วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปัดฝุ่นเรื่องเก่าไทย.๑๑ ผีปอบ



ผีปอบ (Ogress, Ghost Eater, Ghoul)

   คนไทยเรานั้นถ้าเอ่ยถึงคำว่า “ผีปอบ” แน่นอนว่าต่างต้องเคยได้ยินเรื่องผีปอบด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็รู้จักผีปอบ โดยอาจจะรู้จักจากการเล่าสู่กันฟังบ้าง เล่าในวงสนทนาเช่นวงเหล้า แม้แต่เล่าเรื่องผีให้ชวนขนหัวลุกกันเล่นๆก็มักมีเรื่องผีปอบรวมด้วยอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งรู้จักผีปอบจากภาพยนตร์ไทย ซึ่งสร้างเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผีปอบไว้มากเป็นพิเศษ ผีปอบจึงเป็นผีที่ขึ้นชื่อในระดับมหาชนสุดๆ

   ผีปอบจัดว่าเป็นผีที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ความเชื่อเรื่องผีปอบนั้น ถ้าจะแยกเป็นหลักใหญ่แล้ว จะแยกได้เป็นสองคติคือ ผีปอบแบบที่เป็นวิญญาณร้าย ที่เข้าไปสิงในร่างมนุษย์ และผีปอบแบบที่เป็นตัวคนเป็นๆอย่างเราท่านทั้งหลาย คือเป็นมนุษย์เห็นเนื้อเห็นตัวจับต้องกันได้แบบตัวเป็นๆแต่เป็นมนุษย์ที่มีพฤติกรรมเหมือนผี

ภาพผีปอบจากละครช่อง7สี เรื่อง เจ้านาง


   ความเชื่อเรื่องผีปอบจะมีทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่มีคนเชื่อกันมากเป็นพิเศษจะเป็นทางภาคอิสานและทางภาคเหนือ ทางภาคอิสานนั้นจะเรียกผีปอบ ส่วนภาคเหนือมักจะเรียกกันว่าผีกะ แต่คำว่าผีปอบจะเป็นที่รู้จักกันมากกว่าอย่างอื่น

   คติความเชื่อเรื่องผีปอบนี้ถ้าพิจารณากันดูแล้ว จะพบว่ามีความแตกต่างแปลกแยกกันอยู่ไม่น้อย ทั้งบางกรณีก็ออกจะขัดๆกันเองอย่างชอบกล เรียกได้ว่าผีปอบของแต่ละท้องถิ่นมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เช่นบางท้องถิ่นจะเห็นผีปอบเป็นผีโคตรดุมีอิทธิฤทธิ์มาก จนต้องหวาดกลัวกันขนาดหนัก ไม่กล้าเข้าไปข้องแวะเกี่ยวข้อง หรือถ้าจะขับไล่ก็ต้องหาอาจารย์ที่มีเวทมนตร์คาถาขลังๆมาทำพิธีไล่หรือต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายกันเลย

   แต่ในขณะเดียวกันในอีกท้องถิ่นหนึ่งกลับกลายเป็นว่า ถ้ารู้ว่าใครเป็นผีปอบ ชาวบ้านก็จะไม่คบค้าสมาคม ถ้าผีปอบเฉียดมาใกล้ก็จะโดนขว้างปาขับไล่กันง่ายๆ หรือชาวบ้านจะระดมพลกันขับไล่คนที่ถูกเข้าใจว่าเป็นผีปอบตนนั้น ให้ออกไปจากหมู่บ้าน ถ้าไม่ไปเป็นต้องโดนกระทืบหรือถูกจับเอาไปโยนออกนอกเขตให้พ้นหมู่บ้าน เรียกได้ว่าแบบนี้ผีปอบเป็นฝ่ายกลัวมนุษย์

ภาพจากpostjung ละครช่อง7สีเรื่องเจ้านาง

   คติผีปอบแบบที่เชื่อกันมากที่สุดนั้น จะเชื่อกันว่าผีปอบมีที่มาจากคนที่เรียนทางไสยศาสตร์มนต์ดำเลี้ยงผี โดยมีการเลี้ยงผีเอาไว้สำหรับใช้ให้ไปทำการร้ายต่างๆ ผู้ที่เลี้ยงผีก็ย่อมไม่พ้นไปจากพวกหมอผีทั้งหลายนั่นเอง คติเรื่องการเลี้ยงผีนั้นเชื่อว่า เมื่อเลี้ยงผีไว้ใช้งานก็ต้องมีการเซ่นผีด้วยอาหารสดๆคาวๆเป็นการตอบแทน ซึ่งเรื่องการเซ่นผีนี้ถือเป็นกฎเหล็กที่จะละเมิดไม่ได้อย่างเด็ดขาด คือเมื่อใช้ผีให้ไปกระทำการตามที่เราสั่งแล้ว ผีก็ต้องการค่าตอบแทนด้วย ไม่ใช่ว่าผีจะยอมทำงานให้ฟรีๆ ผู้ที่เลี้ยงผีไว้ใช้ต้องตอบแทนรางวัลด้วยเครื่องเซ่นผีทุกครั้ง เครื่องเซ่นผีที่ถือเป็นหลักก็คือเนื้อสดๆดิบๆ เครื่องในสดๆคาวๆ เหล้า ทั้งยังมีเครื่องเซ่นที่จัดเฉพาะสำหรับผีบางตนอีกด้วย

จากละครเจ้านาง ผีปอบล้วงลำไส้ออกมากิน

   วิธีการเลี้ยงผีเซ่นผีนั้นจะทำเป็นเล่นๆหรือทำส่งเดชไม่ได้ ถือเป็นกฎตายตัวที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้ากำหนดว่าต้องเซ่นผีด้วยเนื้อสดๆดิบๆเครื่องในสดๆ หรือเซ่นด้วยเลือดสดๆ ก็ต้องเซ่นด้วยของจริงๆทุกครั้ง จะเลี่ยงไปใช้เป็นสิ่งเทียมแทนเนื้อสัตว์ หรือของทำปลอมเป็นเนื้อสัตว์ เช่นใช้แป้งใช้ถั่วทำเป็นรูปเนื้อสัตว์หรือลำไส้แบบอาหารเจแบบนี้ใช้ไม่ได้ ต้องใช้ของจริงเท่านั้น ถ้าตำราบอกว่าต้องเซ่นด้วยการเชือดคอไก่เป็นๆ แล้วเอาเลือดเอาเนื้อไก่ทั้งตัวมาเป็นเครื่องเซ่น ก็ต้องเชือดคอไก่กันจริงๆ จะไปซื้อเอาเนื้อไก่ตามตลาดมาเซ่นไม่ได้อย่างเด็ดขาด



   บางคติเรื่องการเลี้ยงผีปอบที่เคร่งมากๆนั้น จะบังคับถึงขนาดว่าตอนที่สั่งการให้ผีปอบไปทำอะไร ต้องจำว่าหมอผีผู้สั่งงานผีไปนั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดไหน แล้วตอนนั้นเอ่ยปากบอกว่าจะเซ่นด้วยอะไร พอถึงตอนที่ให้เครื่องเซ่นผี ก็จะต้องเอาเสื้อผ้าชุดที่ใส่ตอนที่สั่งงานผี เอาเสื้อผ้าชุดนั้นมาใส่ก่อนแล้วจึงทำพิธีเซ่นผีปอบ และเครื่องเซ่นก็ต้องเป็นเครื่องเซ่นที่ได้เคยออกปากบอกไว้แล้วเท่านั้น

   ถ้าหมอผีใช้งานผีปอบแล้วลืมให้เครื่องเซ่น ก็จะถูกผีลงโทษให้เจ็บไข้ได้ป่วย ขนาดเบาะๆก็เริ่มจากต้องล้มหมอนนอนเสื่อ จนกระทั่งป่วยหนักเจียนตาย ยิ่งถ้าไปละเมิดลืมเซ่นผีหลายๆครั้ง ก็อาจโดนผีปอบลงโทษโดยการสิงร่างกันเลย ถ้าถึงขนาดนี้แล้วก็คือ ตัวหมอผีได้กลายไปเป็นผีปอบไปเสียเองแล้ว จะกลายเป็นเหมือนคนป้ำๆเป๋อๆเสียสติ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น อารมณ์ร้าย ชอบกินเนื้อสัตว์ดิบๆ กินเลือดสดๆ ชอบความสกปรก



   นอกจากการโดนผีสิงร่างให้กลายเป็นผีปอบแล้ว ยังมีคนกลายเป็นผีปอบแบบที่เป็นเพราะเรียนไสยศาสตร์มนต์ดำ ตำราไสยศาสตร์ทำนองนี้ไม่ได้ใช้ผีไปทำการใดๆ แต่เป็นการเอาวิชาในตำราไปใช้ ถ้าทำไม่ถูกต้องตามที่ตำราระบุไว้ ก็อาจกลายเป็นปอบเอาได้ดื้อๆ

   ตำราไสยศาสตร์บางตำรานั้นระบุไว้เลยว่า ถ้าเรียนวิชาใช้วิชานั้นๆไปแล้ว จะต้องมีเครื่องบูชาเจ้าของวิชานั้นๆด้วย จะบังคับไว้ในตำราเลยว่าต้องใช้อะไรบ้าง และห้ามละเมิดอย่างเด็ดขาด  สิ่งของที่ต้องหามาถวายหรือเซ่นนั้นก็ออกจดูแปลกๆบ้างเช่น ใช้ข้าวสารจำนวณ ๗ เมล็ด ให้เก็บรักษาไว้ให้ดีอย่าให้เมล็ดข้าวสารนั้นหัก ถ้าหักก็ปรับโทษว่าผิดครู ถ้าผิดบ่อยๆก็จะกลายเป็นปอบ



   บางตำราก็บอกว่าถ้าเรียนวิชาไสยศาสตร์มนต์ดำไปแล้ว ต้องห้ามรับประทานอาหารบางชนิดเช่นห้ามรับประทานแกง ห้ามรับประทานผลไม้บางอย่าง ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์บางอย่างเป็นระยะเวลา ๗ วัน บางตำราบังคับว่าถ้าใช้วิชาไปแล้ว ก็จะต้องจัดเครื่องบูชาถวายหรือจัดเครื่องเซ่นให้ภายในกำหนด ๗ วัน

   ผู้ที่ละเมิดข้อห้ามของมนต์ดำในคติเรื่องผีปอบนั้น โทษที่ได้รับอย่างน้อยก็คือเสียสติ โดยจะเริ่มมีอาการป่วยที่ตรวจรักษาโดยวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่ไม่หาย อาการที่เห็นได้จากทางร่างกายมีทั้งแบบที่ผอมลงเรื่อยๆ และมีทั้งแบบที่มีร่างกายบวม ซึ่งอาจบวมทั้งร่างหรือบวมเฉพาะจุด อาการที่เกิดกับร่างกายนั้นจะเหมือนกับการเจ็บป่วยทั่วไป แต่รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ในที่สุดก็จะเสียสติ

