วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2566

หลวงพ่อกับของวิเศษ.1 หลวงปู่แก้ววัดช่องลม


พระเทพสาครมุนี วัดสุทธิวาตวราราม ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จ.สมุทรสาคร


หลวงปู่แก้ว วัดช่องลม จ.สมุทรสาคร

พระเทพสาครมุนี วัดสุทธิวาตวราราม

  ระลึกอดีต...เล่าเรื่องประสบการณ์วัตถุมงคล

  สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นวัยรุ่น ก็ 50 ปีบวกเล็กน้อย ในตอนนั้นชอบเสาะหาวัตถุมงคลประเภทบู๊ๆหนังเหนียว และวัตถุมงคลทางเมตตาหานิยมมหาเสน่ห์ พอได้มาแต่ละอย่างก็อาราธนาแขวนคอแบบเดี่ยวๆไปเลย แถมยังมีเลือกใช้ตามสถานการณ์ด้วย คือ ถ้าเป็นช่วงที่ต้องเสี่ยงฝ่าดงตีนหรืออาจมีการยกพวกตีกัน ก็แขวนพระที่เชื่อว่าหนังเหนียว ถ้าจะไปจีบสาวก็เปลี่ยนเป็นวัตถุมงคลทางมหานิยมมหาเสน่ห์ เรียกได้ว่าแขวนเดี่ยวองค์เดียวจะได้รู้ชัดๆว่าวัตถุมงคลนี้ขลังจริงหรือไม่ ก็มีประสบการณ์ดีจริงบ้าง กับมีบางอาจารย์ที่ต้องเลิกพกติดตัวประมาณว่าไม่ดีจริง และยังมีบ้างที่พบว่า ที่ในหนังสือพระเขาบอกว่ายอดเยี่ยมทางนั้นทางนี้นั้น มันไม่ใช่เลย แต่ไปดีทางด้านอื่น เช่นข่าวว่าดีทางเจ้าชู้ แต่พอทดลองใช้กลับดีทางแคล้วคลาด ที่ว่าหนังเหนียว แต่โดนตีหัวแตกซะงั้นต่อมาเมื่อข้าพเจ้ามีอายุมากขึ้น ถึงค่อยเข้าใจว่าเรื่องที่เขาพรีเซ้นต์กันนั้น ที่แท้เป็นแนวทางประชาสัมพันธ์ตามสมัยนิยมนั่นเอง

  ตอนที่เรียนมัธยมต้นและข้ามไปถึงช่วงเรียนช่างกล ข้าพเจ้าพบว่าพระสมเด็จแก้วสุทธิของหลวงปู่แก้ววัดช่องลมนั้นดีทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์จริงๆ ดีจนต้องอาราธนาแขวนคอองค์เดียวอยู่หลายปี ต่อมาต้องถอดออกก็เพราะว่าพระเริ่มมีเนื้อกระเทาะและละลายตามขอบพระ สาเหตุเพราะไปเที่ยวสงกรานต์และแอ่วสาวเมืองเหนือในช่วงสงกรานต์ พระโดนน้ำที่เล่นสงกรานต์จนเริ่มกระเทาะ ข้าพเจ้ากลัวเนื้อพระจะเปื่อยชำรุด เลยถอดออกตั้งแต่นั้นมา และจำฝังใจว่าพระรุ่นนี้ของหลวงปู่แก้วนี้ มีเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ชั้นสุดยอดองค์หนึ่งที่เคยพบมา หลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าพบวัตถุมงคลทางเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ ที่เทียบชั้นหลวงปู่แก้วได้ไม่กี่หลวงพ่อ(จะเล่าในตอนต่อๆไป) ส่วนมากเทียบพระสมเด็จแก้วสุทธิของท่านไม่ได้เลย

  เมตตามหานิยมมหาเสน่ห์แบบของหลวงปู่แก้วนั้น จะไม่ใช่แบบเสน่ห์สะกดให้ผู้หญิงหลงยอมให้เราอึ๊บๆมีเพศสัมพันธ์ง่ายๆอะไรอย่างนั้น มหาเสน่ห์แบบของท่านออกไปในทางเป็นที่นิยมรักใคร่รับไมตรีมีไมตรีต่อกันได้ง่ายขึ้น จากนั้นเราก็ค่อยๆจีบสานความรักต่อไป หึๆๆๆ

  ประสบการณ์ทางเมตตามหานิยมในช่วงที่อาราธนาพระสมเด็จแก้วสุทธิติดตัว จะขอเล่าตามความทรงจำ เล่าบางเรื่องนะ

  ตอนเรียนมัธยมต้นตอนนั้นเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม ก็อาราธนาพระสมเด็จแก้วสุทธิเลี่ยมสแตนเลสติดตัวแค่องค์เดียว และในเมื่อเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม เพื่อนๆในกลุ่มรวมทั้งข้าพเจ้าก็เริ่มริอ่านจีบหญิง จีบนักเรียนหญิงต่างห้องกันเป็นที่ครึกครื้น ข้าพเจ้าออกจะยังอายๆไม่ค่อยกล้าเท่าพวกเพื่อนๆ แต่ค่อยๆสังเกตเห็นว่า เอ..ตอนที่ไปกับเพื่อนร่วมแกงค์ไปแซวหญิงนั้น ผู้หญิงมักจะชวนข้าพเจ้าคุยก่อนอยู่เสมอ บางทีก็เหมือนบังเอิญได้กลับบ้านด้วยกันได้ไงก็ไม่รู้ คือตอนรอรถสองแถวมักจะเจอกันบ่อยๆ และเจอหญิงหลายคนสลับกันไปตามช่วงเวลา แถมตอนลงรถยังชิงตัดหน้าออกค่ารถให้ข้าพเจ้าบ่อยครั้ง ต่อมาก็นัดกันไปเที่ยว สมัยนั้นต้องไปเที่ยวราชดำริอาเขต ส่วนสยามสแควร์นั่นมาดังทีหลัง ฮิตฮอตสุดๆต้องราชดำริอาเขต 

พระสมเด็จแก้วสุทธิ องค์ประสพการณ์

ด้านหลัง

 
  ข้าพเจ้าแอบควงเพื่อนนักเรียนหญิงสลับกันไปเที่ยว แต่ความเป็นวัยรุ่นใหม่ๆและทางบ้านอบรมมาดี ก็เลยควงหญิงโดยไม่มีอะไรเลยเถิดเกินงาม แค่เดินคล้องแขนกันแค่นี้ ไอ้พวกเพื่อนๆก็อิจฉากันตัยห่ะแล้ว

  ความที่มีนักเรียนหญิงหลายคนมาชอบคุยกับข้าพเจ้าง่ายๆ มีไมตรียิ้มหวานมันแปลกจนข้าพเจ้าเอะใจ มิหนำซ้ำพวกเธอยังไม่รู้จักกันด้วย เลยไม่มีกรณีรถไฟชนกัน คำว่าพวกเธอนี้ถ้านับเฉพาะที่เคยไปเที่ยวด้วยกันบ่อยก็มีอยู่...เดี๋ยว นึกก่อน...1,2,3,4 อ้อ  5 คนที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน และอีก 2 คนอยู่โรงเรียนอื่น นี่เฉพาะตอนเรียนมัธยมต้น

  พอเรียนช่างกลชั้น ป.ว.ช. ที่นี้ก็จีบสาวพาณิชย์ สาวโรงเรียนสตรี สาวโรงเรียนการเรือน และที่แปลกสุดก็คือ สาวแถวบ้านที่อยากจะจีบมาตั้งนานแล้ว เห็นน้องตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนผูกคอซองประถมปลาย..โรงเรียนนาฏศิลป์.. ตอนนั้นยังเห็นน้องเป็นเด็กเป็นเล็ก ยังไม่สนใจ แต่สะดุดใจว่า..น้องสวยน่ารักมากๆ..ข้าพเจ้ามาปิ๊งตอนน้องเรียนมัธยมแล้วข้าพเจ้าเรียนช่างกล เรื่องเป็นดังนี้

  วันหนึ่งเห็นน้องเดินอยู่อีกฝั่งถนน ตอนนั้นคิดพิเรนทร์เอามือจับพระสมเด็จแก้วสุทธิขึ้นมาว่า หลวงพ่อผมอยากคุยกับน้องคนนี้จังเลย อยู่แถวบ้านแท้ๆแต่ไม่เคยคุยกัน แล้วก็ขำตัวเอง ก็มองๆน้องอยู่ในขณะนั้น..จะบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ น้องหันมาเห็นข้าพเจ้า มองสบตากันแล้วน้องก็..ยิ้ม..น้องยิ้มให้ข้าพเจ้าแน่นอน เพราะแถวนั้นมีข้าพเจ้าอยู่คนเดียว ข้าพเจ้าจึงยิ้มและโบกมือทักทาย 

