วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พระพุทธรูป.๑๐ พระแก้วมรกต


พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
Emerald Buddha




พระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร)

          ประเทศไทยของเรามีมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นความเชื่อในระดับพื้นบ้าน กระทั่งถึงในระดับภูมิภาคประชาชาติและสากล แรกเริ่มความเชื่อถือนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นไปในแบบการนับถือผีที่มีฤทธิ์มีศักดิ์ แล้วจึงค่อยรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นสรณะ

          พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญารู้แจ้งสว่างสงบ แต่ความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติของชาวสุวรรณภูมิหยั่งรากฝังลึกแล้ว ก็ค่อยๆผสมผสานเข้าไปในศาสนา ด้วยเห็นว่าผีอันมีฤทธิ์มีศักดิ์ยังมีอำนาจ ดังนั้นพระพุทธคุณพระธรรมคุณพระสังฆคุณย่อมต้องศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก

          เมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาแล้ว นอกจากจะให้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศาสดา เพื่อระลึกถึงเป็นพุทธานุสติ ชนเป็นอันมากก็นับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ เมื่อทุกข์ร้อนก็น้อมจิตระลึกถึงขอให้ช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยนั้นๆ แล้วก็ปรากฏเป็นอัศจรรย์อยู่เสมอว่า ทุกข์ภัยนั้นหายมลายสิ้นไปได้

          พระพุทธรูปในสยามประเทศของเรานั้น นอกจากจะเป็นพุทธานุสติแล้ว จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชนชาวไทยสยามอย่างแรงกล้า จริงอยู่ว่าอาจบดบังแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเครื่องปลูกศรัทธาให้ค่อยๆเข้าสู่พระศาสนา แล้วค่อยๆกล่อมเกลาให้เกิดปัญญาต่อไป

          กรุงเทพมหานครมีพระพุทธรูปอยู่มากมาย ที่มีชื่อเสียงว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นิยมเคารพเลื่อมใสของคนไทยก็มีมาก มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่นิยมเคารพเลื่อมใสกันมากเหลือหลาย แต่พระพุทธรูปองค์นี้มีขนาดไม่ใหญ่โต ต้องเรียกว่ามีขนาดเล็กด้วยซ้ำแต่มีชื่อเสียงมากถึงขนาดว่า นับเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหนึ่งได้เลย พระพุทธรูปองค์ก็คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วนั่นเอง

ภาพจาก ww.reurnthai.com



ประวัติพระแก้วมรกต

          หลักฐานตำนานเก่าแก่เรื่องพระแก้วมรกตนั้น ที่เชื่อถือกันมากเริ่มมาจากหนังสือตำนาน “รัตนพิมพวงศ์” ตามตำนานได้กล่าวถึงพระแก้วมรกตว่า เทวดาเป็นผู้สร้างพระแก้วมรกตนี้ถวายพระอรหันต์ชื่อว่า พระนาคเสน อยู่ในเมืองปาฏลีบุต พระนาคเสนเป็นพระอรหันต์ที่มีอภิญญามีฤทธิ์มาก

      พระนาคเสนได้อธิษฐานฤทธิ์อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน ๗ องค์ ให้เข้าไปประดิษฐานอยู่ภายในองค์พระแก้วมรกต โดยอยู่ที่พระโมฬี ๑ องค์ พระอุระ ๒ องค์ และในพระชานุทั้งสองข้างๆละ ๑ องค์ เมื่อพระบรมสารีริกธาตุเสด็จเข้าไปประดิษฐานภายในองค์พระแล้ว เนื้อแก้วนั้นก็ปิดสนิทดี ไม่มีรอยตำหนิใดๆให้เห็นเลย

          ต่อมาพระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปอยู่เมืองลังกา แล้วไปอยู่เมืองกัมโพช เมืองศรีอยุธยา(อโยธยา เชื่อว่าเป็นเมืองเก่า) แล้วไปอยู่เมืองละโว้ เมืองกำแพงเพชร ต่อมาไปอยู่เมืองเชียงราย

          เมื่อพระแก้วมรกตอยู่เมืองเชียงรายนั้น ข้าศึกยกทัพมาประชิดเมือง เจ้าเมืองเชียงรายเกรงว่าจะถูกแย่งพระแก้วมรกตไป จึงได้เอาปูนหุ้มพระแก้วมรกตลงรักปิดทองไว้  แล้วบรรจุซ่อนไว้ในเจดีย์เมืองเชียงราย