   โทษที่หนักที่สุดก็คือจะถูกผีปอบสิงแล้วกินตับไตไส้พุง จนในที่สุดแล้วก็ตายกลายเป็นผีไปเอง


ภาพจากละครช่อง7สี ปอบผีฟ้า

   ในหนังสือ “ตำนานผีไทย” ของท่านอาจารย์ ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ ได้มีข้อความกล่าวถึงเรื่องผีปอบที่มีเอกสารเก่าแก่บันทึกเอาไว้ เอกสารดังกล่าวนี้คือหนังสือวชิรญาณฉบับเดือนธันวาคม ร.ศ.๑๑๕(พ.ศ.๒๔๔๐) โดยขุนมหาวิชัย(จัน)เป็นผู้แต่งไว้ เนื้อหาใจความพอจะจำย่อมาได้ประมาณว่า


   ผีปอบมักเป็นคนที่มีคาถาอาคมที่ใช้ไปในทางร้ายเช่นฆ่าคนได้ แต่ฆ่าคนแล้วไม่ได้ทำการปัดเป่าโทษก็จะกลายเป็นผีปอบ  และผีปอบนี้ชอบไปสิงคนให้เจ็บป่วยกระทั่งตายได้ ถ้าผีปอบเข้าสิงร่างใครแล้ว ก็ต้องหาผู้มีอาคมแก่กล้ามาขับไล่ผีปอบ อีกอย่างก็คือถ้ารู้ว่าใครเป็นผีปอบ ก็จะต้องถูกไล่ให้ออกไปจากหมู่บ้าน รวมไปถึงไล่ลูกเมียของปอบนั้นไปด้วย ผีปอบจะกลัวหมอเทวดา กลัวผู้มีอาคมแก่กล้า กลัวพระเณรที่ทรงศีล และถ้าผีปอบเข้าไปในเมืองใหญ่ อำนาจของผีปอบก็จะเสื่อมไป

   การอาละวาดของผีปอบจะมีตั้งแต่การเข้าสิงร่างคนแล้วทำให้นิสัยอารมณ์เปลี่ยนไปเป็นขั้นแรก โดยจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว มีอารมณ์ร้ายโดยไม่มีเหตุผล จะโกรธฉุนเฉียวทำลายสิ่งของ หรือบางทีก็ทำร้ายตัวเอง ต่อมาก็จะเริ่มมีอาการเสียสติมากขึ้น จะแอบไปกินเนื้อสัตว์ดิบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือชอบกินพวกเครื่องในสดๆเช่นกินลำไส้ ชอบกินเลือดสดๆ บางทีถึงขนาดอาละวาดทำร้ายคนกันซึ่งๆหน้า อาการขั้นสุดท้ายคือจะคลุ้มคลั่งแล้วตายในที่สุด

   นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่ากันว่า ผีปอบที่ดุร้ายมากๆนั้น บางทีถึงกับลงมือฆ่าคนแล้วแหวกท้องกินตับไตไส้พุงกันเลยทีเดียว เมื่อฆ่าคนครั้งหนึ่งแล้วก็จะฆ่าต่อไปเรื่อยๆแหวกท้องเพื่อกินลำไส้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้เรืองวิทยาคมมาปราบ

ผีปอบกำลังหิว

   บางทีผีปอบที่เข้าสิงร่างคนนั้นจะบอกเลยว่าตัวผีปอบเองมีชื่อว่าอะไร ทั้งผีปอบบางตนนั้นเรายังต่อรองขอให้ไม่ทำร้ายร่างที่สิงได้ด้วย เมื่อรับปากตามที่ผีปอบต้องการแล้วผีปอบก็จะออกจากร่างไปเอง แต่ในกรณีนี้ใช้กับผีปอบที่มุ่งร้ายหมายชีวิตเป็นการเฉพาะบุคคลไม่ค่อยได้

   การต่อสู้กับผีปอบนั้นต้องให้ผู้มีวิทยาคมแก่กล้ามาช่วยเหลือ วิธีการปราบหรือไล่ผีปอบมีตั้งแต่การใช้ข้าวสาร เกลือ เสกด้วยคาถาแล้วซัดไปที่คนถูกผีปอบสิง มีการใช้น้ำมนต์รดตัว ใช้ไม้ลงอาคมเช่นไม่เรียวบ้างหวายบ้างเฆี่ยนผี บางทีก็ใช้ว่านบางชนิดใช้ต้นข่าเสกแล้วจี้ไปที่ตัว จนกระทั่งที่ถือว่ารุนแรงก็คือต้องใช้มีดหมอลงอาคมเอามาไล่ผี




   ในทางการแพทย์นั้นจะมองผู้ที่เป็นผีปอบว่าเป็นอาการทางจิตแบบหนึ่ง ทางการแพทย์ทางวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อเรื่องผีๆสางๆอยู่แล้ว ยิ่งผีปอบนี้เป็นอาการที่เกิดในตัวมนุษย์หรือเกิดในคนเป็นๆอย่างเราๆท่านๆนี่เอง จึงมองไปในทางที่เป็นเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ มองไปในด้านสุขวิทยาหรือเรื่องโภชนาการ เช่นมีพยาธิขึ้นสมองอย่างนี้เป็นต้น

   ในยุคนี้ผีปอบจะมีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนที่มีอาการผิดปกติทางจิต แต่คติความเชื่อเรื่องผีปอบก็ยังคงมีอยู่เสมอ สำหรับตัวผู้เขียนหรือแอดมินนี้ก็เคยเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่ทำให้ต้องฉงนว่าจะเป็นเรื่องผีๆสางๆ หรือแค่เจอคนป่วยทางจิตกันแน่ เพราะผลลัพธ์ที่เห็นบางครั้งก็อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เลย



   ครั้งหนึ่งลูกน้องขอวัตถุมงคล ได้ให้เชือกผูกข้อมือที่ทำจากชายจีวรของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ แห่งวัดบ้านไร่ โดยให้ไปหนึ่งเส้น ต่อมาก็กลับมาขออีกหลายเส้น จึงสงสัยและได้สอบถามดู ปรากฏว่าลูกน้องได้นำเชือกชายจีวรหลวงพ่อคูณไปผูกข้อมือของบุตร แล้วลูกน้องคนนี้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติคือ

   ในหมู่บ้านที่บุตรและภรรยาอาศัยอยู่นั้น ชาวบ้านสงสัยคนๆหนึ่งว่าน่าจะเป็นผีปอบ แต่ก็ยังหาหลักฐานไม่ได้ คราวนี้เกิดเรื่องให้คนสังเกตเห็นคือ พอเด็กที่มีเชือกผูกข้อมือที่เป็นชายจีวรหลวงพ่อคูณเข้าไปใกล้ๆคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นผีปอบทีไร คนๆนี้ก็จะต้องหนีถอยห่างออกไปทุกที ต่อมาภรรยาของลูกน้องที่ได้เชือกผูกข้อมือไปได้ขอเชือกนี้อีกหนึ่งเส้น แล้วทดลองเดินเข้าไปหาบ้าง ปรากฏว่าคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นผีปอบก็ต้องลุกหนีอีก แต่อาการเช่นนี้ไม่เกิดกับคนอื่นเลย ในที่สุดก็ถึงขนาดว่า พอบุตรและภรรยาของลูกน้องเข้าไปใกล้คนดังกล่าวนี้ ปรากฏว่าคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นผีปอบนี้ร้องว่า “ร้อนๆอย่าเข้ามา” จากเหตุนี้เองชาวบ้านจึงเชื่อว่าคนๆนี้เป็นผีปอบไปแล้ว

จากละครช่อง 7

   สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นวัยรุ่นได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย กิตฺติโก วัดบ้านด่าน ได้เห็นชาวบ้านหลายคนช่วยกันคุมตัวผู้หญิงที่กำลังอาละวาดมาหาหลวงพ่อเอีย แค่คุมตัวผู้หญิงคนนี้เข้ามาในชายคากุฏิของหลวงพ่อเอียเท่านั้น ผู้หญิงก็ดิ้นทุรนทุรายร้องกรี๊ดๆว่ากลัวแล้วๆ เมื่อชาวบ้านคุมตัวมาถึงที่หลวงพ่อเอียนั่ง หลวงพ่อเอียเอาเทียนที่วางอยู่แถวนั้นมาแตะที่ศีรษะของผู้หญิงที่อาละวาดนั้น เท่านั้นเองผู้หญิงคนนี้ก็ล้มลงหมดสติ แล้วสักครู่ก็รู้สึกตัวเป็นปกติ

   จากปากคำญาติของผู้หญิงคนนี้ได้ความว่า อยู่ๆผู้หญิงคนนี้ก็อาละวาดแล้วกินแต่เนื้อดิบๆกินเลือดสดๆ และยังพูดออกมาด้วยว่าเป็นผีปอบมาเข้าสิง จะสิงผู้หญิงเพื่อกินโน่นกินนี่ ญาติๆเห็นท่าไม่ดีจึงพามาหาหลวงพ่อเอีย ส่วนผู้หญิงคนนี้เมื่อได้สติแล้วจึงเล่าว่า ก่อนหน้านี้เห็นเหมือนมีเงาวูบเข้ามาแล้วไม่รู้ตัวอะไรเลย เพิ่งมารู้สึกตัวก็ที่วัดนี่เอง

   เรื่องราวของผีปอบจะยังคงเชื่อกันว่ายังมีอยู่ ซึ่งนับเป็นเรื่องลึกลับและเขย่าขวัญอีกเรื่องหนึ่ง ผีปอบจึงเป็นตำนานผีของไทยที่ยังฮิตอยู่เสมอ

  นอกจากนี้ เรื่องของผีปอบยังมีที่แปลกแยกออกไปอีก คือ เป็นผีปอบที่ยิ่งกว่าผีปอบ เรียกว่า  ห่าก้อม...ผีปอบตามที่ได้เล่าสู่กันฟังมาตั้งแต่ตอนต้นนั้น บางกรณีสามารถนับว่าเป็น ห่าก้อม หรือ เจ้าแห่งผีปอบ หรือ โคตรผีปอบ...เอาไว้ว่างๆจะเอามาเล่าสู่กันฟัง










ขอขอบคุณข้อมูลและที่มาของภาพ
จับความบางส่วนจากหนังสือ ตำนานผีไทย ของ ส.พลายน้อย สำนักพิมพ์ พิมพ์คำ
ภาพจากละครช่อง7สี เรื่อง เจ้านาง ,ปอบผีฟ้า
ภาพจาก postjung.com, pbs.twimg



วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว.๑๑ ไอ้ด่างคลองบางมุด



โคตรไอ้เคี่ยม
The Legend of Man Eater in Thailand
โคตรตำนานจระเข้กินคน
ไอ้ด่างคลองบางมุด อ.หลังสวน จ.ชุมพร