   สาวรุ่นน้องคนนี้สวยน่ารักมาก  เห็นกันรู้จักหน้ากันว่าเป็นคนแถวบ้าน แต่ไม่มีเหตุให้ได้รู้จักกันจริงๆจังๆ ประมาณว่าเป็นแค่คนคุ้นหน้าคนบางเดียวกันเฉยๆ แต่แล้วพอข้าพเจ้าอาราธนาพระองค์นี้ติดตัว ก็มีเหตุบังเอิญให้ได้คุยกัน..แหม มันเหมือนนิยายน้ำเน่าจริงๆ คือ

  วันหนึ่งข้าพเจ้าจะไปวิทยาลัยเร็วกว่าปกติตามที่อาจารย์สั่งธุระ ทีแรกจะขึ้นรถป้ายหน้าบ้าน แต่อยู่ๆก็นึกอยากเดินไปขึ้นรถอีกป้ายหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ใช้ป้ายนี้ ก็รีบไปที่ป้ายรถเมล์ ตอนเดินไปสักครู่ยังคิดอยู่เลยว่าเราเดินมาทำไมวะ พอรถเมล์มาจอดก็มีนักเรียนสาววิ่งมาจากด้านหลังข้าพเจ้า แล้วรีบก้าวขึ้นรถซึ่งมีคนแน่น ข้าพเจ้าเกาะราวบันใดรถเมล์แบบที่วัยรุ่นยุคนั้นชอบทำกัน พอรถเมล์ออกตัวกระชากเร็วไปหน่อย นักเรียนสาวก็ร่วงลงมาตกจากรถ ข้าพเจ้ารีบคว้าเอวมากอดช่วยไว้ได้ พอมองดูก็ร้องว่า..อ้าว น้องเอง ส่วนน้องก็มองแล้วว่า..อ้าว พี่เอง แล้วน้องก็ขอบคุณที่ช่วยไม่ให้ตกจากรถ วันนั้นเลยไปส่งน้องถึงโรงเรียนได้ไงก็ไม่รู้ หลังจากนั้นก็ได้รู้จักกันจริงๆจังเสียที ต่อมาได้ไปคุยกับน้องถึงในบ้าน มีความสัมพันธ์ที่ดีตลอดมา ข้าพเจ้ายังนึกแบบงมงายเลยว่าเหตุการณ์วันนี้เป็นการดลใจของหลวงพ่อแก้ว ให้เราเดินมาตรงนี้แน่ๆ พระของหลวงพ่อแก้วดีจริงๆ

พิมพ์เล็ก

ด้านหลัง


  ข้าพเจ้าคิดว่า เราเลือกน้องนาฏศิลป์นี้ไว้ในใจคนหนึ่ง น้องน่ารัก เป็นคนดี และอยู่ใกล้บ้าน ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าเบี้ยวน้องไม่ได้ เพราะเดี๋ยวโดนตามถึงบ้าน แต่แล้วตอนต่างฝ่ายต่างเรียนจบ น้องไปเป็นครูต่างจังหวัด ข้าพเจ้าก็ทำงานเลิกดึกทุกวัน ติดต่อกันยาก สมัยนั้นโทรศัพท์บ้านยังมีได้ยาก จะใช้ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ ซึ่งก็มีน้อยเสียอีก ไปๆมาๆก็ห่างกัน

    ประสบการณ์ทางเมตตามหานิยมนั้นมาแบบรู้จักสาวๆได้ง่าย จนกระทั่งไปเที่ยวสงกรานต์เมืองเหนือ ไปแอ่วสาว 2 คน สวยทั้ง 2 คน คนเหนือจะเรียกสาวในถิ่นที่ข้าพเจ้าไปแอ่วสาวนี้ว่า...สาวเมืองยอง แม่หญิงเมืองยอง...ซึ่งสาวๆเมืองนี้โดยรวมเขาเรียก..สาวเมืองล่ะปูน

  ตอนนั้นข้าพเจ้าเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม ยังเรียนช่างกล ยังไม่รู้ธรรมเนียมทางภาคเหนือที่เรียกว่า..แอ่วสาว..

  เพื่อนชวนไปเที่ยวสงกรานต์ภาคเหนือก็ไปกับมัน นึกว่าจะไปเที่ยวเชียงใหม่ พอไปเข้าจริงๆกลับไปงานทำบุญช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ จ.ลำพูน​ ที่แท้เพื่อนไปติดสาวที่นี่ มันจึงชวนเพื่อนๆขึ้นไปเที่ยวเป็นเพื่อนมันแค่นั้น

  เมื่อไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนมันบอกนั้น เพื่อนๆอยากจะกระทืบมัน เพราะนึกว่าจะไปเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ แต่มันดันพามาเที่ยวงานทอดผ้าป่า แถมยังเป็นหมู่บ้านที่บ้านนอกสุดๆ ก็เลยตามเลยเพราะหลวมตัวเชื่อมันจนถ่อกันมาตั้งไกลแล้ว ในที่สุดก็ต้องไปนั่งอยู่ในงานวัด ทางวัดก็ต้อนรับ..พอตอนค่ำ ข้าพเจ้าก็ได้เจอประสบการณ์มหานิยมมหาเสน่ห์ของพระสมเด็จแก้วสุทธิ

  งานวัดตอนค่ำ มีเลี้ยงอาหารยกมาเป็นถาดที่สานด้วยหวายมีขาตั้งด้วย ถามดูถึงรู้ว่าชาวเหนือเรียกว่า "ขันโตก"

  พวกข้าพเจ้าก็รับประทานด้วยความหิว มีสาวที่เพื่อนรู้จักมานั่งคุยด้วย สาวนี้คือต้นเหตุที่เพื่อนชวนมาเที่ยวสงกรานต์นั่นเอง ขันโตกดินเนอร์ในค่ำวันนั้นค่อนข้างทุลักทุเล เพราะมีแต่ข้าวเหนียว สาวหัวเราะที่เห็นพวกข้าพเจ้ารับประทานข้าวเหนียวที่เธอเรียกว่าข้าวนึ่ง หยิบข้าวนึ่งไม่เป็น คือปั้นข้าวนึ่งไม่เป็น เธอบอกว่าเดี๋ยวรอข้าวหุงนะเจ๊า

  ทีนี้พอมีสาวๆหลายคนยกขันโตกมาใหม่ มีข้าวสวยแบบภาคกลางมาด้วย อยู่ๆข้าพเจ้าก็ถูกสาวสวยคนหนึ่ง แยกข้าพเจ้าออกจากวง เธอเชิญให้นั่งรับประทานขันโตกชุดใหม่ เธอนั่งคุยด้วย อู้คำเมืองฟังไพเราะมาก ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน... เสียงสาวเหนือพูดลงท้ายว่า.. เจ๊าๆ.. ทำเอาใจสั่นระทวย

  ต่อมารับประทานขันโตกเสร็จ สาวสวยก็ยกขันโตกไปเก็บ แล้วสักครู่ก็มีสาวสวยมากอีกคนยกขันโตกใส่ขนมหวานมาให้ เธอนั่งคอยดูข้าพเจ้ารับประทานพร้อมทั้งชวนคุย ก็คุยถูกคอทั้งสองสาว ข้าพเจ้าไม่ได้คิดอะไร คุยไปตามมรรยาท แล้วสาวสวยคนที่สองก็ยกขันโตกไปเก็บ ช่วงนี้คงเก็บสำรับและล้างถ้วยชาม

  ตอนนี้แหละที่ข้าพเจ้า..อึ้ง งุนงง เขิน..เพราะสาวสวยคนแรกมาบอกเป็นคำเมืองประมาณว่า ดึกแล้ว ไปพักผ่อนได้แล้วและให้ไปนอนที่บ้านเธอ ข้าพเจ้างงว่า ทำไมไม่นอนค้างที่วัดล่ะวะ ปกติไปงานบุญวัดต่างจังหวัดก็นอนวัดนี่นา แล้วเพื่อนทั้งหมดไปนอนบ้านสาวที่เป็นต้นเหตุให้มาเที่ยวที่นี่ มีข้าพเจ้าคนเดียวที่โดนแยกกลุ่ม แถมยังโดนสาว(แฟนเพื่อน)ดันหลังให้ไปกับสาวสวยคนที่หนึ่งอีกด้วย...แล้วสาวสวยก็พูดเบาๆทำนองน้อยใจว่าไม่ไปนอนที่บ้าน..สุดท้ายเลยตามเลย ข้าพเจ้าเดินไปกับเธอ

  ไปถึงบ้านก็พบว่าบ้านใหญ่ไม่น้อย พ่อแม่และน้องๆของเธอมานั่งคุยด้วย ครอบครัวเธอต้อนรับอย่างดี แถมเอาเหล้ามาต้อนรับ จำได้ว่าเรียก "เหล้าเดือน" แถมสอบถามว่าข้าพเจ้า "มีเมีย" แล้วยัง ข้าพเจ้าหัวเราะตอบว่ายังเรียนหนังสืออยู่ พ่อแกก็ชอบใจ