          ถึงปีพุทธศักราช ๑๙๗๗ เกิดฟ้าผ่าเจดีย์พังลงมา จึงพบพระแก้วมรกตที่หุ้มปูนปิดทองไว้ คนทั้งหลายนึกว่าเป็นเพียงพระพุทธรูปปูนปั้นธรรมดา  จึงเชิญไปไว้ในวิหารแห่งหนึ่ง ต่อมาปูนที่หุ้มได้กระเทาะออกมาตรงกับตำแหน่งที่เป็นพระนาสิก เห็นเป็นแก้วสีเขียวดังมรกต ท่านเจ้าอาวาสจึงได้ให้ทำการกะเทาะปูนทั้งองค์ แล้วจึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปแก้วสีเขียวทั้งองค์ ชาวเมืองทั้งหลายได้ไปกราบนมัสการพระแก้วกันมากมาย

          เจ้าเมืองแจ้งเรื่องพบพระแก้วมรกตไปยังพระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าสามฝั่งแกนได้จัดขบวนไปรับพระแก้วมรกตแห่ขึ้นบนหลังช้าง เมื่อช้างมาถึงทางแยกที่จะเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ ช้างนั้นก็ตื่นวิ่งไปทางเมืองลำปาง จนควาญช้างต้องบังคับให้ช้างสงบแล้วย้อนไปทางเมืองเชียงใหม่อีก ถึงทางแยกเดิมช้างตื่นวิ่งกลับไปทางลำปางเหมือนเดิม พอเปลี่ยนช้างเชือกใหม่มาบรรทุกพระแก้วมรกต ก็เกิดเป็นเช่นเดิมช้างไม่ยอมไปทางเมืองเชียงใหม่ แต่จะหนีไปทางเมืองลำปาง

          ขบวนแห่พระแก้วมรกตจึงแจ้งไปที่พระเจ้าสามฝั่งแกนถึงเหตุที่เกิดขึ้น พระเจ้าสามฝั่งแกนจึงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปเมืองลำปาง ได้ประดิษฐานอยู่เมืองลำปาง ๓๒ ปี


          ต่อมาพ.ศ.๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราชครองเมืองเชียงใหม่ พิจารณาว่าพระแก้วมรกตตั้งอยู่เมืองลำปางนั้นไม่สมควร จึงให้อัญเชิญกลับมายังเมืองเชียงใหม่ ได้สร้างเป็นหอพระแก้วแต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง จึงต้องอัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ในวิหาร พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่เมืองเชียงใหม่ ๘๔ ปี

          พ.ศ.๒๐๙๔ ถึงยุคพระเจ้าไชยเชษฐาครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าไชยเชษฐาพระองค์นี้ก็คือพระเจ้ากรุงเวียงจันทร์ในเวลาต่อมานั่นเอง ที่ได้มาครองเมืองเชียงใหม่นั้นเพราะว่า ทางเมืองเชียงใหม่ได้มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับทางลาว พระบิดาของพระเจ้าไชยเชษฐาคือพระเจ้าโพธิสารเป็นกษัตริย์ล้านช้าง ส่วนพระมารดาคือพระนางยอดคำเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่

          ขณะที่พระเจ้าเชียงใหม่ที่เป็นพระอัยกาของพระเจ้าไชยเชษฐาสิ้นพระชนม์ ทางเมืองเชียงใหม่ขาดผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์ จึงขอให้พระเจ้าไชยเชษฐามาครองเชียงใหม่ พระเจ้าไชยเชษฐาจึงเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ดังนี้เอง

           ต่อมาทางฝั่งลาวพระเจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ เกิดจลาจลแย่งชิงราชสมบัติ คณะเสนาบดีจึงพร้อมใจกันเชิญพระเจ้าไชยเชษฐา ให้กลับไประงับการจลาจลที่เมืองหลวงพระบาง พระเจ้าไชยเชษฐาได้อารธนาอัญเชิญพระแก้วมรกตไปยังเมืองหลวงพระบางด้วย พระเจ้าไชยเชษฐาขึ้นครองอาณาจักรล้านช้างที่เมืองหลวงพระบาง ทรงพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช และพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ๑๒ ปี

          พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เมืองเวียงจันทร์ สาเหตุเพื่อเลี่ยงศึกพม่าในสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปเมืองเวียงจันทร์ด้วย ได้ประดิษฐานนานถึง ๒๑๔ ปี



          ต่อมาวันเวลาล่วงไปถึงสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในพ.ศ.๒๓๒๑ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทร์  ได้เมืองเวียงจันทร์แล้วจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางมายังกรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่กรุงธนบุรี ๔ ปี

          เมื่อถึงพ.ศ.๒๓๒๕ตั้งกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงของยุครัตนโกสินทร์ จึงย้ายพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง อัญเชิญ ณ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๓๒๗ ได้ประดิษฐานอยู่จนถึงทุกวันนี้

          พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ต่างเคารพบูชาพระแก้วมรกตกันเป็นอันมาก นับถือศรัทธากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก 

ภาพจาก bloggang.com วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างกรุงเทพมหานครและอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

ขนาดพระแก้วมรกต

      พระแก้วมรกตเป็นพระปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ วางพระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย
 หน้าตักกว้าง 48.3 เซ็นติเมตร
 สูงจากทับเกษตรถึงสุดพระเกตุมาลา 66 เซ็นติเมตร

พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

 พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตนั้นกระทำกัน 3 ครั้งต่อหนึ่งปี คือ

1. เครื่องทรงฤดูร้อน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4

2. เครื่องทรงฤดูฝน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8

3. เครื่องทรงฤดูหนาว ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12


พระแก้วมรกตทรงเครื่องฤดูร้อน

เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน(คิมหันต์)

๑. มงกุฎทองคำลงยาฝังพลอยและทับทิมมีดอกไม้ประจำทิศฝังเพชรทั้ง ๓ ชั้น ชั้นละ ๔ ดอก รวม ๑๒ ดอก มีดอกไม้ไหวติด ๓ ชั้น

ชั้นต้น ดอกไม้ไหวฝังบุษย์น้ำทอง (บุษย์) น้ำเพชร ๑๐ ดอก

ชั้นกลาง ดอกไม้ไหวตาไก่ฝังบุษย์น้ำเพชรดอกละ ๑ เม็ด ๑๐ ดอก

ชั้นใต้ บัวกลุ่มดอกไม้ไหวตาไก่ ฝังบุษย์น้ำเพชรดอกละ ๑ เม็ด ๗ ดอก

ยอดมงกุฎฝังเพชรทั้งเจ็ดเม็ดสี่เหลี่ยมโตเท่าบัวผ่าซีก ๑ เม็ด มีมงคลเพชรรอบ ขนาดเม็ดละเขือ ๑๖ เม็ด มีระย้าฝังเพชร ระย้าละ ๑ เม็ด ๘ ระย้า ใต้ระย้ามีปลอกทองคำฝังเพชร ๑๑ เม็ด ๑ ปลอก

๒. พระกรรเจียกข้างขวาทองคำลงยาฝังเพชรโตประมาณกล่ำแก่(มะกล่ำช้าง) ๑ เม็ด และฝังทับทิมขนาดใหญ่ ๑ เม็ด นอกนั้นทับทิมและพลอยขนาดกลางและเล็ก และมีดอกไม้ไหวมงคลเพชรรอบ กลางฝังไพฑูรย์ ๑ เม็ด ๑ ดอก
พระกรรเจียกข้างซ้ายทองคำลงยาฝังเพชรโตประมาณกล่ำแก่ ๑ เม็ดและฝังทับทิมขนาดใหญ่ ๑ เม็ด นอกนั้นฝังทับทิมและพลายขนาดกลางและเล็ก และมีดอิกไม้ไหวมงคล เพชรรอบ กลางฝังไพฑูรย์ ๑ เม็ด ๑ ดอก

๓. ฉลองพระศอทับพระอังสาทองคำ ลงยาราชาวดีประดับบุษราคัมดอกระหว่างลายก้ามปูฝังทับทิม ขนาดเม็ดบัวแก่ ๘ เม็ด ระหว่างลายก้ามปูลายเทศฝังมรกตสี่เหลี่ยมขนากกล่ำแก่ ๘ เม็ด ใบเทศฝังมรกต ๘ เม็ด มุกดา ๘ เม็ด มีพระนพทองคำลงยาฝังพลอยทั้ง ๒ ข้าง กนกข้างทองคำลงยา ช่องหนึ่งมี ๒ กนก ประดับเพชรขนาดกล่ำแก่ ๑ เม็ด เพชรขนาดย่อม ๑ เม็ด นอกนั้นประดับเพชรและพลอยขนาดต่างๆรวม ๑ ช่อง

ภาพจาก www.sookjai.com

๔. ทับทรวงทองคำลงยาประดับทับทิมขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวม ๗๖ เม็ด มีสังวาลทับทรวงฝังบุษยน้ำเพชร กลางฝังดอกบุษราคัมดอกละ ๑ เม็ด ๘ ดอก

๕. ตาบข้างทองคำฝังเพชรและทับทิม ๒ ตาบ มีพระสังวาลต่อตาบฝังบุษยน้ำเพชร กลางฝังบุษราคัมดอกละ ๑ เม็ด รวม ๒ ตาบ ๑๗ ดอก