ตอนที่ผู้เขียนหรือแอดมินยังเป็นเด็กจำได้ว่ามีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่ง เป็นข่าวสะเทือนขวัญซึ่งผู้คนทั้งหลายในยุคนั้นต่างสนใจติดตามข่าวนี้กันมาก เรียกว่าเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์กันเลยทีเดียว ผู้เขียนนี้เพิ่งเข้าเรียนหนังสือได้ไม่นาน แต่ข่าวนี้ดังมากมีผู้ใหญ่เล่าให้ฟังทุกวัน แถมยังกางหนังสือพิมพ์ชี้ให้ดูรูปดูข่าวนี้ด้วย ข่าวใหญ่สะเทือนขวัญข่าวนี้ คือข่าวจระเข้ยักษ์ดุร้ายที่ไล่กินคน เป็นจระเข้ที่ออกอาละวาดในแถบ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จระเข้โคตรดุตัวนี้เริ่มออกอาละวาดตั้งแต่ต้นเดือนกันยา โดยอาละวาดหนักในแถบคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพรและเป็นข่าวพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗เรียกจระเข้โคตรดุตัวนี้ว่า ไอ้ด่างคลองบางมุด

ภาพค่อนข้างผิดส่วนตรงจระเข้ตัวสั้นไป

ภาพนี้เกิดจากการยืดภาพยาวไป

    ผู้เขียนหรือแอดมินนี้จำเรื่องไอ้ด่างคลองบางมุดได้กระท่อนกระแท่นเพราะยังเด็ก ต่อมาโตขึ้นมาหน่อยก็ยังมีคนเล่าเรื่องไอ้ด่างคลองบางมุดให้ฟัง จึงยังจำเรื่องนี้ได้ ต่อมาเมื่อผู้เขียนมีแฟนแล้ว บังเอิญอีกว่าแม่ของเมียหรือแม่ยายผู้เขียนนี้เป็นคนอ.หลังสวน จ.ชุมพร แถมยังเป็นคนทันยุคทันเหตุการณ์จริงในพื้นที่เสียด้วย ก็เลยได้ฟังเรื่องของไอ้ด่างคลองบางมุดที่สุดแสนจะโคตรดุระดับเป็นตำนานของเมืองไทยกันเลย

   แม่ยายเล่าให้ฟังว่าในตอนที่ไอ้ด่างคลองบางมุดอาละวาดนั้น คนหลังสวนหวาดกลัวกันมาก ถึงขนาดว่ากลัวไอ้ด่างคลองบางมุดจะเข้ามาป้วนเปี้ยนในลำคลองอื่นๆ หรือแม้แต่ในแม่น้ำหลังสวน ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครกล้าอาบน้ำในลำคลองและแม่น้ำหลังสวน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ตอนไปอาบน้ำก็ต้องมีคนคอยเฝ้าระวังจระเข้ไอ้ด่าง และต้องอาบน้ำในคลองอย่างรวดเร็วสุดๆ แต่ส่วนมากจะใช้วิธีรีบๆตักน้ำหาบหรือหิ้วขึ้นมาอาบห่างๆตลิ่ง เพราะระแวงว่าไอ้ด่างคลองบางมุดอาจจะมาล่าเหยื่อแถวๆบ้าน

   บ้านของแม่ยายบังเอิญว่ามีด้านที่ติดแม่น้ำหลังสวนพอดี เพื่อนบ้านของแม่ยายยังจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ดี เพราะต่างก็ต้องหาบน้ำจากแม่น้ำหลังสวนขึ้นมาใช้อาบกันทั้งนั้น คนที่อาบน้ำแล้วปลอดภัยที่สุดก็คืออยู่ในบ้านที่มีบ่อน้ำ หลายๆบ้านก็เพิ่งจะมาขุดบ่อน้ำจากครั้งที่ไอ้ด่างคลองบางมุดอาละวาดนั่นเอง


ภาพจากวิกิพิเดีย จระเข้พันธุ์ทองหลาง

   จระเข้ไอ้ด่างคลองบางมุดเป็นจระเข้พันธุ์ที่เรียกกันว่า "ไอ้เคี่ยม" ซึ่งเป็นจระเข้น้ำเค็มพันธุ์ทองหลาง (อังกฤษ Saltwater crocodile, ชื่อวิทยาศาสตร์: Crocodylus porosus) ลักษณะพิเศษของจระเข้น้ำเค็มคือจะมีตีนแบบตีนเป็ด เพื่อช่วยให้ว่ายน้ำในทะเลได้เร็ว  มีลักษณะทั่วไปคล้ายจระเข้น้ำจืด จุดที่แตกต่างกันคือ ขาคู่หลังมีลักษณะแข็งแรงกว่าขาคู่หน้าและมีเพียง 4 นิ้ว ที่นิ้วจะมีพังผืดระหว่างนิ้วมากกว่าจระเข้น้ำจืด จะงอยปากยาวและส่วนปลายค่อนข้างแหลม มีฟันประมาณ 60 ซี่ ลักษณะแตกต่างจากจระเข้น้ำจืดคือไม่มีเกล็ด 4 เกล็ดที่ท้ายทอย ปากยาวกว่าจระเข้น้ำจืดอย่างเห็นได้ชัด มีสันเล็ก ๆ ยื่นจากลูกตาไปตามความยาวของส่วนหัวจนถึงตำแหน่งของปุ่มจมูก หรือที่เรียกว่าก้อนขี้หมา สีลำตัวออกเหลืองอ่อนหรือสีขาว และมีการเรียงตัวที่ส่วนหาง ดูคล้ายตาหมากรุก ตัวผู้มีความยาวหางยาวกว่าตัวเมีย แต่ลำตัวของตัวผู้ผอมเพรียวกว่าแต่โดยรวมแล้วขนาดลำตัวของตัวเมียจะเล็กกว่าเมื่อเทียบกันตัวต่อตัว และระยะห่างของโหนกหลังตาจะกว้างกว่าหัวของตัวผู้ดูป้อมสั้น(แต่เทียบกับคนแล้วก็ยังใหญ่มาก) ตัวเมียจะดูหัวยาวเรียว(ข้อมูลจากวิกิพิเดีย)

   เรื่องไอ้ด่างคลองบางมุดนี้แอดมินมาอ่านเจออีกครั้งในเว็บพันทิป ซึ่งท่านเจ้าของเรื่องทำไว้ดีมาก ดูได้จากลิงก์นี้              http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/08/X6885107/X6885107.html


หมายเหตุ..ข้อความต่อไปนี้ได้ตรวจทานกับจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น และขออนุญาตแก้ไขคำที่น่าจะตกหล่นหายไปบ้างเล็กน้อย

ภาพจาก www.sites.google.com จระเข้น้ำเค็มพันธุ์ทองหลาง

   "คำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก และดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่เดินริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง ต่อมาในกลางเดือนกันยายน เย็นวันหนึ่ง นายอุดม ชาวบ้าน ต.นาขา ลงอาบน้ำในคลอง ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตา ต่อหน้าชาวบ้านนับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดมลอยขึ้นมา ปรากฏว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้อง ๒ – ๓ วันต่อมา นายอิน ชาวเขมรบ้านเดิมอยู่ จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด ได้นำเรือเล็กไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดกิ่งจากอยู่ในเรือ จระเข้ยักษ์ ได้พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือคาบขานายอินตกลงไปในน้ำ นายอินดิ้นและเกาะแคมเรือร้องให้ภรรยาซึ่งอยู่บนฝั่งช่วย เธอพยายามกระพุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ แต่ไม่เป็นผล จระเข้ยักษ์ได้คาบนายอินจมหายลงไปใต้ท้องน้ำต่อหน้าต่อตา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียวกับนายอุดม


   ข่าว จระเข้ยักษ์ อาละวาดกินคนไปแล้ว ๒ ศพแพร่กระจายไปทั่ว ชุมพร ส.ต.อ.บุญโชติ และครูสมพงษ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายอินผู้ตาย ถึงกับลาราชการเพื่อออกล่าจระเข้ล้างแค้นแทนเพื่อนโดยร่วมกับนายแดง เจ้าของโรงสี มีปืนและดินระเบิด โดยใช้เรือ ๒ ลำ

   กลางเดือนตุลาคณะล่าจระเข้ยังออกควานหาตัวแต่ไม่มีวี่แวว กระทั่งบ่ายจึงใช้ระเบิดกระป๋องนมจุดโยนลงไปในน้ำถึง ๑๔ กระป๋อง ระเบิดติดต่อกันจนถึงกระป๋องสุดท้ายจระเข้ยักษ์ก็โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน พุ่งเข้าใส่เรือลำหนึ่ง พร้อมกับอ้าปากกว้างงับแคมเรือจนขาดทะลุ นายแดงเจ้าของโรงสีซึ่งทำหน้าที่คัดท้ายเรือเสียหลักตกน้ำ จระเข้ยักษ์ว่ายรี่เข้าไปจะคาบนายแดง ตำรวจชุดติดตามล่าจึงพากันระดมยิงใส่ลำตัวจระเข้ยักษ์ด้วยปืนเล็กยาวแบบ .๘๓ และปืนพก จระเข้ยักษ์ จึงผละจากนายแดงจมหายไปทันที นายแดงจึงรอดหวุดหวิด 


ภาพจากวิกิพิเดีย จระเข้น้ำเค็มดุขนานกระโจนงับเหยื่อ

   หลังจากถูกคณะไล่ล่าใช้ระเปิดกระป๋องนมและระดมยิงจนจระเข้ยักษ์อาละวาดฟาด หัวฟาดหาง ทำให้ชาวบ้านเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง”

   จากนั้น จระเข้ยักษ์ เงียบหายไประยะหนึ่งกระทั่งวันที่ ๒๕ ตุลาคม สายตรวจ สภอ.หลังสวน ๒ นายออกตรวจพื้นที่โดยใช้เรือหางยาวแล่นไปตามคลองบางมุด ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นและฝนตกพรำ ฉับพลันน้ำในคลองก็ปั่นป่วนและเกิดกระแสคลื่นลูกใหญ่ ด้วยความสงสัยจึงเหลียวดูรอบกาย และต้องตัวเย็นวาบเมื่อพบกับตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมาอย่างอาฆาตมาดร้าย เห็นเข้าก็รู้ว่ามันคือจระเข้ และมันกำลังว่ายตามเรืออยู่ ด้วยความตกใจทั้งสองจึงรีบเร่งเครื่องหนีทันทีโดยไม่สนใจว่าจระเข้ยักษ์จะ จมหายไปตอนไหน

   จากการที่จระเข้ยักษ์อาละวาดไล่กัดกินคนจนประชาชน ชาวคลองบางมุดนับพันครอบครัวต่างพากันเดือดร้อน จึงมีคำสั่งให้ตำรวจพลร่มหน่วย " เสือดำ " ๒ นายแห่งค่ายนเรศวร หัวหิน เข้าร่วมกับราษฎรคลองบางมุดทำการออกล่าจระเข้ยักษ์ โดยสมทบกับคณะล่าของ ส.ต.อ.บุญโชติ โดยตีวงตั้งแต่ปากอ่าวตะโกจุดหนึ่ง กับจากคลองบางมุดเข้าหากัน ปลายเดือนตุลาคม นักล่าทั้ง ๒ คณะได้นำเรือชุดละลำหายออกจากปลายคลองบางมุดตั้งแต่เช้าเพื่อค้นหาจระเข้ยักษ์ โดยเรือของ “เสือดำ” พายล่วงหน้าไปก่อน ๑ คุ้งน้ำ จากนั้นนักล่าชุดส.ต.อ.บุญโชติจึงออกติดตามไป 


