วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หลวงพ่อกับของวิเศษ 8.ท่านเจ้าคุณนรฯ ธมฺมวิตกฺโก


พระภิกษุเจ้าคุณนรฯ ธมฺมวิตกฺโก วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

  อาชีพงานโลหะของทางบ้านข้าพเจ้า มีส่วนที่เกี่ยวพันกับวัดวาอารามอยู่บางส่วน ทำให้ข้าพเจ้าได้คุ้นเคยกับพระสงฆ์องค์เจ้ามาตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็ก ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่หลวงพ่อต่างๆมอบพระเครื่องให้อยู่เสมอ เรียกว่ามีพระเครื่องห้อยคอยมาตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยเรียน

  วัยเด็กเล็กทำให้จำไม่ได้ว่าเคยมีประสบการณ์ของวิเศษของหลวงพ่อรูปใดมาบ้าง เหตุการณ์มันนานมาแล้วนานมากๆ มีที่พอจำได้คลับคล้ายคลับคลา คือจำเหตุการณ์ได้แต่จำหลวงพ่อที่ห้อยคอไม่ได้ พอถึงวัยเรียนชั้นประถมปลาย ก็เกิดประสบการณ์วัตถุมงคลหลวงพ่อกับของวิเศษที่จำได้แม่นเป็นครั้งแรก ก็คือประสบการณ์ของวิเศษของหลวงพ่อเจ้าคุณนรฯ(ธมฺมวิตกฺโก)วัดเทพศิรินทรฯ

  โรงเรียนประถมปลายที่ข้าพเจ้าเรียนนั้น เมื่อ50กว่าปีก่อนนับเป็นโรงเรียนชั้นนำของกรุงเทพฯ มีคณะดูงานมาเยี่ยมชมบ่อยๆ โรงเรียนอยู่คนละฝั่งถนนกับวัดเทพศิรินทรฯ ในยุคนั้นคนแถวเวิ้งนาครเขษม สะพานเหล็ก วังบูรพา วรจักร สวนมะลิ พลับพลาชัย ใครๆก็ได้ยินชื่อเสียงของพระภิกษุธมฺมวิตกฺโก ซึ่งต่างก็เรียกกันว่า ท่านเจ้าคุณนรฯ ทางบ้านข้าพเจ้าก็เช่นกัน เพราะบ้านข้าพเจ้าอยู่ห่างจากวัดเทพศิรินทรฯ 3 ป้ายรถเมล์

  เด็กโรงเรียนข้าพเจ้านั้น พอทะเลาะกันก็จะท้ากันให้ไปชกต่อยกันที่ฝั่งวัดเทพศิรินทรฯ...รวมทั้งกรูด้วย เอ๊ย ข้าพเจ้าด้วย...แต่จะไม่มีใครไปชกต่อยกันใกล้กุฏิท่านเจ้าคุณนรฯเลย แม้ปีสุดท้ายที่เรียนที่นี่ซึ่งท่านเจ้าคุณนรฯมรณภาพไปแล้ว พวกข้าพเจ้าก็ไม่ไปชกต่อยกันแถวกุฏิของท่าน แปลกดีเหมือนกัน

  ถ้าเดินผ่านกุฏิของหลวงพ่อเจ้าคุณอุดมฯ ท่านจะกวักมือเรียกให้เข้าไปรับแจกขนมของกิน และแจกพระเครื่องท่านเจ้าคุณนรฯให้ทุกๆคน ทางบ้านข้าพเจ้านั้นได้รับพระเครื่องท่านเจ้าคุณนรฯหลายองค์ แม้ในวันที่พระราชทานเพลิงสังขารท่าน ก็ได้รับแจกมาหลายองค์ พร้อมโปสเตอร์รวมวัตถุมงคลท่านเจ้าคุณนรด้วย บิดาของข้าพเจ้าได้เอาไปใส่กรอบไว้บูชา



  ท่านเจ้าคุณนรฯนั้นเป็นพระสงฆ์ไม่มีสมณศักดิ์เจ้าคุณแต่อย่างไร ที่เรียกนามท่านว่าเจ้าคุณนรฯ ก็เพราะก่อนท่านบวชท่านรับราชการมีบรรดาศักดิ์เป็นที่ พระยานรรัตนราชมานิต นามเดิมว่า ตรึก จินตยานนท์ พอท่านบวชถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 คนทั้งหลายก็เรียกนามท่านตามบรรดาศักดิ์เดิมว่าท่านเจ้าคุณนรฯ

  ท่านเจ้าคุณนรฯปฏิบัติธรรมอย่างเงียบๆภายในวัดเทพศิรินทรฯ ต่อมาเมื่อมีการสร้างวัตถุมงคลของวัด ก็นิมนต์ท่านอธิษฐานจิต แล้วปรากฏประสบการณ์คุ้มครองป้องกันภัยดีเยี่ยม จนเป็นที่เลื่องลือ ข้าพเจ้านับถือว่าเป็นหลวงพ่อกับของวิเศษ

  ประสบการณ์เฉียดตายครั้งหนึ่งของข้าพเจ้า... ตอนนั้นเรียนชั้นประถมปลาย ได้ไปเดินสวนสนามวันลูกเสือแห่งชาติที่สนามกีฬาศุภชลาศัย ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวงรัชกาลที่ 9