  หลังจากนั้นเธอแนะให้ไปอาบน้ำ พร้อมทั้งเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน แล้วพาไปยังห้องนอนที่จัดไว้ให้แล้ว เธอว่าเป็นห้องนอนของเธอเอง เธอนั่งคุยกับข้าพเจ้าในห้องนอนอยู่..นานมาก..จนคนอื่นปิดไฟนอนกันหมดแล้ว เธอก็ยังนั่งอยู่กับข้าพเจ้าอีกนาน สุดท้ายข้าพเจ้าเห็นเธอตาปรือเต็มที่ จึงบอกเธอว่านอนเถอะดึกมากแล้ว เธอก็ลาไปนอนและปิดไฟให้

  ข้าพเจ้าหลับๆตื่นๆเพราะแปลกที่ และตื่นเมื่อมีเสียงเปิดประตู มองเห็นว่าเธอเข้ามาดูข้าพเจ้า ดูแล้วก็ออกไป เป็นอย่างนี้ 3-4ครั้ง ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่า เธอห่วงว่าข้าพเจ้าหลับดีหรือไม่ หรือนอนไม่สบายต้องการเรียกใช้อะไรหรือไม่

  เช้าตื่นมา รับประทานอาหารแล้วเธอชวนไปเที่ยว ข้าพเจ้านึกว่าจะไปรวมตัวกับเพื่อนข้าพเจ้าและเพื่อนเธอ แต่กลายเป็นว่าเธอไปเที่ยวกับข้าพเจ้าเท่านั้น โดยให้ข้าพเจ้าขับมอเตอร์ไซด์แล้วเธอซ้อนท้าย เที่ยวแล้วเข้าบ้าน กลางคืนก็นอนบ้านเธออีก เธอนั่งคุยในห้องนอนเหมือนเดิม คืนที่สองนี้แม่เอาที่นอนมาปูให้อีกที่ ปรากฏว่า เธอนอนในห้องด้วย... ข้าพเจ้าชักฟุ้งซ่าน

  วันต่อมาตอนเย็นสาวสวยคนที่สองมาที่บ้าน มาชวนไปรับประทานอาหารที่บ้าน เธอคนที่หนึ่งไปด้วยกับข้าพเจ้า ขันโตกดินเนอร์แล้วก็ไปนั่งคุยในห้องนอน สาวสวยคนที่สองบอกว่าวันนี้นอนบ้านเธอบ้างนะ ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบได้แต่ยิ้มๆ งงๆ ในที่สุดสาวสวยคนที่หนึ่งดึงแขนข้าพเจ้าให้กลับบ้าน​ไม่ยอมให้นอนบ้านนี้

 พอกลับถึงบ้าน นอนห้องเดียวกันอีก ข้าพเจ้าเริ่มสงสัย เธอคล้ายมีใจให้ แถมไอ้พวกเพื่อนมันก็ไม่โผล่มากันเลย เหมือนทิ้งข้าพเจ้าซะงั้น 



  วันรุ่งขึ้นสาวสวยคนที่สองก็มาชวนไปเที่ยว เธอคนที่หนึ่งก็ไปด้วย ตอนค่ำก็ดึงแขนให้กลับไปที่บ้านอีก เธอบอกว่าที่บ้านไม่มีคนอยู่ ก็นอนห้องเดียวกันอีก ทั้งบ้านอยู่กันแค่สองคน ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า มหานิยมวัตถุมงคลนั่นเอง

  พอถึงวันสงกรานต์ เธอพาข้าพเจ้าไปพบเพื่อนเธอและเพื่อนๆข้าพเจ้า ไอ้พวกเพื่อนๆมันบอกว่า..โคตรอิจฉามึง...ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามันคิดอะไร เลยสั่นหน้าบอกเป็นนัยว่า.. ไม่ใช่อย่างที่พวกมันคิด.. จากนั้นทั้งกลุ่มก็ไปเที่ยวสงกรานต์ที่เชียงใหม่ด้วยรถกระบะ โดยที่สาวสวยไม่รอสาวคนที่สอง

  ถึงวันที่พวกข้าพเจ้ากลับ แต่ความจริงข้าพเจ้าจะอยู่ต่อที่เชียงใหม่ ไปเยี่ยมญาติที่ย้ายไปอยู่ที่นั่น สาวทั้งสองคนมาส่งขึ้นรถ เธอน้ำตาไหลร้องไห้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเธอทั้งสองคิดอย่างไร แต่ตอนนั้นข้าพเจ้าอยู่ในช่วง "หนุ่มช่างกลกับสาวพาณิชย์"ไปแล้ว ได้แต่รับน้ำใจสาวเมืองยองเท่านั้น

  ภายหลังเพื่อนแต่งงานกับสาวที่เป็นต้นเหตุให้ไปเที่ยวที่นั่น แฟนมันบอกว่า จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าทำผิดธรรมเนียมบ้านเขา เธอบอกว่างงเหมือนกันที่อยู่ๆเพื่อนเธอสองคนที่เป็นคนเรียบร้อย กลับกล้ามาแสดงออกว่าเลือกข้าพเจ้า ให้ได้ไปแอ่วสาวถึง 2 สาว 2 บ้าน จนเกิดสิ่งที่ทางบ้านท้องถิ่นนั้นเรียกว่า...ผิดผี...ข้าพเจ้านั้น ไม่รู้อะไรเลย

  คงเพราะคุณวิเศษพระผงสมเด็จแก้วสุทธิที่แสดงผลทางมหานิยมมหาเสน่ห์ สาวสวยที่เพิ่งเจอทั้งสองคน เกิดจิตอ่อนไหวอ่อนโยนอยากรู้จักขึ้นมาง่ายๆ



  สงกรานต์ในปีนั้นข้าพเจ้าแวะบ้านญาติที่ย้ายไปอยู่เชียงใหม่แถวๆวัดพระสิงห์ อยู่ๆก็เจอเพื่อนหญิงที่เป็นเพื่อนเก่า ซึ่งยังเคยมีการสังสรรค์เพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ทุกปี แต่ตอนหลังเธอหายไป ที่แท้เธอสอบติดที่ ม.เชียงใหม่ อยู่หอพักคนเดียว ช่วงนั้นเธอกำลังจะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ แต่เจอข้าพเจ้าเสียก่อน เธอเลยอยู่พาเที่ยวเชียงใหม่อีกหลายวัน

  จะด้วยความที่มาเจอกันอีกครั้งตอนที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือมหานิยมวัตถุมงคลก็แล้วแต่ ข้าพเจ้าและเธอจึงพัฒนาความรู้สึกในช่วงนี้เอง ก็อยู่กันที่หอพักนี่แหละ โลกนี้มีแต่เราสองคน หวานแว๋วสุดๆ...แล้วก็กลับกรุงเทพฯด้วยกัน

  เรื่องข้าพเจ้ากับเพื่อนสาว​ไม่มีเพื่อนในรุ่นรู้​เราปิดเป็นความลับ​ แต่ต่อมาภายหลังไม่ได้เจอกัน เพราะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ เนื่องจากพอเรียนจบทำงานแล้วไม่นาน อยู่ๆมีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์และเปลี่ยนเลขที่บ้านในกรุงเทพฯ หนุ่มสาวรุ่นข้าพเจ้าจำนวนมาก ที่ขาดการติดต่อกันเพราะสาเหตุนี้  

  ครั้งที่ไปเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่นี้เอง พระสมเด็จแก้วสุทธิเปียกน้ำจนเนื้อพระละลาย ก็เลยถอดพระเก็บไว้บนหิ้ง แล้วชีวิตช่วงต่อจากนั้น เป็นช่วงวัยฝ่าดงตีน จึงเปลี่ยนไปแขวนพระหลวงพ่อองค์อื่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องหนังเหนียวคุ้มครอง ข้าพเจ้าผ่านการตีรันฟันแทงหลายครั้ง มีทั้งเลือดหัวกระจายเพราะหนังเหนียวไม่จริง และวัตถุมงคลบางหลวงพ่อเจอคงกระพันหนังเหนียวของจริง

  พระสมเด็จแก้วสุทธิของหลวงปู่แก้ววัดช่องลม ท่าฉลอม ที่ข้าพเจ้าพบประสบการณ์สุดยอดเมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ ก็คือองค์ตามรูปนี่แหละ ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึกจนถึงเดี๋ยวนี้

  เล่าเรื่องอภินิหารพระสมเด็จแก้วสุทธิของหลวงปู่แก้ว แล้วทำให้หวนระลึกถึงพวกเธอสาวๆในเรื่อง ยังระลึกถึงความทรงจำดีๆในครั้งนั้น