   การค้นหายังดำเนินต่อไปกระทั่งบ่ายก็ยังไม่พบ จนเวลาเย็น ขณะที่เรือของตำรวจเสือดำ ผ่านถึงหมู่บ้านบางหมี กับบ้านทับซัน จนลับคุ้งน้ำไปแล้ว ไอ้ด่างก็ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำกลางคลองบางมุดจนเห็นชัดถนัดตา พอดีกับเรือ ส.ต.อ.บุญโชติและครูสมพงษ์ตามมา โดยมีนายหยึดเป็นคนแจวท้าย พอเห็น "ไอ้ด่าง" เท่านั้นครูสมพงษ์เร่งให้นายหยึดรีบแจวเรือเข้าไปเพื่อได้ระยะยิงหวังผลแต่ นายหยึดกลัวจนตัวสั่นค้างอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง "ไอ้ด่าง" จมลงไป พลาดโอกาสทองอย่างน่าเสียดาย


ภาพจากpuntip ตามล่าไอ้ด่างคลองบางมุด

   รุ่งขึ้นนายสุคนธ์ บ้านอยู่ปากอ่าวตะโก พายเรือขนานคู่กับเพื่อนบ้านซึ่งพายมาคนละลำ ทั้งสองคุยกันและหัวเราะเสียงดังเพื่อความเพลิดเพลิน ทันใดนั้น ไอ้ด่างก็โผล่ขึ้นมาในช่องกลางระหว่างเรือทั้งสองลำ โดยให้เห็นแค่ส่วนหัวและกลางหลัง คนขับเรือทั้งสองจึงรีบพายจ้ำหนีขึ้นฝั่งอย่างไม่คิดชีวิต ข่าวไอ้ด่างลอยตัวครั้งที่สองเช้าวันนั้น ครูสมพงษ์รู้เรื่องเข้าจึงขอแรงชาวบ้านนั่งห้างดักยิง ไอ้ด่าง โดยครูสมพงษ์กุมปืนไรเฟิล .๓๗๕ นั่งห้างอยู่ที่ต้นโกงกาง แล้วให้คนนำสุนัขไปผูกแพล่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววไอ้ด่าง พร้อมๆกับนักล่าทั้ง ๒ ชุดที่นำเรือออกล่าถึง ๔๘ ชั่วโมง ปรากฏมีนักล่าชุดที่ ๓ เป็นแขกชื่อนายหะหมัด อายุ ๖๕ ปี ผมขาวโพลนทั้งศรีษะ มาจาก ต. เขาสง ท่าชนะ โดยใช้วิธีบุกเดี่ยวลงเรือเล็กออกล่าด้วยตนเองโดยใช้หอกเล่มเดียวซึ่งอ้าง ว่าเคยฆ่าจระเข้มาแล้ว ๑๕ ตัวด้วยหอกเล่มนี้ ขณะนี้นายหะหมัดยังคงลงเรือเล็กออกควานหาไอ้ด่างในคลองบางมุดทุกวัน

    เนื่องมาจากการติดตามค้นหาล่า จระเข้ยักษ์ ของตำรวจพลร่มหน่วย “เสือดำ” คณะส.ต.อ.บุญโชติอภิสนธิสมบัติ กับบังหะหมัด ซึ่งนักล่า ๓ คณะออกติดตามค้นหา "ไอ้ด่าง" จระเข้ยักษ์ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ – ๓๑ตุลาคม กับวันที่ ๑ กันยายน ต้องประสบความล้มเหลว

   จากความล้มเหลวในการล่า ไอ้ด่าง หลายสิบครั้งจนครั้งล่าสุดความมุ่งมั่นในการล่าของ ๓ คณะติดตาม จระเข้ยักษ์ ได้เรียกขวัญชาวบ้านที่หวาดกลัวกลับคืนมาและร่วมมือกันวางแผนประกาศขีดเส้นตายไอ้ด่าง ในการนี้กำนันตำบลปากตะโก กำนันตำบลบางน้ำขวาง และผู้ใหญ่บ้านคลองบางมุด ได้ร่วมมือประสานงานกับชาวบ้าน ๒๐๐ คน และระดมเรือที่จะใช้เป็นพาหนะปราบจระเข้ประมาณ ๑๐๐ ลำเศษ โดยได้ทำพิธีบวงสรวงกรมหลวงชุมพรขอไอ้ด่าง โดยมีจุดนัดพบคือหน้าโรงถ่านของนายจรัญ ปรกติ คหบดีใหญ่แห่งปากอ่าวตะโก อ.สวีโดยมีแผนการล่าคือ




   ให้ผูกเรือเล็กเป็นแพ แพละ ๕ – ๖ ลำแยกย้ายไปเริ่มต้นจากในบาง ( คลองซอย ) ที่เป็นต้นน้ำ แล้วใช้ไม้ กระทุ้งลงไปถึงพื้นน้ำ ไล่ไปทุกระยะจนถึงคลองใหญ่ ในคลองใหญ่จะมีกองเรืออีกขบวนหนึ่งใช้ไม้กระทุ้งไล่มาจาก ๓ คลองคือ คลองบางมุด คลองน้ำขาว และคลองบางด้าน จากนั้นยังมีกองเรือขบวนหลังไล่ตามใช้ไม้กระทุ้งจระเข้ที่กบดานอยู่ ให้หนีมุ่งออกไปยังปากคลองตะโก ที่บริเวณปากคลองกว้าง ๒๐ วานั้น ได้ขึงอวนขนาดใหญ่ปิดกั้นขวางทั้งคลอง และก่อนจะถึงกำแพงอวน มีการวางเบ็ดราวขึงจากหน้าดินสลับเป็นชั้นขึ้นมาถึงผิวน้ำ 


   จระเข้ทุกตัวจะหนีการขับไล่ มารวมกันที่นี่และไม่มีทางรอดไปได้ ส่วนระยะทางจากปลายคลองถึงปากคลองตะโกที่เป็นเขตกวาดล้างมีความยาวประมาณ ๙ กิโลเมตร เรือทุกลำได้แยกย้ายออกกระทุ้งตั้งแต่ก้นคลองออกมาตามแผนการที่วางไว้ เรือที่ผูกเป็นแพได้ใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงก้นคลอง จนพลบค่ำไม่ปรากฏว่าพบจระเข้แม้แต่ตัวเดียว ทั้งๆที่คลองตะโกกับคลองบางมุดเป็นแหล่งที่มีจระเข้ชุกชุมมากที่สุด ทำให้แผนการกวาดล้างต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ส่วนสาเหตุของการล้มเหลวน่าจะเกิดจากการออกกวาดล้างอย่างหนักก่อนหน้านี้ จากคณะล่าหลายกลุ่ม ประกอบกับช่วงนี้ระดับน้ำขึ้นสูง และน้ำเหนือไหลบ่าทำให้น้ำเชี่ยวกราก จระเข้น้อยใหญ่ถูกกวนจึงย้ายถิ่นหนีไปอยู่ที่อื่น

   จากเหตุดังกล่าวทำให้พักการออกล่าจระเข้ยักษ์ไว้ชั่วคราว จนกว่าน้ำจะลดสู่ระดับปกติ เพราะเชื่อว่าเมื่อระดับน้ำลดจระเข้จะหวนสู่ถิ่นเดิม แต่พรานใหญ่จาก อ.โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี นำโดยนายประยูร คณาณุรักษ์ พร้อมกับคณะถ่ายภาพยนตร์ของไทย ที.วี ได้เดินทางไปบันทึกภาพ รวมทั้งบังหะหมัดผู้บุกเดี่ยวด้วย สภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะ ตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๓ วา ( ๖ เมตร ) บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึกซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่เป็นแห่งๆ 

   นายยวย ภู่ไทย ต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลและสงวนพันธุ์จระเข้ที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เผยว่าสาเหตุที่การล่าในวันดี –เดย์ ล้มเหลวเพราะผู้ล่าไม่เข้าใจลักษณะนิสัยจระเข้ซึ่งจะขึ้นผึ่งแดดบน ฝั่งในเวลากลางวัน แต่คณะล่าควานหาตัวเฉพาะในน้ำ มิได้ครอบคลุมถึงบนฝั่งในป่าจาก ขณะเดียวกัน นายมง สุวรรณสินธ์ พรานใหญ่ผู้คลุกคลีกับจระเข้ที่หลังสวนตั้งแต่อายุ ๑๓ หรือชาวบ้านเรียกลุงมง ผู้เฒ่าวัย ๖๐ เศษ ซึ่งมีที่พักริมคลองจากกึ่งกลางจุดเกิดเหตุครั้งแรกและครั้งที่สอง เผยว่าจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อในการพิชิตจระเข้ยักษ์ตัวนี้ หลังจากการตามล่าล้มเหลวมาตลอด ลุงมงได้กล่าวอีกว่าสมัยก่อนบริเวณแถบคลองบางมุดอุดมไปด้วยจระเข้ แทบทุกปีต้องมีชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ ต่อมามีพวกญวนจากสุราษฎร์ มาจับเอาไปแล่ขาย ทำให้จำนวนลดลง 




   ท่ามกลางมรสุม และพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยที่โหมทั้งฝนและลม ทำให้น้ำท่วมในเขตชุมพรและภาคใต้ขณะนี้ ข่าวร้ายได้เกิดขึ้นในคลองบางมุด อำเภอหลังสวน ดินแดนจระเข้ยักษ์อีกครั้ง “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้อาละวาดลอยขึ้นมากันกินคนอีกในคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวนกับอำเภอสวี เมื่อตอนเช้าวันที่ ๑๘ พฤศจิกายนเวลา ๘ น.เศษ จระเข้ยักษ์ได้ลอยตัวขึ้นมาในคลองเขาปีบแล้วคาบนายช้วน พิมาน ชาวบ้านในคลองเขาปีบดำหายไปในคลองเขาปีบ โดยชาวบ้านเพื้อเห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าเป็นไอ้ด่างแน่นอน 

   การอาละวาดครั้งใหม่ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ที่ย้ายแหล่งใหม่จากคลองบางมุดครั้งนี้ คาดว่าจระเข้ยักษ์ตัวนี้ได้หลบหลีกการกวาดล้างครั้งใหญ่ของวันดี-เดย์ ตลอดวันที่ ๖ เดือนนี้รอดไปได้ แล้วเข้าไปอยู่ในคลองเขาปีบซึ่งเป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุด และคลองตะโก โดยการกวาดล้างวันนั้นไปไม่ถึงคลองเขาปีบ ทำให้ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้แหล่งใหม่ในคลองเขาปีบอันสงบเงียบเป็นที่ซุ่มซ่อนกบดานอยู่ ตั้งแต่วันที่ ๖ เป็นต้นมา