๖. ตาบหลังทองคำฝังนิล ๑๓ เม็ด ฝังไพฑูรย์ ๔ เม็ด มุกดา ๔ เม็ดทับทิม ๒๐ เม็ด มีพระสังวาลต่อตาบฝังบุษยน้ำเพชร กลางฝังบุษราคัมดอกละ ๑ เม็ด ๘ ดอก

๗. พระสังวาลทองคำดอกฝังมุกดา ๑๔ ดอก มีลูกคั่นฝังมุกดา ๑๓ คู่

๘. พระสังวาลทองคำดอกจิกสายคู่ มีดอกประจำยามฝังเพชรปลายรำขนาดเม็ดละเขือแก่ กลางดอกฝังทับทิม ๑ เม็ด ๑ ดอก ฝังเพชรดอกละ ๑ เม็ด ๒ ดอก ฝังมรกต ๑ เม็ด ๑ ดอก ฝังบุษราคัมดอกละ ๑ เม็ด ๑ ดอก ฝังไพฑูรย์ ๑ เม็ด ๑ ดอก ฝังนิลดอกละ ๑ เม็ด ๒ ดอก ฝังมุกดา ๑ เม็ด ๑ ดอก ฝังโกเมนดอกละ ๑ เม็ด ๒ ดอก รวม ๑๒ ดอก



๙. ต้นพระกรเบื้องขวาทองคำลงยารอบฝังบุษราคัม ๖ เม็ด ฝังไพฑูรย์ ๖ เม็ด ฝังมุกดา ๖ เม็ด รวม ๑๘ เม็ด กระจังฝังบุษยน้ำเพชรมีดอกประจำฝังเพชร ๔ ดอก

ต้นพระกรเบื้องซ้ายทองคำลงยาซีกเดียวฝังมุกดา ๔ เม็ด ฝังโกเมน ๔ เม็ด ฝังไพฑูรย์๔ เม็ด รวม ๑๒ เม็ด กระจังฝังบุษยน้ำเพชร มีดอกประจำยามฝังเพชร ๓ ดอก

๑๐. กองเชิงครึ่งซีกทองคำลงยาฝังมุกดาข้างละ ๘ เม็ด นอกนั้นฝังโกเมน รวม ๒ข้าง

๑๑. วัดพระองค์ด้านหน้าครึ่งซีกทองคำลงยาฝังนิลขนาดใหญ่และเล็ก รวม ๙ เม็ด นอกนั้นฝังพลอยสีต่างๆ

๑๒. เชิงสนับเพลาข้างซ้ายและข้างขวาทองคำลงยา ฝังโกเมนขนาดใหญ่และเล็กข้างละ ๒๑ เม็ด ลายขอบฝังบุษยน้ำเพชรรวม ๒ ข้าง

๑๓. ปลายพระกรครึ่งซีกข้างซ้ายและข้างขวาทองคำลงยาฝังมุกดาข้างละ ๓ แก้ว นอกนั้นฝังพลอยสีต่างๆ

๑๔. พระธำมรงค์ (ไม่มีก้าน) ทองคำฝังเพชร ๑ วง ติดกัน ๕ ยอดมีมงคลเพชร ๓ ยอด ไม่มีมงคลเพชร ๒ ยอด ๑ วง

พระธำมรงค์ทองคำหัวมณฑป มีมงคลเพชร ๒ ชั้น ยอดฝังเพชรมีบ่าข้างหนึ่งฝังพลอย ๑ วง

พระธำมรงค์ทองคำ กลางฝังไพฑูรย์ ๑ เม็ด มีบ่าข้างหนึ่งฝังบุษยน้ำเพชร ๑ เม็ด ๑ วง

พระธำมรงค์ทองคำมงคลเพชร ยอดฝังเพชรโตขนาดกล่ำ (ไม่มีก้าน) ๒ วง

ภาพ wanjun.com ส่วนหนึ่งของเครื่องทรงฤดูร้อน ช่วงพระเกตุ

 เครื่องทรงฤดูฝน (วสันต์)

สำรับฤดูฝนเป็นการจัดสร้างตามอย่างแบบแผนโบราณ ลักษณะของงานเป็นการดุนนูนทองคำทั้งหมด โดยประกอบด้วย

๑. พระศกทองคำประดับเพชร ขนาดเม็ดมะเขือ พระรัศมีทองคำลงยา ต้นรัศมีฝังดอกผักตบ ๔ เม็ด ยอดฝังเพชร ๑ เม็ด

๒. ผ้าห่มดวงทองคำ

๓. สบงทองคำ

๔. ผ้าสังฆาฏิทองคำ มีดอกไม้กลางผืน ยอดดอกไม้ประดับเพชร ๒๐ เม็ด นอกนั้นประดับพลอยต่างๆ ซ้อนทับบนผ้าห่มดวงทองคำลงยา


สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรก9

ฤดูฝน
ภาพจาก groupwunjua.com เครื่องทรงฤดูฝน

เครื่องทรงฤดูหนาว (เหมันต์)

๑. พระศกทองคำประดับเพชรขนาดเม็ดมะเขือ มีพระรัศมีทองคำลงยาต้นพระรัศมีฝังเพชร ๔ เม็ด เม็ดหนึ่งโตขนาดกล่ำแก่ อีก ๓ เม็ดโตขนาดกล่ำอ่อน ยอดฝังเพชร ๑ เม็ด

๒. ผ้าคุลมทองคำลงยา ริมสองข้างและชายข้างประดับเพชรและพลอยสีต่างๆ กลางผืนเป็นดอกชิงดวงกลีบลงยา กลางฝังพลอยกว้าง ๑๒.๕ นิ้ว ยาว ๔๒ นิ้ว และมีดุมทองคำประดับเพชน ๒ ดุม มีสายสร้อยทองคำ ๔ สาย ยาวสายละ ๓ นิ้วเศษ



ฤดูหนาว

ภาพจาก groupwunjun.com เครื่องทรงฤดูหนาวช่วงพระเกตุ

ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี มีพระราชพิธี“ กาญจนาภิเษก”รัฐบาลได้ดำเนินการจัดสร้างเครื่องทรงขององค์พระแก้วมรกตขึ้นใหม่แทนของเดิมซึ่งชำรุด โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยร่วมบริจาค

ของเดิมจะมีการลงยาระหว่างลวดลายที่ผ้าห่มทองคำ แต่ของใหม่จะใช้โกเมนประดับลงไปแทนที่ถึง ๑,๗๓๑ เม็ด รวมน้ำหนัก ๑,๘๙๓.๖๖ กะรัต

ทับทิมประดับเป็นลายแก้วชิงดวง จำนวน ๑,๐๓๗ เม็ด รวมน้ำหนัก ๒๒๕.๙๔ กะรัต

เพชรทุกชิ้นเปลี่ยนใหม่จากเพชรซีก เป็นแบบ April Cut คือ เริ่มเจียระไนเดือนเมษายน มีคุณสมบัติเฉพาะคือ ด้านหน้าไม่เรียบเหมือนเพชรทั่วไปแต่จะเป็นเหลี่ยมนูน ๔๐ เหลี่ยม ด้านล่าง ๑๗ เหลี่ยม สำหรับติดประดับทแทนพระศก

 รายละเอียดพระเกศเปลวเพลิง(ฤดูหนาว) ประดับทับทิม ไพลิน และเพชรประจำ ๔ ทิศ และเม็ดพระศก เจียแบบเพชรซีก ที่เรียกว่า เจียเหลี่ยมแบบ April cut

   ในปัจจุบันมีพุทธศาสนิกชนและชาวต่างชาติไปกราบนมัสการเยี่ยมชมพระแก้วมรกตกันมากทุกวัน นับเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรมศิลปกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย


ภาพจาก www.creditonhand.com
ภาพจากวิกิพิเดีย

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องตามแจ้งไว้ในภาพ






วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เจดีย์ในเมืองไทย.๒ พระประโทณเจดีย์

พระประโทณเจดีย์



พระประโทณเจดีย์ จ.นครปฐม
พระประโทณเจดีย์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระประโทณเจดีย์ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครปฐมไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๔ กิโลเมตร ลักษณะศิลปะกรรม เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏซากเนินขนาดใหญ่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่กลางวัด แต่เดิมสถูปพระประโทณ เป็นรูปทรงโอ่งคว่ำ พระประโทณเจดีย์ เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมนับความสำคัญเป็นลำดับสองรองจากพระปฐมเจดีย์ ยังปรากฏซากเนินใหญ่อยู่กลางวัดเป็นสำคัญ 

   พระประโทณเจดีย์ ตั้งอยู่กลางวัดเป็นเนินใหญ่ อยู่บนพื้นฐานสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ โดยอิฐที่ก่อเป็นฐานรอบเนินนี้ เป็นของก่อขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อกันดินพัง ไม่ใช่ของที่สร้างไว้แต่เดิม บนยอดเนินมีพระปรางค์อยู่องค์หนึ่ง ทรวดทรงเตี้ยกว่าองค์ที่สร้างบนยอดเนินพระปฐมเจดีย์ บนพื้นฐานเป็นลานกว้างมีต้นไม้ขึ้นร่มรื่นและเดินไปได้โดยรอบ ที่เนินพระปรางค์มีบันใดสูงขึ้นไปยังองค์พระปรางค์ซึ่งอยู่บนยอดเนิน สูงจากพื้นดินประมาณ ๒๐ เมตร เมื่อขึ้นบรรไดไปข้างบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของจังหวัดนครปฐมได้โดยรอบ