เรื่อง จากความทรงจำ
ภาพวัตถุมงคล ของข้าพเจ้าเอง

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว.๑๓ เจเนอเรชั่น




เจเนอเรชั่น   Generation

   ในปัจจุบันมักจะมีคำๆหนึ่งที่กล่าวถึงกันอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่นับว่าแพร่หลายนัก ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยได้สนใจติดตามข่าวสาร ก็อาจถึงกับยังไม่ได้ยินไม่รู้จักและไม่ทราบว่าคำๆนี้สื่อถึงอะไร คำดังกล่าวนี้ก็คือคำว่า Generation เจเนอเรชั่น นั่นเอง

   หลายๆท่านคงนึกแย้งว่า คำว่า Generation นี้ ข้าพเจ้าหรือแอดมินมาบอกว่ามีคนรู้จักน้อยได้อย่างไรวะ ก็คำว่า Generation นี้ใครๆก็รู้ว่ามันแปลว่า “รุ่น” แล้วข้าพเจ้าไปเอามาจากไหนว่าคนไม่ค่อยรู้จักคำๆนี้ เรื่องนี้มีที่มาที่ไป เป็นเรื่องที่ฝรั่งเขาคิดขึ้น ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าฝรั่งเขาเข้าใจคิด มันสื่อความหมายได้ตรงตัวจริงๆ


   คำว่า Generation ที่ข้าพเจ้าหยิบยกเอามาเล่านี้ ไม่ใช่ Generation ตามคำแปลใน Dictionary ที่แปลสั้นๆว่า รุ่น ซึ่งข้อนี้ใครๆเขาก็รู้ แต่ข้าพเจ้าหมายถึง Generation เจเนอเรชั่น ที่เกิดขึ้นจากการแยกแยะช่วงอายุของมนุษย์ชาติซึ่งสัมพันธ์กับสถานการณ์และสังคมของโลกในครั้งนั้นๆ จะสังเกตได้ว่าเจเนอเรชั่นในแบบนี้ ช่วงเวลาของปีที่นับจะไม่เท่ากัน เพราะจะนับแยกตามสถานการณ์สภาวะของโลก สังคม เศรษฐกิจในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

ภาพจาก dotclue.org

   Generation เจเนอเรชั่นของมนุษย์ในยุคต่างๆตามที่ฝรั่งเขาคิดมานั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่า มันตอบอะไรได้หลายอย่าง ทั้งยังสื่อให้เห็นเงื่อนงำของปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ เห็นถึงความเห็นพ้องและขัดแย้งในคติความคิดความเชื่อ ที่สำคัญมากๆก็คือ เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ในเวลาต่อมา ช่องว่างระหว่างวัย และเห็นช่องทางที่จะแก้ปัญหาอีกด้วย นับว่าคำว่า Generation เจเนอเรชั่นนี้มีความหมายไม่ธรรมดา

 ภาพจาก tomhuhuronroberts.com

   สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่า Generation เจเนอเรชั่น ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้มันคืออะไร ก็ขอให้นึกง่ายๆแบบกำปั้นทุบดินก่อนว่า มันคือคนรุ่นต่างๆของช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเรื่องนี้มันเข้ากับหัวข้อของการ นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว ได้อย่างขำๆ เพราะคนแต่ละรุ่นต่างก็มีเรื่องราวของยุคสมัยของตัวเอง คนรุ่นต่างๆที่ข้าพเจ้าจะเล่าถึงนี้ ก็คือที่ปัจจุบันเขาเรียกกันว่า

   Generation เจเนอเรชั่นแบบนี้พิจารณาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมหรือสถานการณ์โลกในช่วงต่างๆ ซึ่งมนุษย์เราได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นั้นๆโดยตรง ความรู้สึกนึกคิดพฤติกรรมของมนุษย์ก็เป็นไปตามสภาวะสถานการณ์ในครั้งนั้นๆ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆแบบภาษาปัจจุบันก็ประมาณว่า เหมือนเป็นกระแสอย่างหนึ่งในช่วงระยะเวลานั้น หรือ สถานการณ์สภาพแวดล้อมบังคับให้เป็นแบบนั้นเอง พอเลยช่วงนั้นๆไปแล้วก็เกิดสถานการณ์สภาพแวดล้อมครั้งใหม่ เลยเกิดเป็นGeneration เจเนอเรชั่นใหม่ขึ้นมาอีก และมันจะเป็นทำนองนี้ไปเรื่อยๆเสมอ

   เมื่อสภาพแวดล้อมมีผลกับวิถีชีวิตของมนุษย์ พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปวิถีชีวิตก็ค่อยๆเปลี่ยน ความรู้สึกนึกคิดพฤกติกรรมของมนุษย์ก็พลอยเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มนุษย์เกิดต่างยุคกันก็ย่อมต้องมีอะไรที่ต่างกันไปบ้าง ดังจะเห็นได้ง่ายๆว่า เด็กหรือวัยรุ่นคุยกับคนแก่แล้วมุมมองมักต่างกัน จนกระทั่งถึงขนาดขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงก็มี

ภาพจาก CafeBiz

      ฝรั่งเขาแบ่งเจเนอเรชั่นไว้ดังนี้

1.Lost  Generation ล็อซทเจเนเรชั่น เกิดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๖ - ๒๔๔๓ หรือ ค.ศ. 1883 - 1900


2. Greatest Generation เกรทเต็สเจเนอเรชั่น เกิดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๒๔๖๗ หรือ ค.ศ. 1901 – 1924 หรือเรียกว่า G.I. Generation


3. Silent Generation ไซเล้นทเจเนอเรชั่น เกิดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๘๘ หรือ ค.ศ.1925 - 1945

4. Baby Boomer เบบี้บูมเมอร์   เกิดระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๕๐๗ หรือ ค.ศ. 1946 - 1964

5. Generation X เจเนอเรชั่น เอ็กซ์  เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๒๒ หรือ ค.ศ. 1965 – 1979

6. Generation Y เจเนอเรชั่น วาย หรือ ยุค Millennials คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปีพ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๔๐ หรือ ค.ศ. 1980 - 1997

7.Generation Z เจเนอเรชั่น ซี  ฝรั่งจะออกเสียง Z ว่า ซี หมายถึงคนที่เกิดตั้งแต่พ.ศ.๒๕๔๑ - ๒๕๕๒ หรือ ค.ศ. 1998 – 2009


 8.Generation Alpha เจเนอเรชั่นอัลฟ่า ฝรั่งเขานับที่ค.ศ.2010หรือเกิดตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓ ถึงปัจจุบัน

   ถ้าจะให้เข้าใจเรื่องเจเนอเรชั่นได้ง่ายๆแบบกำปั้นทุบดินก็คือ โลกเก่ากับโลกใหม่ ขนาดแผนที่โลกต่างยุคมันยังไม่เหมือนกันเลย ความรอบรู้และมุมมองของยุคสมัยมันต่างกัน

ภาพจากi.pinimg.com แผนที่โลกในแบบยุคเก่าแต่ยังไม่เก่าสุด

ภาพจาก mapsofworld.com แผนที่โลกยุคปัจจุบัน


9.ข้อนี้ยังไม่ได้จัดให้เป็นเจเนอเรชั่นหลัก แต่เหมือนเป็นเจเนอเรชั่นพิเศษหรือเป็นเจเนอเรชั่นย่อยที่แทรกเข้ามาอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง นับเป็นมนุษย์เจเนอเรชั่นพิเศษที่ไม่ได้แยกตามปีเกิดหรือช่วงอายุ เพราะแยกได้จากพฤกติกรรมพิเศษที่ตรงกัน เป็นพฤกติกรรมที่คนเจเนอเรชั่นเก่าและต่างรุ่นกันมีเหมือนๆกัน คือเป็นมนุษย์เจเนอเรชั่นเก่าแต่ปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ อยู่ในโลกโซเชี่ยลหรือโลกไซเบอร์ได้เหมือนคนเจเนอเรชั่นใหม่ มนุษย์พันธุ์พิเศษนี้เรียกว่า เจเนอเรชั่น ซี Generation C ชื่อนี้มาจากคำว่า Connected Generation              
     
             เจเนอเรชั่นต่างๆนี้ต่างกันอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร มีผลอย่างไร รายละเอียดมีดังนี้

1.Lost  Generation ล็อซทเจเนเรชั่น เกิดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๖ - ๒๔๔๓ หรือ ค.ศ. 1883 - 1900 โอ้โฮ....นี่มันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่๑(พ.ศ.๒๔๕๗-๒๔๖๑)กันเลย คนยุคนี้เอาแค่เกิดพ.ศ.๒๔๔๓ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของเจเนอเรชั่น ถ้าอยู่ถึงตอนนี้(พ.ศ.๒๕๖๕)ก็ปาเข้าไปถึง ๑๒๒ ขวบปี คนเจเนอเรชั่นนี้จะทันเห็นหรือเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่๑ จึงเรียนคนเจเนอเรชั่นนี้ว่าเป็นคนในยุคสงครามโลกครั้งที่๑ แบบนี้จึงประมาณการว่า คนเจเนอเรชั่นนี้สูญไปหมดแล้ว จึงเรียกว่ายุค ล็อซทเจเนอเรชั่น เรียกแบบไทยๆว่า ลอสเจเนอเรชั่น คือเป็นคนในเจเนอเรชั่นที่สาบสูญไปแล้ว