   จากการเปิดเผยของชาวบ้านปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน มีจระเข้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลอยตัวขึ้นกลางคลองและบางทีก็ขึ้นฝั่งบนตลิ่ง ท้ำให้คลองเขาปีบที่เคยสงบเงียบเพราะเป็นคลองไม่สู้กว้างใหญ่นักต้องเป็นเขตอันตราย ยิ่งกว่านั้นจระเข้ใหญ่ตัวนี้ยังอาละวาดไล่หนุนกัดเรือพาย ที่ผ่านเข้าไปในคลองเขาปีบ และไล่งับพายจนชาวบ้านไม่กล้านำเรือผ่านคลองเขาปีบอีกเลย

   ต่อมาวันที่ ๑๗ กระบือของชาวบ้านลงไปแช่ในคลองถูกจระเข้ยักษ์ตัวเดียวกันนี้ ใช้หางฟาดถูกตัวและกัดที่ขาหลังข้างซ้าย โดยจระเข้ยักษ์พยายามจะลากกระบือตัวนั้นลงไปในน้ำเสียงร้องของกระบือประกอบ กับการปักหลักดื้อของมันทำให้เจ้าของและชาวบ้านมาช่วยใช้ปืนระดมยิงลงไปในน้ำสกัดไว้ จนจระเข้ยักษ์ต้องปล่อยเหยื่อตัวมหึมาไว้พร้อมกับดำน้ำหนีไปซ่อนในบริเวณวังน้ำ 

   ในตอนเช้าวันนั้น เวลาประมาณ ๔ น.เศษ นายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ ต.ทุ่งตะไคร้ บ้านหัวท่า ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู และเพื่อไปซื้อเนื้อควายที่ถูกไอ้ด่างกัดเมื่อวันที่ ๑๗ มาทำอาหารด้วย ในขากลับนั้น นายช้วนแบกต้นกล้วยเดินข้ามคลองเขาปีบตรงบริเวณนั้นกว้างเพียง ๒ วาเท่านั้น อีกมือหนึ่งของนายช้วนหิ้วเนื้อควายมาด้วย 

   ขณะที่นายช้วนซึ่งแบกต้นกล้วยเดินท่องน้ำที่กำลังขึ้นท่วมสะพานลึกถึงเข่า เดินมาถึงกลางคลองพอดี จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่ในร่องน้ำบ่าจากริมคลองก็พุ่งตัวราวกับลูกธนู เข้าใช้ปากอันกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยเขี้ยวอันน่าสะพรึงกลัวกัดเข้าตรงเข่านายช้วนแล้วลากลงใต้น้ำทันที นายช้วนได้ร้องขอความช่วยเหลือดังทั่วบริเวณ ๒ ฝากคลองทำให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องออกมาช่วยเหลือ แต่ไอ้ด่างนำนายช้วนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปขัดไว้ใต้รากไม้ริมตลิ่งเสีย แล้วสักครู่หนึ่งไอ้ด่างจึงลอยตัวขึ้นมาอีก ทำให้ชาวบ้านออกติดตามจับความเคลื่อนไหวของมันได้ ทุกระยะจนกระทั่ง “ไอ้ด่าง” ดำน้ำลงไปกบดานอยู่ในแอ่งน้ำลึกถึง ๒ ช่วงตัวคนซึ่งเป็น “วัง” ของมัน

   ญาติของนายช้วนได้เดินทางเข้าตัวจังหวัดชุมพร โดยนำข่าวไปบอกกับ ส.อ.ห้วง พิมานกับ ส.อ.จำนง พิมานญาติของนายช้วนซึ่งเป็นทหารประจำค่ายทหารบกชุมพร พอได้รับข่าวร้ายเท่านั้น ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ.จำนง พิมาน ได้รายงานผู้บังคับบัญชาขอลาและขออนุมัติติดตามล่าจระเข้ยักษ์โดยใช้อาวุธ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีคำสั่งอนุญาต ในการออกเดินทางครั้งนี้นอกจาก ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ. จำนง พิมานแล้ว ได้มีผู้ร่วมเดินทางไปปราบจระเข้ยักษ์อีก ๔ คน คือ ร.ท.ลิขิต จันทโรทัย ร.ท.มาโนช เขียนยาคำ ส.อ.ละออ นาคจิตติ และส.อ.ช่วน แปลงรอด โดยไปถึงเมื่อเวลา ๑๒ น.เศษ

   ขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืน และฉมวกกำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตีแนวขนานทั้ง ๒ ฝั่งคลองเขาปีบอย่างชุลมุน ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่งถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ลากไปขัดไว้ และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้ ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพแล้วใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่จึงลากศพนายช้วนมาได้ ปรากฏว่าศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็นเลยเพราะถูกจระเข้กัด กินด้วยความหิวกระหายกับถูกรากไม้ครูดจนจำแทบไม่ได้ ทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน 




   จากแหล่งที่พบศพของนายช้วนนั้นเอง คณะนักล่ากับชาวบ้านจึงรู้ว่า เป็นบริเวณแอ่งน้ำลึกหรือวังจระเข้เก่าที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ใช้เป็นที่หลบซ่อนและกบดานอยู่ในวัง พอรู้แหล่งซ่อนของจระเข้ยักษ์ คณะนักล่าแห่งค่ายทหารบกชุมพรได้ให้ชาวบ้านทุกคนหลบซุ้มอยู่บนตลิ่งแล้วใช้ ระเบิดซี .๓ หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์เป็นนัดแรก เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับน้ำพุ่งเป็นลำขึ้นสูงเทียมยอดตาล กลางลำน้ำ พอสิ้นเสียงระเบิดและสงบลงแล้วไม่ปรากฏว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งได้ลอยขึ้นมาเลย 

   จากนั้นอีก ๑๐ นาที ส.อ.ห้วงได้ตัดสินใจทิ้งระเบิดซี.๓ นั้นที่ ๒ ตามลงไปในวังน้ำลึกนั้นอีก เสียงระเบิดครั้งที่ ๒ นี้เองทำให้ทุกคนเห็นพรายน้ำผุดขึ้นแล้ววิ่งพุ่งเป็นทางจากจุดระเบิดเหนือ วังไปตามลำคลองด้านเหนืออย่างรวดเร็ว “นั่นไอ้ด่าง หนีไปแล้ว” เสียงคนร้องบอก ทำให้คนนับร้อยและคณะล่าจระเข้วิ่งไล่ตามทั้งสองฝั่งคลองไปอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งทุกคนเหนื่อยหอบ และได้พบว่าพรายน้ำผุดเป็นทางนั้นไปหยุดที่ริมตลิ่งที่มีน้ำลึกแค่เอว 

   แต่ก่อนที่ใครจะทำอะไรต่อไป ส.อ.ห้วงได้สั่งให้ทุกคนหนีขึ้นตลิ่งก่อนแล้ว ส.อ.ห้วงได้ปีนขึ้นต้นตาตุ่มริมคลอง พร้อมเหวี่ยงระเบิดซี .๓ นัดที่ ๓ ลงไปในน้ำตรงบริเวณที่พรายน้ำวิ่งมาหยุดตรงนั้น การระเบิดครั้งที่ ๓ นี้ได้ผล เพราะแรงระเบิดตกถูกเป้าหมาย เป็นผลให้ส่วนหางของจระเข้โผล่ขึ้นก่อนลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้ว ทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลังของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็นทั้งตัวแต่มันไม่สามารถจะอาละวาดต่อไปได้อีกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓ ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง” และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่ 

   จากนั้นคณะล่าจระเข้ได้ใช้เชือกลากจระเข้ยักษ์จากคลองเขาปีบมุ่งไปยังตลาด อำเภอสวี แต่ระหว่างที่ลากมาในคลองนั้น “ไอ้ด่าง” ก็พลิกท้องบอกถึงการจบชีวิตปิดฉากอันโหดเหี้ยมของมันเสียก่อน มีผู้เชื่อว่าจระเข้ที่เคยปรากฏเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเป็นตัวเดียวกับไอ้ด่าง เกี่ยวกับประวัติความดุร้ายของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์กินคนละแวกคลองบางมุดและคลองเขาปีบมี นายอุดม ,นายอิน , นายเต็ก, นางรัด ,ด.ช.เลือน ทองมาก และนายช้วน พิมานเป็นศพที่ ๖
โดยจระเข้ยักษ์ที่อาละวาดตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ - ๒๕๐๐ ที่คลองเขาปีบโดยถูกกัดจนได้รับบาดเจ็บ ๕ คนคือสิบเอกห้วง พิมาน นายเฉียน พิมาน และนายสาย พวงมาลัย นายจวง และนายนิกูล เสียชีวิต ๑ รายคือนายจ๊ง




   สำหรับลักษณะของจระเข้ยักษ์ที่เรียกกันว่า “ไอ้ด่าง” นั้นเพราะเป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิทมีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำนั้น จะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอ 

   ซากไอ้ด่างถูกนายไห้ แซ่เซ็งซื้อตัวไปในราคา ๒๓,๐๐๐ บาท ทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดได้ตัวไอ้ด่าง จากการวัดจากซากของไอ้ด่าง มีความยาวจากหัวถึงหาง ๔.๒๕ เมตร รอบตัว ๑.๗๕ เมตร เล็กกว่าถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร ๗ นิ้ว จากหัวถึงคอ ๒๕ นิ้ว อ้าปากกว้าง ๒๐ นิ้ว 

   การชำแหละไอ้ด่างเพื่อทำสต๊าฟฟ์ไว้ เมื่อผ่าลงไปในท้องก็พบกระดูกในท้องไอ้ด่างมากมาย และยืนยันได้ว่ากินคนแน่ ปรากฎว่าหลังจากการผ่าชำแหละซากแล้ว ได้พบแผลเห็นได้อย่างชัดเจนในซาก ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ดังนี้ ขาหน้าด้านขวาถูกกระสุนปืนลูกโดดฝั่งในด้านซ้ายของลำตัว เนื้อเละไปทั้งแถบ คอด้านขวาเป็นรูเน่า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ "ไอ้ด่าง" จระเข้ยักษ์พบจุดจบ ส่วนสันหลังบริเวณกว้างยาว ๑ ศอก ยุ่ยเป็นรอยไหม้ซี่โครงหักหลายซี่ เพราะถูกแรงระเบิดซ้ำซากหลายครั้งอย่างไม่ปราณี โดยเฉพาะเมื่อผ่าแหวะส่วนกระเพาะของจระเข้ยักษ์แล้ว ทำให้นายบุญถึง และเจ้าหน้าที่ ๑๐กว่าคนต้องตะลึงเมื่อพบว่า นอกจากเศษอิฐ เศษหินแล้ว ยังพบหัวกระโหลกมนุษย์ถึง ๒ หัวยังอยู่ในสภาพมีเศษผมติดกับหนังศรีษะอยู่ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของมนุษย์ในกระเพาะจระเข้ตัวนี้อีกมีกระดูกส่วนขา กับสะบ้าจากเข่าคน กับมีตะขอเหล็กขนาดใหญ่อีก ๑ ตัว ด้วย