ประวัติความเป็นมาของวัดพระประโทณ

    วัดพระประโทณเจดีย์สันนิษฐานว่าการสร้างครั้งแรกสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันไปทางทิศเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ประมาณ 1,200 เมตร

     วัดพระประโทณเจดีย์ปัจจุบันสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2324 ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ห่างประมาณ 20 เมตร  สันนิษฐานว่าย้ายมาจากที่เดิมเมื่อ 200 ปีเศษ เพราะมีกุฏิโบราณหลังหนึ่งจารึกตัวหนังสือและตัวเลขด้วยปูนบอกว่าซ่อมเมื่อ พ.ศ. 2456  

   จากหลักฐานดังกล่าวสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2366 - 2370  ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า วัดพระประโทณเจดีย์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2324  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2327

ภาพจาก www.m.culture.go.th

พระประโทณเป็นพระเจดีย์เก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เดิมเป็นวัดสำคัญที่อยู่ใจกลางเมืองสมัยโบราณ ภายในวัดมีเจดีย์จุลประโทณประดับภาพปูนปั้นยุคทวาราวดี รูปเรือสำเภาและรูปคนอินเดีย เป็นหลักฐานสำคัญที่สรุปได้ว่าที่นี่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญ ปัจจุบันภาพปูนปั้นได้แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์


   พระประโทณเจดีย์ เดิมทีเดียวเป็นวัดที่มีต้นไม้ขึ้นรกมาก เต็มไปด้วยป่าไผ่ มีไก่ป่าชุกชุม ดังเห็นได้ตามคำพรรณนาของนายมี ในนิราศพระแท่นดงรัง ว่า

               ถึงประโทณารามพราหมณ์เขาสร้าง          เป็นพระปรางค์แต่บุราณนานนักหนา
           แต่ครั้งตวงพระธาตุพระศาสดา                     พราหมณ์ศรัทธาสร้างสรรไว้มั่นคง
           บรรจุพระทะนานทองของวิเศษ                     ที่น้อมเกศอนุโมทนาอานิสงส์
           จุดธูปเทียนอภิวันท์ด้วยบรรจง                      ถวายธงแพรผ้าแล้วลาจร
           ดูสองข้างมรรคาล้วนป่าไผ่                            คนตัดใช้ทุกกอตอสลอน
           หนามแขนงแกว่งห้อยรอยเขารอน                 บ้างเป็นท่อนแห้งหักทะลักทะลุย
           ที่โคนไผ่ไก่ป่ามาซุ่มซุก                                 บ้างกกกุกเขี่ยดินกินลูกขุย
           พอเห็นคนวนบินดินกระจุย                           เป็นรอยคุ้ยรอบข้างหนทางจร

ภาพจาก www.m.culture.go.th



การบูรณะองค์พระประโทณเจดีย์

   การบูรณะองค์พระประโทณเจดีย์ มีหลักฐานปรากฏชัดเจน 2 ครั้งด้วยกัน คือ

ครั้งที่ 1

   ได้มีการบูรณะก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 4 คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้น องค์พระสถูปเจดีย์พระประโทณได้ชำรุดทรุดโทรม มีคุณหลวงวังกรมการ (พวง) และนางวังกรมการ (พริ้ง) สุวรรณรัตน์ มีส่วนในการซ่อมองค์พระสถูป และพิจารณาเห็นว่าพระประโทณเจดีย์เดิมเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานองค์พระเขี้ยวแก้ว และทะนานทองพระบรมสารีริกธาตุ 
   
   ท่านทั้งสองได้เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ส่วนตัวทั้งหมด สร้างพระเขี้ยวแก้วและทะนานทองกับยอดสลัดไดองค์พระประโทณเจดีย์ ทะนานทองและสลัดไดนั้นสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ ส่วนองค์พระเขี้ยวแก้วสร้างจำลองได้อัญเชิญมาจากศรีลังกา ครั้งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ฯ ทรงเสด็จไปราชการที่เมืองลังกา ท่านทั้งสองได้ขอร้องให้ทรงสร้างรูปจำลองมาให้ในฐานที่รักใคร่สนิทสนมกันมา ระหว่างท่านทั้งสองกับพระองค์ท่าน ขณะนี้พระเขี้ยนวแก้วและทะนานทอง ได้ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ

ครั้งที่ 2

   สมัยพระครูวินยาภินันท์ องค์เจดีย์ได้ชำรุดทรุดโทรมมาก วันหนึ่งในปี 2505 เวลา 07.00 น. เศษ เจดีย์ได้พังลงมา ในขณะที่พระกำลังนั่งฉันท์ภัตตาหารเช้าอยู่  ได้ยินเสียงดังครืน ปรากฏว่าอิฐที่ก่อไว้กลางองค์เจดีย์ ทางทิศตะวันตกได้พังลงมาประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของลานสี่เหลี่ยมด้านบนของลานเจดีย์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของกองโบราณคดี กรมศิลปากรได้ทราบข่าวจึงมาสำรวจ 

   พระครูวินยาภินันท์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น เห็นว่าถ้าปล่อยไว้องค์พระประโทณเจดีย์ จะกลายเป็นเศษอิฐเศษปูน จึงจัดการซ่อมโดยใช้แบบตั้งแล้วเทเป็นชั้นๆ สร้างทับอิฐเก่าเพื่อกันพังรอบองค์เจดีย์ ที่เป็นอิฐโบราณอยู่ และเทคอนกรีตบนลานสี่เหลี่ยมด้านบนของเจดีย์ พร้อมกับทำลูกกรงทั้งสี่ด้าน ในส่วนบนของเจดีย์ต่อมาได้ทำแบบเทปูนฐานสี่เหลี่ยมชั้นล่างขององค์พระประโทณเจดีย์ โดยปิดอิฐโบราณที่ก่อไว้เดิมหมด จึงปรากฏว่าเป็นของใหม่ แต่ของเก่าอยู่ชั้นใน สรุปว่า สร้างทับของเก่าไว้ใหม่หมดอีก 2 ชั้น

ภาพจาก www.oocities.org พระประโทณเจดีย์
ภาพจาก www.oknation.net
ตำนานพระประโทณเจดีย์
ตำนานพระปฐมเจดีย์ฉบับพระยาราชสัมภารากร และฉบับตาปะขาวรอด และในพงศาวดารเหนือ แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เรื่องมีอยู่ว่า

ตามนิยายปรัมปรากล่าวถึงมูลเหตุการสร้างพระประโทณเจดีย์นี้ว่า พญาพานเป็นผู้สร้างขึ้นโดยมีตำนานว่า 

   เมื่อพญากงได้ครองเมืองศรีวิชัย คือ เมืองนครปฐมในปัจจุบันนี้ สืบต่อจากพระเจ้าสิการาชผู้เป็นพระราชบิดาแล้ว ต่อมาพระมเหสีได้ทรงพระครรภ์ได้พระราชบุตรประสูตแต่องค์หนึ่ง โหรได้ถวายคำพยากรณ์พระราชกุมารที่ประสูติมานี้ว่า จะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก จะได้ครองราชสมบัติ เป็นกษัตริย์ต่อไปในภายหน้า แต่ว่าพระราชกุมารนี้จะกระทำปิตุฆาต คือ ฆ่าพ่อ 

   เมื่อพญากงได้ทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ราชบุรุษนำพระราชกุมารไปฆ่าทิ้งเสียในป่า ราชบุรุษจึงนำไปทิ้งไว้ที่ป่าไผ่ ที่เป็นบริเวณไร่ของยายพรหม แต่บังเอิญยายพรหมไปพบพระราชกุมาร จึงได้เก็บมาเลี้ยงไว้ แต่ยายพรหมมีลูกหลานมาก จึงยกพระราชกุมารให้ยายหอมไปเลี้ยงแทน

 ยายหอมได้เลี้ยงพระราชกุมาร แล้วนำไปให้เจ้าเมืองราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่ขณะนั้นเมืองราชบุรีเป็นเมืองขึ้นของเมืองศรีวิชัย อยู่มาภายหลังพระราชกุมารเติบโตขึ้น ได้แข็งเมืองไม่ยอมส่งบรรณาการ และได้ท้ารบกับพระยากง จนได้ชนช้างกัน เมื่อฆ่าพญากงสำเร็จแล้วจึงได้เข้าเมืองศรีวิชัย 

   เวลานั้นพระมเหสีของพญากงซึ่งเป็นพระชนนีของพญาพาน ยังมีพระชนม์อยู่ กล่าวกันว่ารูปโฉมสวยงาม พญาพานคิดอยากได้เป็นมเหสี ได้เสด็จเข้าไปที่ตำหนัก เทพยดาในที่นั้นเห็นว่าพญาพานจะทำบาปหนัก เพราะจะเอามารดาเป็นเมีย เทพยดาจึงได้แปลงเป็นแพะบ้าง แปลงเป็นแมวแม่ลูกอ่อนบ้าง นอนขวางบันใดปราสาทอยู่ 