   ถ้าเป็นชาวยุโรปในรุ่นนี้ ก็เป็นรุ่นที่ยุโรปกำลังมีอำนาจ และอยู่ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะที่สอง (ปีค.ศ.1860-1914)  ซึ่งความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงนี้เข้ายุคเปลี่ยนจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำ ถ่านหิน มาเป็นใช้ก๊าซ น้ำมัน ไฟฟ้า  และยังเป็นช่วงปลายที่ประเทศทางยุโรปยังล่าอาณานิคม

สงครามโลกครั้งที่ 1

นิวยอร์ก ค.ศ.1900

   จากการที่เริ่มเปลี่ยนแปลงวิทยาการและอุตสาหกรรมอีกครั้ง ในที่สุดก็ใกล้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ( ค.ศ. 1914 ถึง ค.ศ. 1918) คนยุคนี้จึงมีความตื่นตัว ขยัน และรักการค้นคว้า ผจญภัย มีระเบียบวินัย แต่ละประเทศเสริมอำนาจเพื่อป้องกันตนเอง

   ในขณะนี้(พ.ศ. 2565) คนยุคนี้น่าจะหมดไปแล้ว ถ้ายังมีเหลืออยู่ก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่อายุยืนที่สุดในโลก อย่างน้อยต้องอายุ 122ปี จึงเป็นที่แน่ใจว่า คนรุ่นนี้น่าที่จะหมดไปแล้ว เลยเรียกคนยุคนี้ว่า Lost  Generation  รุ่นที่สิ้นสูญ

2. Greatest Generation เกรทเต็สเจเนอเรชั่น เกิดระหว่าง พ.ศ.2444-พ.ศ.2467 (ค.ศ.1901-ค.ศ.1924) คือเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่2(พ.ศ.2482-2488 หรือ ค.ศ.1939 ถึง ค.ศ.1945) และอยู่จนถึงการเข้าร่วมรบในมหาสงครามครั้งที่ 2 เจเนอเรชั่นนี้ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามทุกคน

นิวอิงแลนด์ ค.ศ.1908

สงครามโลกครั้งที่ 2

   คนรุ่นนี้เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็เข้าช่วงสงครามโลกพอดี เหตุการณ์สำคัญๆประวัตศาสตร์โลกช่วงสำคัญและยิ่งใหญ่ ต่างก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ คนรุ่นนี้ต้องเข้าร่วมสงครามอย่างทนทรหด ต้องอดอยากต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง

   เพราะสถานการณ์รอบด้าน จึงทำให้คนรุ่นนี้มีความอดทน มีระเบียบวินัย มัธยัสถ์ กล้าหาญ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ยอมเสียสละเพื่อผู้อื่น

 3. Silent Generation ไซเล้นทเจเนอเรชั่น เกิดระหว่าง พ.ศ.2468-พ.ศ.2488 (ค.ศ.1925-1945) คนรุ่นนี้มีที่เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี เนื่องจากเป็นสภาวะสงครามโลก โลกจึงเศร้าสลด ผู้คนล้มตายไปมากมาย จึงมีคนเกิดน้อยกว่ายุคที่ผ่านมา


สงครามโลกครั้งที่ 2

   เนื่องจากตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คนรุ่นนี้ยังอยู่ในช่วงเป็นเด็กเล็กและที่อายุมากสุดก็อยู่ในช่วงวัยรุ่น หรือที่เข้าเพิ่งรุ่นหนุ่มก็มี ผู้คนมีเกิดมาน้อย แต่จำนวนคนที่เสียชีวิตเพราะภัยสงครามมีมากมายมหาศาล บ้านเมืองเสียหายจากภัยสงคราม ถึงแม้เป็นประเทศที่ไม่ใช่สมรภูมิรบก็ยังได้ผลกระทบด้วยกันทั้งโลก เกิดความขาดแคลนไปทั่วโลก โลกอยู่ในความเศร้าหมอง

   คนรุ่นนี้ถูกสภาพแวดล้อมของยุคสมัยที่มีสงครามชั กนำให้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ขัดสน อดอยาก จึงค่อนข้างเศร้าหมอง แต่สถานการณ์ทำให้เกิดมีความอดทนสูง มีความสามารถในด้านการเอาตัวรอด และเนื่องจากทันเห็นภัยสงคราม และส่วนหนึ่งเข้าร่วมสงครามในช่วงท้ายๆ ดังนั้นจึงมีความรู้สึกเบื่อสงคราม

4.Baby Boomer เบบี้บูมเมอร์  เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2507(ค.ศ.1946-1964) ยุคนี้สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงพอดี จึงเป็นช่วงฟื้นฟูของยุคสมัย สาเหตุที่เรียกยุคนี้ว่า "เบบี้บูมเมอร์" ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่2สงบลง โลกและมนุษยชาติได้รับความเสียหายอย่างหนักมากที่สุดเท่าที่เคยมี ผู้คนล้มตายไปในสงครามประมาณถึงมากกว่า 60 ล้านคน นี่คือตัวเลขที่เฉพาะที่ประมาณการได้ค่อนข้างแน่ชัด ส่วนผู้เสียชีวิตที่สาบสูญหาหลักฐานไม่ได้ยังไม่ทราบว่ามีอีกเท่าไร พลเมืองโลกลดหายไปมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

   เมื่อมนุษยชาติต้องฟื้นฟูโลกขึ้นมาใหม่ จึงเกิดความนิยมว่าต้องมีลูกมากๆเอาไว้ก่อน ดังนั้นจึงเกิดเบบี้ที่บูมขึ้นมานั่นเอง เจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์เป็นมนุษย์ที่อยู่ในยุคสงครามสงบและเป็นยุคฟื้นฟูโลก ความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆของโลกเริ่มก้าวกระโดดอย่างจริงจังก็ในยุคนี้เอง ชาวเบบี้บูมเมอร์จึงเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่ทันได้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นวิวัฒนาการของมนุษยชาติมากกว่าคนในเจเนอเรชั่นอื่นที่ผ่านมา

Daytona Beach  ค.ศ.1957

   ในปัจจุบันนี้(พ.ศ.2565)คนเจเนเรชั่นเบบี้บูมเมอร์ถูกมองว่าคือคนแก่ เพราะทั้งหมดเป็นมนุษย์พันธุ์ครึ่งร้อยอัฟขึ้นไปทั้งนั้น 

   คนรุ่นนี้อยู่ในยุคที่โลกสงบเพิ่งฟื้นจากภัยสงคราม โลกมีความปลอดภัยขึ้น ทั้งยังเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการที่โลกฟื้นฟูศิลปวิทยาการในทุกด้าน และพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว คนรุ่นนี้จึงรู้สึกกระฉับกระเฉงกับชีวิต สนใจทฤษฎีใหม่ๆ ที่สำคัญคือเคยพบเคยเห็นความยากลำบากของคนรุ่นพ่อแม่ จึงทำให้มีระเบียบวินัยและอดออม ขยันทำงานเพื่อสร้างชีวิตใหม่ มีความเคารพกฏกติกามรรยาทสังคม สร้างครอบครัว ยังมีความติดยืดกับระบบความคิดแบบเก่า แต่ก็รับเอาสิ่งใหม่ๆได้ด้วย

 5.Generation X เจเนอเรชั่น เอ็กซ์  เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2508-2522(ค.ศ.1965-1979) หลังจากเบบี้ที่บูมขึ้นมามากๆ อยู่ๆก็เกิดกระแสวิตกว่าประชากรจะล้นโลกเสียแล้ว เลยเกิดความนิยมคุมกำเนิด ยุคนี้โลกวิวัฒนาการไปมากพราะฟื้นตัวเต็มที่แล้ว มีคำเรียกคนยุคนี้อีกชื่อว่า "ยับปี้" (Yuppie) ย่อมาจาก Young Urban Professionals เพราะเกิดมาในยุคที่อยู่ในโลกที่สุขสบาย มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เศรษฐกิจก็มั่นคงขึ้น 