Man Eater ตัวจริง ผ่าท้องแล้วยังเจอหัวกระโหลกมนุษย์อีก 2 หัว

   จากการพบส่วนกระโหลกศรีษะของมนุษย์ถึง ๒ หัวในท้องจระเข้ยักษ์ตัวนี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าจระเข้ตัวนี้เป็น “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แห่งคลองบางมุดแน่ สำหรับส่วนกระโหลก ๒ ชิ้นนี้ แสดงว่า ไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ได้กินคนมาแล้ว ๒ คน นอกจากการกัดกินคนอื่น ๆ ซึ่งไอ้ด่างเลือกกินเฉพาะส่วนท้องเท่านั้น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้ต้องกินคนมาก่อนหน้านี้


อ้างอิงจาก: นสพ.พิมพ์ไทย พ.ศ. ๒๕๐๗ www.pantip.com และ www.siamsouth.com โดย : คุณาพร. [ ๒๖/๐๒/๒๐๐๖ ]

ที่มา ไอ้ด่างบางมุด.. ตำนานของจระเข้ "ดุร้าย" ที่สุดโดย คนหลังจอ ปากน้ำหลังสวน.. ชุมพร"



ภาพจาก canivoraforum.com จระเข้น้ำเค็มชนิดเดียวกับไอ้ด่าง

ไอ้ด่างคลองบางมุดเปรียบเทียบกับภาพบน
ท้องป่องขนาดนี้

   จระเข้ไอ้ด่างคลองบางมุดไปๆมาๆแล้ว พอตรวจพิสูจน์ซากกลับกลายว่าเป็นจระเข้ตัวเมียไปเสียดื้อๆ ต่อมามีการนำซากไอ้ด่างหรือความจริงต้องเป็นอีด่างไปออกงานเก็บค่าเข้าชม ผู้เขียนยังเคยไปดูด้วยแต่จำรายละเอียดได้ไม่มากนัก แถมในภายหลังยังมีจระเข้ไอ้ด่างมาโชว์ตัวในงานวัดสะเกศหรือภูเขาทองอีก ซึ่งมีหลายเจ้าหลายร้าน เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วซากไอ้ด่างคลองบางมุดตัวจริงในที่สุดแล้วไปอยู่ที่ไหน

   ไอ้ด่างคลองบางมุดนี้ถูกเข้าใจผิดเป็นไอ้ด่างเกยชัยจระเข้ดังในตำนานแห่งจังหวัดนครสวรรค์ ไอ้ด่างคลองบางมุดเป็นจระเข้น้ำเค็มที่ปกติแล้วตรงคอจะมีรอยด่างเป็นสีขาว ส่วนไอ้ด่างเกยชัยเป็นจระเข้น้ำจืดขนาดยักษ์ที่มีจมูกด่างเป็นสีขาว ขนาดของไอ้ด่างเกยชัยแห่งนครสวรรค์นั้น เล่ากันว่าวัดขนาดจากหัวถึงปลายหางแล้ว จะยาวใหญ่ขนาดขวางลำน้ำกันเลยทีเดียว

   ไอ้ด่างคลองบางมุดยังเป็นตำนานจระเข้โคตรดุของเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับเป็นตำนานสุดดังของเมืองชุมพร แม้ในปัจจุบันถ้าได้ไปคุยกับคนเก่าๆของ อ.หลังสวน จะได้ฟังเรื่องตำนานโคตรดุของไอ้ด่างคลองบางมุดกันอย่างสนุกและสยอง ก็ไอ้ด่างคลองบางมุดนี้ดุขนาดไล่งับเรือขาดกลางไปหลายลำ ไล่งับคนอย่างซึ่งๆหน้า โคตรดุจนถึงขนาดต้องเกณฑ์เรือเป็นร้อยลำออกตามล่า โคตรดุขนาดนี้คงหาเทียบได้ยากจริงๆ

ขอขอบคุณเรื่องและภาพจากแหล่งที่มาซึ่งระบุไว้แล้ว และขอบคุณชาว อ.หลังสวนทุกท่านที่เคยเล่าเรื่องให้ฟังด้วยครับ




วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เที่ยว.๖ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

Nation Museum Bangkok

สถานที่ตั้ง อยู่ในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า (วังหน้าหมายถึงที่ประทับของพระมหาอุปราช ซึ่งเรียกว่าพระราชวังบวรสถานมงคล  เดิมมีอาณาเขตตั้งแต่บริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อเนื่องไปจนถึงโรงละครแห่งชาติ และสนามหลวงตั้งแต่ถนนพระจันทร์ที่ผ่ากลางสนามหลวงลงมา) อยู่ที่ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงละครแห่งชาติ

    บริเวณพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยหมู่พระที่นั่งต่าง ๆ ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย หมู่พระวิมาน พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ และ อาคารมหาสุรสิงหนาท


ประวัติ การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่พระที่นั่งราชฤดีซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ต่อมา เมื่อพระองค์ทรงสร้างพระอภิเนาว์นิเวศน์ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดฯ ให้ย้ายโบราณวัตถุและของแปลก ๆ มาไว้ยังพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ซึ่งนับเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ หรือ “รอยัล มิวเซียม” (Royal Museum) มิได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม




     ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้นที่หอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน) เรียกว่า "มิวเซียม" หรือ "พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย" โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ซึ่งนับได้ว่าเป็นวันกำเนิดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย พิพิธภัณฑสถานตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลา 13 ปี จนกระทั่ง กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จทิวงคต พร้อมกันนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นเหตุให้พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า ว่างลง พระองค์จึงโปรดฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานมาจัดแสดงโดยใช้พื้นที่ของวังหน้าบางส่วน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2430 นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดฯให้มีการปรับปรุงพื้นที่เขตวังหน้าและให้ตัดพื้นที่บางส่วนไปใช้ในราชการทหารด้วย


ที่เห็นด้านหลังขวามือคือวังหน้า

     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ เหลือน้อยพระองค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรฯ เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานพระมหามณเฑียร ณ ขณะนั้นให้เป็นโรงทหาร จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดฯ ให้ย้ายโรงทหารไปอยู่ที่วังจันทรเกษม (บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบัน) ส่วนพระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรฯ ทั้งหมดจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครและหอสมุดพระวชิรญาณเพื่อจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2469 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477

พื้นที่วังหน้านับจากถนนกลางสนามหลวงลงมาถึงม.ธรรมศาสตร์จรดพิพิธภัณฑ์

   ในปี พ.ศ. 2510 ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 2 หลัง คือ "อาคารมหาสุรสิงหนาท" ปัจจุบัน จัดแสดงความเป็นมาของศิลปวัตถุ โบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และในยุคประวัติศาสตร์ตั้งแต่อาณาจักรทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี ตลอดจนอิทธิพลอารยธรรมอินเดียสมัยก่อนพุทธศักราช 1800 และ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันจัดแสดงศิลปวัตถุจากอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ตลอดจนจัดแสดงงานประณีตศิลป์ของกรุงรัตนโกสินทร์




   พิพิธภัณฑ์เปิดทำการตั้งแต่วันพุธ ถึง วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์(ยกเว้นเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์) เวลา 9:00 – 16:00 น.

อัตราค่าเข้าชม

   ชาวไทย 30 บาท ต่างชาติ 200 บาท
   นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นักบวชทุกศาสนา สมาชิก ICOM , ICOMOS ไม่เสียค่าเข้าชม
   นำชมทั่วไปตั้งแต่ 9.30 น.
   วันพุธ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน
   วันพฤหัสบดี ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน
   วันเสาร์ ภาษาอังกฤษ (10.00 น.)
   วันอาทิตย์ ภาษาไทย (10.00 น. และ 13.30 น.)

   อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ แต่ห้ามใช้แฟลชและขาตั้งกล้อง
ชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็ม เพราะมาพิพิธภัณฑ์แล้วมีเรื่องให้ถ่ายภาพแยะไปหมด

   การเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เขาเปิดให้เข้าชมได้เฉพาะวันพุธถึงวันอาทิตย์ ส่วนวันหยุดราชการเปิดเป็นพิเศษ แต่ยกเว้นเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

   ถ้ามีกล้องถ่ายรูปที่ใส่ฟิลเตอร์ได้ ให้ใช้เป็นฟิลเตอร์แบบ CPL เพื่อตัดเงาสะท้อนจากกระจก เพราะวัตถุโบราณที่ตั้งแสดงส่วนใหญ่จะมีกระจกกั้นหรืออยู่ในตู้กระจก วันที่ผู้เขียนเข้าไปถ่ายภาพไม่ได้ติดฟิลเตอร์ชนิดนี้เข้าไป จึงถ่ายภาพได้ยากสักหน่อย เพราะต้องถ่ายเอียงหนีเงาสะท้อน ซึ่งพลาดภาพดีๆไปเยอะ

จุดจ่ายค่าเข้าชม จะได้ตั๋วและแผนผัง

   เมื่อเดินผ่านประตูรั้วด้านหน้าแล้ว ให้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปซื้อบัตรเข้าชมก่อน ตรงที่ขายบัตรมีบริการฝากกระเป๋าและเป้ ถ้ากระเป๋าใบเล็กเช่นกระเป๋ากล้องให้นำเข้าได้ ข้างๆจุดขายบัตรเป็นร้านหนังสือของพิพิธภัณฑ์ ถัดไปเป็นทางเดินแคบๆไปห้องสุขาได้แต่เดินไกลหน่อย

   ได้บัตรเข้าชมพร้อมแผนที่แล้วเดินย้อนกลับมาเพื่อไปชมสถานที่ต่างๆ ทางพิพิธภัณฑ์จะกำหนดสถานที่แสดงเป็นหมายเลขตั้งแต่ 1 ถึง 14 ถ้าสถานที่ใดเป็นกลุ่มหรือมีหลายห้อง จะแสดงเป็นเลขสามตัว จำง่ายๆก็คือเหมือนที่เราเรียกอาคาร 3 ห้อง 01 นั่นเอง

   ลำดับแรกที่เราจะเต้องเข้าไปชมก่อนและตรวจบัตรครั้งแรก ก็คือที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน(หมายเลข1) ซึ่งเราเพิ่งเดินผ่านมาก่อนถึงจุดจำหน่ายบัตร

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน

   ข้างในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานติดแอร์เย็นสบาย พื้นที่กว้างขวางมาก มีศิลปวัตถุชิ้นเด่นๆตั้งแสดงอยู่เป็นจำนวนมาก แสงจะสลัวสักหน่อยเพราะต้องป้องกันโบราณวัตถุจากรังสีต่างๆศิลปวัตถุที่จัดแสดงภายในสถานที่นี้ จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในทำนองจัดนิทรรศการ บางช่วงเป็นศิลปวัตถุของไทย บางครั้งเป็นศิลปวัตถุของต่างประเทศ