   เมื่อพญาพานข้ามสัตว์ทั้งสองนั้นไป สัตว์ตัวลูกจึงพูดกับแม่ว่า ท่านเห็นเราเป็นเดรัจฉานจึงข้ามไป แม่ตอบลูกว่า นับประสาอะไรกับเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่มารดาของท่าน ท่านยังจะเอาเป็นเมีย 

   พญาพานได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนัก จึงทรงตั้งอธิษฐานว่า ถ้าพระมเหสีของพญากงเป็นพระมารดาของเราจริงแล้ว ขอให้น้ำนมหลั่งออกจากถันทั้งสองข้างให้ปรากฏ ถ้าไม่ใช่พระมารดาของเราก็ขออย่าให้น้ำนมไหลออกมาเลย 
   พญาพานตั้งอธิษฐานแล้ว น้ำนมได้หลั่งออกมาจากถันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา พญาพานจึงได้ไต่ถาม ได้ความว่าเป็นพระมารดาจริงแล้ว ก็ทรงดื่มกินน้ำนม และทรงทราบว่าพญากงเป็นพระราชบิดา จึงโกรธยายหอมว่า มิได้บอกให้ตนทราบว่าเป็นบุตรใคร จนได้ทำบาปหนักถึงฆ่าพ่อ แล้วได้ไปเรียกยายหอมมา 

   เมื่อยายหอมมาถึงแล้วพญาพานจึงจับยายหอมฆ่าเสีย คนทั้งปวงจึงเรียกพระราชกุมารว่า พญาพาน เพราะไม่รู้จักคุณคนก็มี เรียกพญาพานเพราะเมื่อเวลาเกิดนั้น พระพักตร์กระทบพานทองเป็นแผลก็มี เมื่อพญาพานฆ่ายายหอมแล้ว ต่อมาได้สติรู้สึกเสียพระทัย ว่าฆ่าผู้มีพระคุณเสียแล้วอีกคนหนึ่ง จึงได้ถามสมณพราหมณาจารย์ว่าจะทำอย่างไร จึงจะล้างบาปในการฆ่าพระราชบิดาและฆ่ายายหอม ผู้ที่ได้เลี้ยงตนมาแต่เยาว์วัย 

   พระสงฆ์ก็ได้ถวายพระพรว่า ให้สร้างเจดีย์สูงแค่นกเขาเหิน จึงได้สร้างพระปฐมเจดีย์ขึ้นเพื่อล้างบาปที่ฆ่าพ่อ และสร้างพระประโทณเจดีย์ขึ้นเพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอม ตั้งแต่นั้นมา



ตำนานพระประโทณเจดีย์ ฉบับนายอ่อง ไวกำลัง และตำนานพระปฐมเจดีย์และพระประโทณเจดีย์ ฉบับพระยามหาอรรคนิกรและฉบับนายทอง กล่าวความไว้คล้ายกัน คือ 

   บริเวณที่ตั้งพระประโทณเจดีย์นั้น แต่เดิมเป็นตำบลบ้านพราหมณ์ เรียกว่า “บ้านโทณพราหมณ์” ได้นำ ”ทะนานทอง” ที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในเรือนหิน ครั้นเมื่อถึง พ.ศ.1133 ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพ มาสร้างเมืองนครไชยศรีขึ้นเป็นเมืองใหญ่ ได้ขอทะนานทองจากพราหมณ์เพื่อจะนำไปแลกเปลี่ยนกับพระบรมสารีริกธาตุจากเจ้าเมืองลังกา 

   แต่ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพได้รับการปฏิเสธ ทำให้รู้สึกขัดเคืองพระทัยจึงยกรี้พลออกไปตั้งเมืองใหม่ชื่อว่า “ปาวัน” และให้สร้างพระปฐมไสยาสน์องค์หนึ่งใหญ่ยาวมหึมา หลังจากนั้น จึงยกรี้พลมาแย่งทะนานทองไปให้เจ้าเมืองลังกาเพื่อบรรจุไว้ในสุวรรณเจดีย์ ต่อมาเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ 1199 พรรษา พระเจ้ากากะวรรณดิศราชแห่งเมืองละโว้ ได้มาก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่เคยบรรจุทะนานทองไว้แล้วให้นามว่า”พระประโทณเจดีย์”

   พระประโทณเจดีย์นับเป็นโบราณสถานเก่าแก่ อยู่ใกล้ๆกรุงเทพมหานคร และใกล้พระปฐมเจดีย์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนครปฐม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.oocities.org  , ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม  ,  ตำนานพระประโทณเจดีย์ของวัด  ,  หนังสือพิมพ์รอยธรรม