Sydney ค.ศ.1975

  คนรุ่นนี้ถูกเลี้ยงดูมาด้วยคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ดังนั้นจึงได้ลักษณะนิสัยของรุ่นเบบี้บูมเมอร์มาด้วยส่วนหนึ่ง แต่เพราะบรรพบุรุษได้สร้างรากฐานครอบครัวมาให้เป็นต้นทุนชีวิตให้แล้ว คนรุ่นนี้จึงมีบางสิ่งเปลี่ยนไปจากคนรุ่นก่อน เช่น ความอดทนในการทำงานน้อยลง มีความทะเยอทะยานเพราะต้องแก่งแย่งในสังคม ชอบความฟุ้งเฟ้อ และชอบหาความรู้ให้มากยิ่งขึ้น อยากสร้างตัวสร้างครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น เมื่อยุคนี้การแข่งขันเริ่มชัดเจน ดังนั้นคนยุคนี้จึงมีส่วนหนึ่งที่แยกพรรคแยกพวก มีความกล้าในการแสดงออกทั้งส่วนตนและที่คิดแบบเดียวกัน

6.Generation Y  เจเนอเรชั่น วาย  หรือ ยุค Millennials คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2523-2540(ค.ศ.1980-1997)  เจเนอเรชั่นนี้มาพร้อมกับความแตกต่างของอายุและความคิดระหว่างเจเนอเรชั่นเก่ากับใหม่ ซึ่งนับว่าแตกต่างกันอย่างมาก ยุคนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีอิทธพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์  คือ มีอินเทอร์เน็ตเข้ามาอยู่กับชีวิตประจำวัน จนแทบที่จะใช้เวลาแทบทั้งวันหมดไปกับโลกไซเบอร์

   คนเจเนอเรชั่นนี้ที่รับช่วงความสำเร็จมาจากบรรพบุรุษ จะไม่เคยผ่านความยากลำบาก ดังนั้นจึงขาดความอดทน ขาดความเข้าใจในความร่วมมือประนีประนอม ที่เป็นส่วนสำคัญของสังคมในยุคก่อน

   นอกจากนี้ การเลี้ยงดูคนรุ่นนี้แบบประคบประหงมเอาใจของพ่อแม่ ไม่ยอมให้ลูกลำบาก ตามใจลูกทุกอย่าง จึงทำให้คนรุ่นนี้ขาดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคม ขาดการยับยั้งชั่งใจเหมือนพบกับความผิดหวัง จึงเริ่มเพาะนิสัยเห็นแก่ตัวชอบเอาชนะ

ภาพจาก AMAZON.com

   คนรุ่นนี้จะแวดล้อมไปด้วยความเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆที่เห็นอยู่ทุกวัน ต้องคลุกคลีกับเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อินเทอร์เน็ตจะเข้ามามีอิทธิพลกับความรู้สึกนึกคิดมาก จนเกิดความแตกต่างระหว่างคนรุ่นนี้กับรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เกิดความเห็นต่างกับคนรุ่นเก่า เกิดความคิดเปรียบเทียบความรู้กับคนรุ่นเก่า เกิดความรู้สึกอยากเป็นผู้ชนะอยากเป็นผู้นำ คนรุ่นนี้จะไม่ชอบการถูกตีกรอบหรือกฏข้อบังคับ ถ้าก้าวหน้าเป็นใหญ่ในองค์กรไม่ได้ ก็ออกมาสร้างงานเป็นนายตนเองดีกว่า

   เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารรวดเร็วมาก ข่าวสารรู้เท่าทันกันได้ทั่วโลก จึงเหมือนกับโลกแคบลง จนเกิดคำว่า โลกาภิวัตน์(Globalization) หมายถึงโลกไร้พรมแดน

7.Generation Z เจเนอเรชั่น ซี  ฝรั่งจะออกเสียง Z ว่า ซี หมายถึงคนที่เกิดตั้งแต่พ.ศ.2541(ค.ศ.1998)มาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก อะไรๆก็ใช้เทคโนโลยีไปหมด ดิจิตอลก้าวล้ำสุดๆ วันๆจะขลุกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และโซเชี่ยลมีเดีย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนเริ่มน้อยลง

   เทคโนโลยี่ทางการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ในรุ่นนี้จะก้าวล้ำมาก จนกระทั่งโลกทั้งโลกอยู่ในโทรศัพท์มือถือ คนรุ่นนี้จะใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา เริ่มขาดการปฏิสัมพัมธ์ต่อสังคม


ภาพจาก st-remy-authentic.com

   คนรุ่นนี้จึงเป็นไปตามสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไป จะไม่ค่อยมีเพื่อน มักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ต้องการตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ จะไม่อยากเป็นลูกน้อง ดังนั้นคนรุ่นนี้จึงอยากที่จะสร้างงานด้วยตนเองมาก โดยจะเป็นการทำงานแบบสมัยใหม่ ที่สามารถทำที่บ้านได้ โดยใช้โลกอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ งานที่ทำจะใช้คนน้อย หรือใช้ตนเองทำเพียงคนเดียวด้วยทักษะการใช้คอมพิวเตอร์

8.Generation Alpha เจเนอเรชั่นอัลฟ่า ฝรั่งเขานับที่ค.ศ.2010หรือเกิดตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นไป ยุคนี้อะไรๆก็ดิจิตอล ตอนนี้คนเจเนอเรชั่นนี้ยังไม่มีบทบาทอะไรเพราะยังเด็ก แต่คนเจเนอเรชั่นอื่นๆเกรงว่าเจเนอเรชั่นอัลฟ่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมาแบบขาดปฏิสัมพันธ์สุดๆ เพราะจะใช้แต่โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับโลกไซเบอร์ จนขณะนี้คนเจเนอเรชั่นอื่นเกิดความกังวลว่า ต่อไปเด็กรุ่นนี้จะมีความรู้สึกถึงการแก่งแย่ง การแข่งขันจะรุนแรง เพราะขาดน้ำใจ ขาดความร่วมมือ ขาดสังคม มองตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก


ภาพจาก MR.KRON

   ในขณะนี้(ปี พ.ศ.2565) เรื่องเจเนอเรชั่นหลักๆที่ทั่วโลกยอมรับก็นับสุดท้ายไว้ที่ Generation Alpha หรือเรียกสั้นๆว่า เจนอัลฟ่า หรือ เจนอัล....แต่จากสภาพสังคมและเทคโนโลยี่ ทำให้มีมนุษย์เจเนอเรชั่นพันธุ์ผสมขึ้นมาแทรก เป็นเจเนอเรชั่นพิเศษที่ไม่ได้เรียงลำดับปีศักราชหรือยุคที่เกิด แต่ดูจากพฤติกรรม

 มนุษย์เจเนอเรชั่นพิเศษ

   นอกจากนี้ยังเกิดมนุษย์เจเนอเรชั่นพิเศษขึ้นมาไว้ประดับโลกด้วย พวกเขาไม่ใช่ใครที่ไหน ที่แท้ก็คือพวกมนุษย์พันธุ์ครึ่งร้อยอัฟนั่นเอง มนุษย์พันธุ์พิเศษที่เก่าแต่เก๋าส์..ว่ะ

   มนุษย์พันธุ์ครึ่งร้อยอัฟทั้งหมดคือ Baby Boomer ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่เกือบเก่าสุดไปแล้ว อาจมีSilent Generation เหลืออยู่บ้างแต่ก็ชราภาพเต็มทีแล้ว เบบี้บูมเมอร์พ่วงด้วยเจเนอเรชั่นX มีอยู่ไม่น้อยที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้ แถมยังสนุกไปกับเทคโนฯและโซเซี่ยลได้ อยู่ในโลกไซเบอร์ได้ คนแก่แต่เก๋าส์กลุ่มนี้ถูกจัดให้เป็น เจเนอเรชั่น ซี Generation C ชื่อนี้มาจากคำว่า Connected Generation

Generation C เจเนอเรชั่น ซี หรือ  Connected Generation

   ถ้านับเอายุคปัจจุบันที่ พ.ศ.2565 ผู้เขียนเองต้องสะดุ้งไปเหมือนกันว่า นี่ตัวกรูนี้มีวัยหลังเกษียณเข้าให้แล้ว แถมยังกลายเป็นคนที่เกิดอาการที่ว่า นึกเรื่องเก่า เล่าความหลัง กินของขม ชมเด็กสาว อันเป็นกฏสี่ประการที่บ่งชี้ว่าเริ่มแก่ แต่ข้อที่ว่าชมเด็กสาวนี้ ผู้เขียนยังพอยั้งไว้อยู่ จึงหมายความว่ายังไม่แก่เพราะยังไม่ครบกฎสี่ข้อที่ว่า อย่างไรก็ตามมาพักหลังๆชักเห็นเด็กสาวสมัยนี้ว่าน่ารัก และน่าสนับสนุนทุนการศึกษาค่าขนมค่าอพาร์ทเม้นท์ เป็นที่ยิ่ง