   พอเข้ามาแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรเข้าชมด่านแรก ตรงมุมพระที่นั่งฯก่อนเข้าไปในห้องโถงมีชุดวิดิทัศน์เรื่องประวัติศาสตร์ไทย จะไปนั่งชมก่อนก็ได้หรือชมในห้องโถงเสร็จแล้ว ค่อยมานั่งพักชมวิดิทัศน์ก่อนแล้วค่อยไปที่อื่นต่อ


วิดิทัศน(ใครคิดศัพท์คำนี้วุ้ย)
    ห้องโถงนี้แบ่งเป็นโถงกลางซึ่งกว้างขวางมาก และปีกด้านข้างซ้ายขวา ให้ดูจังหวะว่าตรงไหนมีคนน้อยก็รีบเข้าไปชมตรงนั้นก่อน ผู้เขียนเห็นว่าห้องโถงกลางมีคนเยอะเลยไปดูที่ปีกด้านข้างซ้ายขวาก่อน จะได้ถ่ายภาพได้สะดวกๆ


   ปีกด้านซ้ายมือเรามีของดีให้ชมมาก ถึงจะชิ้นไม่ใหญ่โตมโหฬารแต่ก็สวยงามมีคุณค่ามาก หลายๆชิ้นเห็นฝรั่งนั่งมองยืนมองถ่ายรูปอยู่ตั้งนาน พอตามเข้าไปดูก็สวยงามจริงๆ

ภาพโดยสีหวัชร พระพนัสบดี
พระนาคปรก-ไม่มี CPL เห็นเงาสะท้อนชัดเลย

   โบราณวัตถุมีกระจกกั้นไว้ มีแสงส่องลงมาแต่บางทีแสงไม่ได้ดังใจ ทำให้มีเงาถ่ายภาพไม่สวย หลายๆภาพเราจะถ่ายภาพด้านตรงก็ไม่ได้เพราะเงากระจกสะท้อนเต็มที่ ต้องเอียงๆหรือตะแคงถ่ายภาพลำบากพิลึก ภาพที่ไปถ่ายมาให้ชมทั้งหมดนี้ พยายามเลี่ยงแสงสะท้อนเต็มที่แล้ว ดังนั้นถ้ามาพิพิธภัณฑ์จะถ่ายภาพให้สวยๆ จำเป็นต้องมีฟิลเตอร์ชนิด CPL มาด้วย

   การใช้ฟิลเตอร์ CPL ให้หมุนฟิลเตอร์ไปดูภาพไป พอไม่เห็นเงาสะท้อนหรือเห็นน้อยที่สุดก็หยุดหมุนฟิลเตอร์ เวลาที่เขาถ่ายภาพแล้วได้สีท้องฟ้าเข้มๆสวยๆ ก็ใช้วิธีนี้แต่ใช้แบบให้เห็นว่าภาพเข้มสุด

ภาพโดยสีหวัชร พระอวโลกิเตศวร

ภาพโดยสีหวัชร พระพุทธเจ้าไวโรจนะ

   อีกเรื่องหนึ่งที่ควรเตรียมไว้ก็คือ ถ้าสนใจจริงๆแล้วต้องมีสมุดบันทึกมาด้วย เพราะความจำแพ้ความจด ผู้เขียนนี้ถ่ายภาพคำอธิบายโบราณวัตถุแต่ละชิ้น แต่แล้วก็พบว่ามันไม่สะดวกเอาเสียเลย เวลาจะค้นภาพและคำอธิบายจากกล้องหรือคอมพิวเตอร์มันไม่สะดวก สู้จดๆไว้แล้วค่อยมาเปิดอ่านง่ายกว่า(หรือว่าเราเป็นคนรุ่นเก่าไปแล้ว..วะนี่)

ภาพนี้ถ่ายตรงไม่ได้เลยเพราะเงาสะท้อนมาก

ภาพโดยสีหวัชร สตรีสูงศักดิ์และนางกำนัล เมืองโบราณคูบัว 

   ด้านปีกซ้ายนี้ชอบพระปางห้ามสมุทรมาก ศิลปะสวยจริงๆ ฝรั่งกี่คนๆมาก็ต้องหยุดมองและถ่ายภาพกันหลายๆมุม เสียดายที่แสงเงาไม่ดีเท่าที่ควร

ภาพโดยสีหวัชร พระปางห้ามสมุทร องค์นี้ฝรั่งชอบมากๆ


   พอดีมีจังหวะห้องโถงกลางว่างคนน้อยลงเลยรีบเข้าไปดู ห้องนี้ศิลปวัตถุโบราณอลังการมากๆ เห็นมีวิทยากรคอยอธิบายให้ฝรั่งฟัง นับว่าเรื่องนี้ดีมากๆ ทราบว่ามีทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น ผู้เขียนสังเกตเห็นฝรั่งบางคนจดโน้ตไปด้วย บางคนเอาโทรศัพท์มือถืออัดเสียง ส่วนคนไทยหรือ ไม่มีใครจดหรืออัดเสียงเลย ยกเว้นเด็กนักเรียนที่มาชมที่นั่งจดๆไปทำรายงาน ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง พวกฝรั่งกับญี่ปุ่นนั้นสวนใหญ่จะยืนดูกันนานๆ แต่คนไทยเราดูแบบเดินผ่านกันเป็นส่วนมาก

ห้องโถงใหญ่

ภาพโดยสีหวัชร พระนารายณ์

ภาพโดยสีหวัชร พระอิศวร

   ที่ห้องโถงกลางนี้มีเศียรพระพุทธรูปที่ใหญ่และสวยงามมาก เป็นเศียรพระพุทธรูปวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา ถ้าสมบูรณ์ทั้งองค์คงใหญ่โตและมีพุทธลักษณะงามสุดๆ เสียดายที่ชำรุดเหลือแต่พระเศียร ซึ่งก็ชำรุดอีกเหมือนกัน

ภาพโดยสีหวัชร เศียรพระพุทธรูปวัดพระศรีสรรเพชญ์


   พระพุทธรูปและเทวรูปที่อยู่ภายในห้องโถงนี้จะมีขนาดใหญ่ๆทั้งนั้น อย่างน้อยก็มีขนาดเท่าคน จุดเด่นที่ใหญ่มากและสวยงามมากก็คือเทวรูปพระนารายณ์และพระอิศวร ที่ตั้งตระง่านมีขนาดสูงใหญ่กว่าโบราณวัตถุชิ้นอื่น ยกเว้นเศียรพระที่ชำรุดซึ่งถ้าสมบูรณ์แล้วจะใหญ่มากๆ


ภาพโดยสีหวัชร พระปางห้ามสมุทร

ภาพโดยสีหวัชร พระปางนาคปรก พบที่วัดเวียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี





   หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และรูปหล่อพระอวโลกิเตศวรที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุด ก็ตั้งแสดงไว้ภายในห้องโถงใหญ่นี้ (พระอวโลกิเตศวรปกติจะอยู่ที่ห้องแสดงศิลปะศรีวิชัย)

ภาพโดยสีหวัชร หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เห็นกันใกล้ๆ

ภาพโดยสีหวัชร พระอวโลกิเตศวรองค์ในตำนาน
   มีรูปสลักหินรูปหนึ่งที่ฝรั่งกี่คนกี่คณะมาเห็นเป็นต้องหยุดดูกันนานๆ แถมยังถ่ายภาพทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ผู้เขียนเห็นฝรั่งสามคนดูโบราณวัตถุชิ้นนี้ตั้งแต่ผู้เขียนยังดูที่ปีกซ้าย แล้วไปห้องโถงกับปีกขวา ยังเห็นฝรั่งชุดนี้ยืนมองดื่มด่ำกับพระอวโลกิเตศวรองค์นี้อยู่เลย ในคำอธิบายที่ฐานพระบอกว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี สังเกตดูจะเห็นว่ามีพระองค์เล็กๆติดเต็มองค์ไปหมด

ภาพโดยสีหวัชร พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี

ภาพโดยสีหวัชร

สวยงามสมกับที่ฝรั่งมาหยุดชะงักมองนานๆ

พระวิษณุอนันตศายิน(นารายณ์บรรณทมสินธุ์)ปราสาทกู่สวนแตง จ.บุรีรัมย์

ธรรมจักรอยู่ด้านหน้าสุด

   ทางด้านปีกขวา(ขวามือเราที่หันหน้าเข้าห้องโถง) จะมีโบราณวัตถุตั้งแสดงเช่นกัน ตรงนี้มีกระจกกั้นแบบเดียวกับที่ปีกซ้าย การถ่ายภาพต้องเอียงหลบแสงสะท้อนกันน่าดู แถมบางทียังมีรอยต่อของกระจกซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียด้วย เพราะกระจกนี้ทางพิพิธภัณฑฯก็หาไซด์ยาวๆมาแล้ว โบราณวัตถุบางชิ้นสวยมากแต่ถ่ายรูปแล้วไม่สวยเพราะบังเอิญอยู่ใกล้รอยต่อของกระจกเกินไป




คำอธิบายบอกว่า พระเทวี


   ผู้เขียนชอบเทวรูปพระเทวี และชุดหุ่นกระบอกกับหัวโขน หัวโขนหนุมานที่เป็นมุกซึ่งมีภาพเผยแพร่บ่อยๆก็ตั้งแสดงอยู่ที่ปีกขวานี้

ภาพโดยสีหวัชร หุ่นกระบอกตัวนาง

ภาพโดยสีหวัชร หุ่นกระบอก พระ นาง ยักษ์ ลิง

   เมื่อชมโบราณวัตถุที่ตั้งแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานแล้ว ต่อไปก็เดินออกไปทางด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ จะเห็นศาลาลงสรงซึ่งเป็นศาลาทรงจตุรมุขขนาดไม่ใหญ่นัก มีรูปทรงสัดส่วนสวยงามมากสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยใช้เป็นสถานที่ประทับสำหรับทรงพระเครื่องใหญ่ หรือใช้เป็นสถานที่จำเริญพระเกศา มองเลยศาลาลงสรงไปจะเห็นพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (หมายเลข 2) ด้านหน้าพระที่นั่งฯมีอนุสาวรีย์หรือเทวรูปกำลังแผลงศร

ศาลาลงสรง

ทางเข้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

   พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นที่ประดิษยฐานพระพุทธสิหิงค์ ด้านในพระที่นั่งมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม แต่สีเริ่มซีดจางไปบ้างแล้ว บางส่วนก็ชำรุด เวลาดูอย่าเอามือไปจับต้องอย่างเด็ดขาด ต้องช่วยกันถนอมเอาไว้ เฉพาะจิตรกรรมฝาผนังนี้ถ้าตั้งใจดูแล้วจะใช้เวลานาน เพราะมีอะไรให้ดูมาก ที่ด้านหลังพระที่นั่งฯมีตู้และฉากเขียนลายทองเรื่องรามเกียรติ์ ฝีมือชั้นครู


ภาพโดย สีหวัชร ภาพชุดพาหุงตอนปราบองคุลีมาล
ภาพโดยสีหวัชร ภาพชุดพาหุงตอนชนะสัจจกะนิครนถ์



