มารับบทซูเปอร์แมนมีชื่อว่า แมน อ๊อฟ สตีล MAN OF STEEL คราวนี้เป็นการสร้างใหม่ย้อนถึงกำเนิดซุปเปอร์แมน ชุดของซุปเปอร์แมนได้รับการปรับปรุงใหม่แปลกตาไปจากเดิมมาก ซุปเปอร์แมนรุ่นนี้ไม่ได้เอากางเกงในสีแดงมาใส่โชว์ไว้ข้างนอกอีกแล้ว


 เฮนรี่ คาวิลล์ 

ยังมีการสร้างซุปเปอร์แมนเป็นซีรี่ส์ทางTVอีกด้วย ทั้งหนังสือการ์ตูนและแบบอนิเมชั่นอีกมาก ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาโดยตลอด แน่นอนว่าซุปเปอร์แมนจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมตลอดไป














ข้อมูลอ้างอิงจาก วิกิพิเดีย,ความทรงจำในวัยเด็ก,หนังสือการ์ตูน การ์ตูน ภาพยนตร์ชุดซุปเปอร์แมน