ภาพจากcolourbox.com

   คนในเจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์ ในพ.ศ.2565นี้ ทั้งหมดเป็นคนที่มีอายุครึ่งร้อยอัฟทั้งนั้น จะอยู่ในช่วงอายุ 58 ถึง 76 ปี นับได้ว่าชาวเบบี้บูมเมอร์ นี้ มีทั้งท่านที่ยังแข็งแรงและร่วงโรย ได้ผ่านได้พบเห็นอะไรมามาก ความสำเร็จความล้มเหลวก็ได้พบมาเยอะ ความรักความหลังของมนุษย์พันธุ์ครึ่งร้อยอัฟเบบี้บูมเมอร์ ต่างก็คงมีอดีตให้ระลึกถึงอยู่อย่างไม่หวาดไม่ไหว

   คนในเจเนอเรชั่นใหม่มักคิดว่า พวกเบบี้บูมเมอร์นี้เป็นพวกโบราณ(ได้ไงวะ) เป็นพวกตกยุคตกโลกไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเพราะเจเนอเรชั่นเก่ากับใหม่ล่าสุดมันมีอายุห่างกันมาก คิดดูง่ายๆว่าชาวเบบี้บูมเมอร์ที่แก่สุด ณ พ.ศ. นี้ ก็ปาเข้าไปถึง 76ปีแล้ว ที่หนุ่มสุดก็ 58ปี ชีวิตความเป็นอยู่ก็แตกต่างกับยุคใหม่เอามากๆ ซึ่งพิสูจน์ได้ง่ายๆว่า ชาวเบบี้บูมเมอร์แค่ยุคปลายๆเล่าเรื่องในอดีตให้เด็กรุ่นใหม่ฟัง มันไม่เชื่อแล้วยังหาว่าโกหกมันเสียอีก เช่น เงินสิบสตางค์ซื้อท๊อฟฟี่ได้หนึ่งเม็ด ข้าวแกงจานละ1บาท เล่าให้ตายเด็กมันก็ไม่เชื่อ ยิ่งถ้าเบบี้บูมเมอร์ยุคต้นๆเล่าเรื่องเก่าๆให้ฟัง อย่างนี้เด็กมันคงหาว่าเป็นอัลไซเมอร์แน่ๆ


ภาพจาก istockphoto.com

   สำหรับข้าพเจ้าผู้เขียนเองมีความเห็นว่า คนที่เป็นเจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์ จะเป็นคนที่ได้ผ่านอดีตที่ค่อนข้างยังเป็นแบบสมัยเก่า และได้ผ่านเข้าสู่ในยุคสมัยใหม่ช่วงต่างๆจนถึงยุคดิจิตอล ดังนั้นชาวเบบี้บูมเมอร์ จึงคาบลูกคาบดอกระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ แน่นอนว่าเบบี้บูมเมอร์หลายๆท่านคงขัดๆที่จะเข้ากับคนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ความคิดความอ่านก็ขัดแย้งกัน แต่ก็มีเบบี้บูมเมอร์อีกเป็นจำนวนมากที่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ได้ ข้อนี้เป็นความสามารถพิเศษของชาวเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งมาจากการได้ทันเห็นโลกเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

   มนุษย์พันธุ์ครึ่งร้อยอัฟเบบี้บูมเมอร์ ที่มีพื้นฐานชีวิตมีโอกาสในการศึกษา ก็มีส่วนทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับยุคใหม่ได้ แถมยังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตแบบสะสมไมล์มาเหลือเฟือ คนเจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์ นั้น จะให้ไปกราบหาพระอาจารย์ฟังธรรมปฏิบัติธรรมก็ชอบ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังก็เสาะหา ถึงสมัยนี้จะว่าเป็นเรื่องงมงายกรูก็ไม่สน เพราะกรูเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง 


ถึงจะแก่แต่ก็เจ๋งนะ

   ในขณะเดียวกันกับที่ชาวเบบี้บูมเมอร์ ห้อยพระคาดตะกรุดพกปลัดขิกหยิบสีผึ้งสีปาก มือหนึ่งถูหัวปลัดขิกภาวนาจีบหญิง อีกมือหนึ่งถือ iphon ipad ชาวเบบี้บูมเมอร์สามารถทำตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆได้ มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ชำนาญการทางด้านนี้อีกไม่น้อย ผู้เขียนเคยเจอเด็กรุ่นใหม่ที่มันคิดว่าคนรุ่นผู้เขียนนี้ไม่มีทางที่จะรู้เรื่องเทคโนโลยีเลย เพราะไปซื้อสายไฟเคสคอมพิวเตอร์ที่ห้างพันธุ์ทิพย์ ไอ้เจ้าเด็กคนขายมันเห็นผู้เขียนหยิบสายไฟสำหรับคอมพิวเตอร์ มันร้องเลยว่า..ป๋าๆ แบบนี้ใช้กับหม้อหุงข้าวไม่ได้ เออแน่ะ..ดูมันทำ เลยต้องบอกมันไปว่า ตัวกรูนี้ออกสเปคประกอบคอมโอเวอร์คล็อกได้เองเลยนะเว้ย และอย่าเรียกกรูว่า ป๋า

   เบบี้บูมเมอร์ที่ปรับตัวไปกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามยุคได้ ใช้โซเชี่ยลมิเดียได้ อยู่ในโลกไซเบอร์ได้ แบบนี้ฝรั่งเรียกว่าเป็นเบบี้บูมเมอร์(รวมเจน Xด้วย) ที่จัดว่าเป็นคนเจเนอเรชั่นซี(Generation C)

   ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมวิวัฒนาการและสังคมของแต่ละเจเนอเรชั่น ทำให้ต่างคนต่างวัยมีพื้นฐานทางความคิดไม่เหมือนกัน นับเป็นช่องว่างระหว่างวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 Generation ME  

      การนับปีศักราชที่เกิดให้เป็นขอบเขตการกำหนดเจเนอเรชั่น ขณะนี้มันก็มาถึง Generation Alpha เป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด แต่แล้วจากสภาพของสังคมในเวลาปัจจุบัน กลับทำให้เกิดมีคนรุ่น Generation Y ที่ปัจจุบัน(พ.ศ.2565)ที่มีอายุระหว่าง 25ปีจนถึงอายุ40ปีบวกลบเล็กน้อย และคน Generation  Z เกิดความผันแปรไปตามสภาพการเลี้ยงดู และจากสภาพแวดล้อมสภาพสังคมรอบด้าน และ จากสภาพแวดล้อมของการทำงาน

     จากความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ในที่สุดก็ทำให้เกิดมีคนจำนวนหนึ่งของ Generation Y และ Generation Z นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีคนใน Gen. x บางส่วนด้วยไหลไปกับกระแสสังคมและสภาพแวดล้อมของยุคใหม่ ที่เรียกว่ายุคมิลเลนเนียล ( Millennials ) หรืออีกด้านหนึ่งเรียกยุคดิจิทัล แล้วให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นใหญ่ เพราะหลงไปกับโลกไซเบอร์ โลกอินเทอร์เน็ต จนหลุดออกจากโลกของความเป็นจริง คนเหล่านี้จะมีความรู้สึกว่า สิ่งที่ตนรู้สิ่งที่ตนเองเชื่อนั้น คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด จึงไม่ยอมรับความเห็นต่าง ไม่ยอมรับความรู้ของคนรุ่นก่อนๆ จะรู้สึกต่อต้อนความเห็นที่ไม่ตรงกับความเห็นของตัวเอง จะเชื่อมั่นในข้อมูลที่ตนเองได้รับจากโลกอินเทอร์เน็ต และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับโลกอินเทอร์เน็ต

     เมื่อคนเหล่านี้ไม่รับฟังผู้อื่นในทุกกรณี ดังนั้นจึงมีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้ที่มีความถูกต้องเสมอ จะมีความรู้สึกว่าโดนกลั่นแกล้งจากคนที่เห็นต่าง จะตีค่าความสามารถของตนเองไว้สูงลิบลิ่ว มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนรุ่นเก่า แม้แต่บรรพบุรุษของตนเอง

   คนในกลุ่มนี้จะชอบความมีอิสระเสรีโดยนึกว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ส่วนหนึ่งจะไม่นึกถึงว่าสิทธิส่วนบุคคลที่ดีจะต้องไม่ไปล่วงสิทธิของผู้อื่น หรือสิทธิอิสระที่ทำนั้น อาจผิดศีลธรรมผิดจารีตประเพณีผิดกาลเทศะ แม้แต่มุมมองในเรื่องเซ็กซ์ เช่น การมีคู่มีเพศสัมสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อย การเปลี่ยนคู่เลิกร้างกันง่ายๆ การแสดงออกทางด้านเซ็กซ์

   ข้อดีของคนกลุ่มนี้คือ จะมีความมุ่งมั่นสูง พยายามไปถึงจุดเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ มีจินตนาการในมุมมองใหม่ๆ มีทักษะสูงทางการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

   จากพฤติกรรมที่ตนเองต้องเป็นฝ่ายถูก ต้องได้รับ ต้องชนะ จึงเริ่มมีการเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Generation ME แปลเป็นไทยแบบดิบๆทำนองว่า อะไรๆก็ต้องเป็นของกู

 

ความเศร้าของพ่อแม่ที่ลูกกลายเป็น Generation ME

   ข้าพเจ้าพบตัวอย่างของ Generation ME ที่น่าเศร้าใจจากเพื่อนรุ่นพี่ จึงขอเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์ เรื่องมีอยู่ว่า...