   องค์พระพุทธสิหิงค์ตั้งเด่นเป็นสง่า สามารถเดินชมรอบองค์ได้เลย ในพระที่นั่งฯไม่ได้ติดแอร์ แต่มีพัดลมตั้งอยู่เป็นจุดหลายจุด สามารถไปนั่งพักได้ หรือจะนั่งสมาธิก็ดีเหมือนกัน ที่พระที่นั่งฯนี้คนที่เข้ามาจะรู้ตัวจะสำรวมเอง ไม่เห็นมีใครส่งเสียงดังสักคน ถ้านั่งสมาธิก็ควรไปนั่งหลบๆหน่อย เพราะจะได้ไม่เกะกะคนอื่นที่เขาจะมาชมพระพุทธสิหิงค์





   พอออกจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์(ออกทางเดิม) จะมีจุดตรวจบัตรเข้าชมด่านที่2 ตรงนี้จะมีทางเดินไปห้องสุขา ซึ่งเป็นห้องสุขาที่เข้าจากทางห้องขายบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์นั่นเอง หลังจุดตรวจบัตรจะเห็นพระตำหนักแดง(หมายเลข 8)ซึ่งเป็นเรือนไทยชั้นเดียว

พระตำหนักแดง


ทางไปห้องสุขาอยู่ด้านซ้ายมือ

   ในพระตำหนักแดงมีพระแท่นบรรทม ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากนี้ยังมีตู้เขียนลายและแกะลาย รวมทั้งของประดับเล็กๆน้อยๆของเจ้านาย ที่สำคัญคือมีพระแท่นบรรทมของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เป็นพระแท่นบรรทมขนาดใหญ่แกะลวดลายสวยงาม

พระตำหนักแดง

ภาพเขียนสีใส่ในกรอบไม้แกะสลัก

ตุ๊กตาชาววังของแท้

พระแท่นบรรทมของสมเด็จพระศรีสุเรนทราบรมราชินี เห็นแล้วต้องยกมือไหว้ถวายบังคม

   ออกจากพระตำหนักแดงจะเห็นศาลาสำราญมุขมาตย์ (หมายเลข 9)ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้เป็นที่สรงน้ำเทพมนต์ และน้ำพระพุทธมนต์ในโอกาสสำคัญๆ ลักษณะเป็นศาลาขนาดค่อนข้างใหญ่ มีลวดลายทองอ่อนช้อยสวยงามมาก

ศาลาสำราญมุขมาตย์

   ด้านข้างของศาลาสำราญมุขมาตย์เป็นพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยและหมู่วิมาน(หมายเลข 5 และเลขสามตัว) ซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่งอีกหลายองค์ จุดนี้พลาดไม่ได้อีกเช่นกัน มีวัตถุโบราณตั้งแสดงอยู่ตามพระที่นั่งหลายองค์ซึ่งอยู่รอบๆในบริเวณนี้ แต่ไม่ค่อยได้เปิดให้ชมพร้อมๆกันเพราะจะสลับกันปิดเพื่อซ่อมแซมอยู่บ่อย ถึงกระนั้นแค่พระที่นั่งเท่าที่พร้อมเปิดให้ชม ก็เดินกันเมื่อยจนขาลากแล้ว


   เมื่อเดินเข้าไปในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย จะเป็นสถานที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน ขณะที่ผู้เขียนเข้าไปชมเป็นช่วงนิทรรศการอลังการผ้าไทย มีเสื้อผ้าและผ้าทอผ้าถักลายสวยๆมาแสดง

ชุดโขนโบราณสวยงามมาก 

ชิ้นนี้ถักด้วยทองคำ

ผืนนี้ก็เป็นทองคำ


   ในวันที่ผู้เขียนไปพิพิธภัณฑ์นั้น ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยและหมู่วิมานเปิดให้ชมเฉพาะพระที่นั่งที่ติดต่อกันเป็นแนวตรงเท่านั้น ทางด้านปีกซ้ายขวาปิดซ่อมแซม แต่แค่นี้ก็เมื่อยขามากๆ

   ต่อจากพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยจะเป็นมุขกระสันแล้วเป็นพระที่นั่งภิมุขมณเฑียร ซึ่งแสดงเครื่องพระราชยานคานหาม มีศิลปวัตถุงดงามหลายชิ้น ฝรั่งจะหยุดยืนพิจารณาดูนานมากๆ


พระที่นั่งราเชนทรยาน เป็นแบบคานหาม

ห้องแสดงพระราชยานคานหาม

พระราชบัลลังก์ของกรมพระราชวังบวรฯ

พระราชบัลลังก์สวยงามมากๆ

   ลำดับต่อไปเป็นพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ จะเป็นสถานที่แสดงเครื่องทองต่างๆ มีพระทองคำสมัยโบราณ ลานทองจารึก เทวรูปทองคำ งานฝีมือต่างๆ





   จากนั้นจะเป็นพระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข เรียกกันแบบบ้านๆว่าห้องอาวุธหรือห้องช้าง จุดเด่นคือรูปจำลองช้างศึกขนาดใหญ่ติดอาวุธเต็มอัตราศึกพร้อมรบ รอบๆห้องมีอาวุธโบราณเรียงรายเต็มไปหมด ดาบและหอกหลายๆเล่มมีขนาดใหญ่มากๆ ใหญ่จนน่าสงสัยว่าสมัยก่อนใช้กันได้อย่างไร ปืนโบราณก็มีมาก หลายๆกระบอกมีลวดลายสวยจนไม่น่าที่จะเอามาใช้

พระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข

   ด้านในสุดของพระที่นั่งชุดนี้(แนวเส้นตรง)เรียกว่ามุขเด็จ แสดงเครื่องไม้จำหลักต่างๆ งานไม้สวยๆมีให้ชมหลายชิ้นทั้งใหญ่โตมโหฬารและงานเล็กๆ น่าเสียดายที่ในวันที่ผู้เขียนไปนั้น พระที่นั่งกลุ่มนี้ปิดซ่อมด้านปีกซ้ายและขวา จึงไม่ได้ชมของดีอีกมาก จำได้ว่าเป็นพวกเครื่องถ้วยโถโอชาม พวกหัวโขนหุ่นกระบอก เครื่องงาช้าง เครื่องดนตรี


   ออกมาจากกลุ่มพระที่นั่งแล้วก็มีทางเดินไปอาคารมหาสุรสิงหนาท(หมายเลข 3 และเลขสามตัว)แสดงศิลปวัตถุสมัยต่างๆจำนวนมาก เป็นอาคารสองชั้นติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ศิลปวัตถุที่แสดงแบ่งเป็นสมัยต่างๆเช่น ทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เดินชมกันเมื่อย มีที่นั่งพักเป็นระยะๆ มีห้องสุขาใกล้บันใดซึ่งทางเข้าดูลึกลับ

ทางเดินชั้นล่างยังมีวัตถุโบราณเพีบย




ไม่แน่ใจว่าหนูหรือลิง

   เมื่อขึ้นไปชั้นสองจะพบกับอภิมหาพระพิฆเณศที่มีขนาดใหญ่โตมาก ใหญ่กว่าคนยืนอีก เป็นพระพิฆเณศศิลปะชวา ที่ประเทศอินโดนิเซียส่งมาถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ท่านที่ชื่นชอบพระพิฆเณศพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด


พระพิฆเณศอยู่บนชั้นสอง

   นอกจากนี้ยังมีธรรมจักรที่เป็นธรรมจักรในตำนานมีภาพแสดงแพร่หลาย ตั้งแสดงอยู่ที่ชั้นสองนี้เช่นกัน มีธรรมจักรหลายชิ้น และพระพุทธรูปโบราณ เทวรูปแปลกๆ


ธรรมจักรอันในตำนาน


   จากอาคารมหาสุรสิงหนาทแล้วเดินไปตามทาง ซึ่งเป็นทางเดินเราะเขตกำแพงวังหน้านั่นเอง จะอ้อมผ่านด้านหลังกลุ่มพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ผ่านห้องสมุดของพิพิธภัณฑ์ไปเลี้ยวโค้งตรงอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์(หมายเลข 4 และเลขสามตัว) ตรงหัวโค้งมีมุมร้านขายอาหารร้านเล็กๆ ขายข้าวแกงก๋วยเตี๋ยวและกาแฟเครื่องดื่ม รสชาติพอใช้ได้ นั่งพักรับประทานอาหารก่อนก็ดี


มุมอาหารและเครื่องดื่ม

 ถัดไปก็เข้าไปชมที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์(หมายเลข 4 และเลขสามตัว) จะมีตู้เขียนลายทอง โบราณวัตถุที่ขนาดไม่ใหญ่ ที่แปลกหาดูยากคือชุดรูปหล่อเล็กๆเป็นพุทธประวัติ และที่หาดูไม่ได้ในที่อื่นก็คือที่วัดส่วนสูง แปลกเพราะวัดกันเป็นศอก


ตู้เขียนลายสวยๆ


รามเกียรติตอนหนุมานหักคอช้างเอราวัณ หรือ ตอนต้องศรพรหมมาสต์ของอินทรชิต
ที่วัดส่วนสูง วัดเป็นศอก

รูปหล่อพุทธประวัติ

ท่านคงว่า..ทางโน้น

ท่านเทพประโคณธรรพ์


   ออกจากอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์เดินไปตามทางจะพบภูเขามอซึ่งประดิษยฐานพระภูมิ และ มีพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์(หมายเลข 6) แต่วันที่ไปดูนั้นพระที่นั่งฯปิดซ่อมแซม เดินเลยต่อไปจะพบพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย(หมายเลข 11) และโรงราชรถ(หมายเลข 7) จะมีราชรถในตำนานรัตนโกสินทร์ และพระโกศที่ใช้ในงานพระเมรุต่างๆ เฉพาะโรงราชรถนี้ไม่ได้ถ่ายภาพมาสักเท่าไร เพราะเห็นว่าสวยปนเศร้า และรู้สึกยำเกรงพระเดชพระคุณ 



   ออกจากโรงราชรถจะเจอพระที่นั่งมังคลาภิเษก(หมายเลข 10) และจะถึงด้านหน้าของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พบด่านตรวจบัตรด่านสองตรงหน้าพระตำหนักแดง เป็นอันครบรอบวงจรชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร

   นี่ขนาดมีพระที่นั่งปิดซ่อมแซมหลายแห่ง แค่นี้ก็เดินจนเมื่อยไปหมด พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่า เราจะเดินชมอย่างละเอียดได้ภายในการมาแค่ครั้งเดียว


ภาพโดย sihawatchara เศียรพระวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์

ภาพโดย sihawatchara พระนารายณ์


ภาพโดย sihawatchara พระอิศวร

เรื่องและภาพ สีหวัชร
อนุญาตให้ใช้ภาพได้ตามสะดวกทุกรูป บางรูปไม่ได้พิมพ์บอกไว้ เพราะขี้เกียจครับ