   รุ่นพี่สองคนผัวเมียมีความสนิทสนมกับข้าพเจ้ามาก เป็นคนมีการศึกษาดีจบปริญญาทั้งคู่ เป็นเจ้าของกิจการที่คนนับหน้าถือตาเป็นอย่างสูง ทั้งสองคนมีลูกสาว 1 คน นับปีเกิดก็เป็น Generation  Z ซึ่งข้าพเจ้าเห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังไม่เรียนชั้นมหาวิทยาลัย

   รุ่นพี่ของข้าพเจ้านั้นเลี้ยงดูลูกมาในแบบที่เรียกว่าคุณหนูๆ ประคบประหงมตามใจลูกทุกอย่าง ซื้อของกินของใช้ที่ดีและทันสมัยแต่เกินความจำเป็นให้ลูกอยู่เสมอ แถมยังคล้อยตามความเห็นของลูกแบบไม่ขัดใจ ในตอนนั้นข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า เด็กคนนี้มีรสนิยมสูงมาก และที่สำคัญคือ ไม่เกรงใจพ่อแม่ กล้าต่อว่าหรือโต้เถียงตำหนิอย่างไม่ถนอมน้ำใจ ซึ่งพ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะรักลูก ทั้งยังเอาใจลูกโดยชมว่าลูกคิดถูกทำถูก

   เมื่อลูกเรียนจบปริญญาตรี ก็ส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ โดยที่ขณะนั้นสภาพทางการเงินของรุ่นพี่ไม่ดีแล้ว เนื่องจากกิจการบริษัทอยู่ในสถานะที่ไม่ดีเป็นอย่างมาก แต่ก็พยายามหาเงินอย่างยากลำบากเพื่อส่งลูกเรียน พอลูกเรียนจบกลับมาเมืองไทย รุ่นพี่ก็วิ่งเต้นฝากงานให้ลูกได้เข้าทำงานในบริษัทที่ดีๆ

   ต่อมารุ่นพี่มาปรับทุกข์ให้ฟังว่า มีปัญหาระหองระแหงกับลูกบ่อย ทั้งมีความรู้สึกว่าลูกสาวจะเห็นว่าพ่อแม่นั้นเกะกะน่ารำคาญ หลายครั้งโทษพ่อแม่ว่าทำผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ราวกับว่าพ่อแม่ไม่มีการศึกษา และสิ่งที่รุ่นพี่เพิ่งสังเกตเห็นก็คือ ลูกสาวจมอยู่กับโลกอินเทอร์เน็ต

   ความขัดแย้งของลูกสาวมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนขัดแย้งกับคนรุ่นที่อายุมากกว่า และในที่สุดลูกสาวคิดขัดแย้งในระดับเจเนอเรชั่นกันเลยทีเดียว โดยลูกสาวบอกว่า “คนรุ่นพ่อแม่ทำให้ประเทศและโลกไม่เจริญ สร้างปัญหาให้คนรุ่นลูกหลานไม่จบสิ้น พวกคนรุ่นลูกจะเข้ามาล้างระบบเน่าๆที่พวกคนแก่สร้างไว้”..!!!

ภาพจาก alert-1.com
   ปัจจุบันรุ่นพี่เป็นโรคซึมเศร้า ทุกวันนั่งรอลูกกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้านด้วยความเป็นห่วง ถึงจะดึกแค่ไหนก็นั่งรอลูกที่บ้าน ส่วนลูกสาวเมื่ออยู่บ้านก็ยังคงอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต

   ตัวอย่างของ gen. ME อีกเรื่องหนึ่ง เป็นคนในช่วงปลายๆของ Gen. Y ที่กลายเป็น Gen ME

   รุ่นน้องเป็นคนมีฐานะดีมีลูกชายคนหนึ่ง ลูกชายเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเอกชนในระดับหรู จะเรียนเก่งหรือไม่เก่งก็ไม่ได้ถามพ่อของเขา เมื่อเรียนแบบหรูแพงระยับแล้วยังไม่พอ ชีวิตของเจ้าเด็กคนนี้ก็หรูตามไปด้วยเพราะพ่อแม่หาเงินไว้ให้เยอะ แต่ก่อนที่จะเรียนจบดันไปทำผู้หญิงท้อง ซึ่งก็คือเพื่อนนักศึกษาด้วยกันนั่นเอง แถมยังมีทีท่าลังเลจะไม่รับผิดชอบด้วย

   พอเรียนจบพ่อแม่จึงให้รีบแต่งงานทันที ไม่งั้นเดี๋ยวผู้หญิงท้องโตความลับแตกจะอายคนอื่น เมื่อแต่งงานแล้วเขาก็ให้พ่อแม่ลงทุนตั้งบริษัทให้ เหตุผลของเขาก็คือ “เรียนจบมาสูง ไม่ต้องการทำงานเป็นลูกน้องใคร” ตอนนั้นข้าพเจ้ายังนึกในใจว่า...เอ็งยังไม่เคยทำงานแต่อยากเป็นเจ้าของบริษัทเสียแล้ว...แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไร

   พ่อแม่สร้างบริษัทให้ลูกตามที่ขอ ซึ่งเป็นการสร้างจริงๆโดยที่ไม่ใช่การเช่าห้องในตึกใหญ่แบบคนอื่น คือ เล่นถมที่ดินและก่อสร้างอาคารบริษัทกันเลย ตอนนั้นข้าพเจ้าชักสังหรณ์ใจไม่ดีแล้ว แต่มันเงินของเขาเรื่องของเขาลูกของเขา เราไปออกความเห็นจะไม่ดี จึงได้แต่มองและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ

   เมื่อมีบริษัทเป็นของตัวเอง เจ้าเด็กคนนี้เริ่มด้วยการให้พนักงานเรียกตัวเองว่า “บอส” และตัวเองก็ใส่สูท(ซึ่งไม่จำเป็นเลย)ชุดใหญ่มาทำงานทุกวัน เป็นสูทชุดใหญ่ที่มีพร้อมทั้งเสื้อกั๊กเนกไท แน่นอนว่าเป็นของร้านสูทหรูเลิศ ส่วนเครื่องประดับเครื่องแต่งตัวก็ระดับบอสของจริง นาฬิกาของไอ้หนุ่มนี่มีราคาประมาณ 100เท่าของนาฬิกาข้าพเจ้า  ส่วนชุดของเมียก็หรูหราสวยงามเช่นกัน แต่ของผัวนี้มันหรูเลิศ แบบที่ภาษาของคนยุคก่อนที่เรียกแสลงขำๆว่า “เริ่ดหรูสะแมนแตน”

   ทั้งๆที่เจ้าหนุ่มเพิ่งเรียนจบยังไม่เคยทำงานเลย แต่เจ้าหนุ่มรุ่นหลานคนนี้บริหารงานเองตัดสินใจเองวางนโยบายบริษัททุกอย่าง ฝ่ายเมียก็ชอบชมและชอบพรีเซ้นต์ว่าผัวนี้เก่งเป็นผู้บริหารชั้นเลิศ ในที่สุดบริษัทก็ดำเนินงานมาครบ 1 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไอ้เจ้าหนุ่มจัดงานเลี้ยงฉลองผลประกอบการว่า มียอดขายดีมีกำไรงาม แต่ดันไม่คิดถึงทุนที่พ่อแม่ออกให้ เจ้าหนุ่มแถลงว่าขอให้รางวัลตนเองด้วยรถยนต์คันใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าตามรสนิยมของเจ้าหนุ่มนี้ต้องเลิศหรู รถที่เอาเงินที่คิดว่าได้กำไรมาซื้อนั้นก็คือ Porsche

   จากสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จของเจ้าหนุ่มในปีแรก เจ้าหนุ่มยังคงบริหารงานใช้ความคิดแบบไม่ฟังความเห็นของผู้อื่น เพราะเชื่อว่าตนเรียนมาสูงเรียนมาแบบคนสมัยใหม่ ในที่สุดบริษัทก็เริ่มสั่นคลอน...

   ขณะนี้ Generation ME ได้เริ่มเป็นที่จับตามองของคนรุ่นเก่ากว่า เริ่มทำให้ต้องคิดวิเคราะห์ถึงสังคมของมนุษย์ที่จะต้องดำเนินต่อไป...อย่างน่าหนักใจ

หมายเหตุ

เรื่อง  เรียบเรียงจากบทความหลายที่ Sanook.com , ลม เปลี่ยนทิศ , Dr.Chanvit , Kapook.com

ภาพ  จากอินเทอร์เน็ต ตามที่บอกไว้ในภาพ