  โรงเรียนอยู่ห่างสนามศุภฯประมาณ 5-6ป้ายรถเมล์ จึงทำเป็นกิจกรรมเดินทางไกลระยะสั้นของลูกเสือ โดยเดินไปทางวัดเทพศิรินทรฯแล้วข้ามคลองผดุงกรุงเกษมตรงหน้ากองบังคับการตำรวจรถไฟ พอถึงตรงนี้ก็จะเป็นเขตสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นส่วนที่พ้นจากอาคารสถานีแล้ว

  พวกข้าพเจ้าเดินข้ามรางรถไฟซึ่งตรงนั้นมีหลายรางมาก พอเดินตรงไปเรื่อยๆก็จะถึงสนามศุภฯ ไปจัดแถวกลางสนามกีฬา รอถวายคำสัตย์ของลูกเสือ

  ขากลับครูให้เดินกลับโรงเรียน พอเดินผ่านสถานีหัวลำโพงส่วนที่เป็นที่ตรวจซ่อมรถไฟ ตรงนั้นมีรถไฟจอดขวางทางพอดี ไม่มีคนอยู่แถวนั้นเลย เนื่องจากเขตนั้นไม่ใช่ชานชลารถไฟ บันใดรถไฟจึงอยู่สูงจากพื้นมาก คุณครูจึงขึ้นบันใดของตู้รถข้ามไปก่อนเพื่อรอรับเด็กนักเรียนให้ลงมาได้ โดยข้าพเจ้าคอยดันก้นเพื่อนๆให้เพื่อนปีนขึ้นบันไดรถไฟไปลงอีกฟาก สุดท้ายเหลือข้าพเจ้าคนเดียว

  พอข้าพเจ้าจะปีนขึ้นไปก็นึกแผลง ๆ เลยมุดลอดใต้รถไฟแทน ขณะที่มุดเข้าไปใต้รถไฟนั้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนเรียกว่า... "ไอ้หนูอย่าซน รีบถอยออกมาเร็ว ๆ" ข้าพเจ้ามองจากใต้รถไฟไปด้านหลัง...เห็นข้อเท้าและชายจีวรพระสีเหลืองๆยืนรออยู่...จึงรีบคลานถอยหลังออกจากใต้ท้องรถไฟขบวนนั้น

  พอหัวพ้นล้อรถไฟแค่วินาทีเดียว รถไฟก็เคลื่อนที่ทันทีขนาดว่าล้อรถโดนปลายปีกหมวกลูกเสือ เลยตกใจหงายท้องใจสั่นไปหมด ถ้าตอนนั้นไม่ถอยออกมา ก็ไม่พ้นล้อเหล็ก

  พอมองหาพระสงฆ์ที่เรียกให้ออกมาก็ไม่มีใครอยู่เลย ขณะนั้นข้าพเจ้าแขวนเหรียญท่านเจ้าคุณนรฯ ธมฺมวิตกฺโก เพียงเหรียญเดียว!!!! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์หลวงพ่อกับของวิเศษที่จำได้ครั้งแรกในชีวิต ของวิเศษหลวงพ่อธมฺมวิตกฺโกวัดเทพศิรินทรฯ

ตอนรอดรถไฟแขวนเหรียญพิมพ์นี้


  ข้าพเจ้ายังแขวนเหรียญนี้จนเรียนจบสอบเข้าชั้นมัธยมก็ยังแขวนอยู่ จนกระทั่งไปเข้ากิจกรรมลูกเสือที่ค่ายลูกเสือกำแพงแสน จ.นครปฐม ไปกางเต็นท์ในบริเวณที่กำหนด มีการใช้มีดบ้างขวานบ้างตัดกิ่งไม้มาทำกิจกรรม เช่นทำเสา ทำฟืน

  ในระหว่างที่ทุกคนก้มๆเงยๆปรับพื้นเพื่อกางเต้นท์ อยู่ๆก็มีมีดปลิวมาเฉี่ยวข้าพเจ้าไปนิดเดียว ปรากฏว่าไอ้เพื่อนทางด้านหลัง มันใช้มีดฟันกิ่งไม้เพื่อเอามาทำเสาหน้าเต้นท์ แต่มีดดันชำรุดด้ามหลวม พอฟันกิ่งไม้อย่างแรง ใบมีดจึงหลุดจากด้ามพุ่งมาทางข้าพเจ้า เฉียดไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เพื่อนก็ฮือฮาว่าข้าพเจ้ามีของดี

  ตอนกลางคืนไอ้เพื่อนร่วมเต้นท์มันกลัวผี จึงอ้อนวอนขอยืมเหรียญท่านเจ้าคุณนรฯไปห้อยคอ ขัดไม่ได้ก็ให้มันยืมไป ในที่สุดก็ไม่ได้คืน..ซะงั้น

ภาพต้นแบบเหรียญสังฆาฏิ

เมื่อถึงวัยทำงานใหม่ๆ ข้าพเจ้าเอาเหรียญท่านเจ้าคุณนรฯรุ่นสังฆาฏิไปเลี่ยมแขวนติดตัวองค์เดียว วันหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์กลับเข้าบริษัท ตอนนั้นยังขับไม่แข็ง โดนรถยนต์เฉี่ยวจนเสียหลัก มอเตอร์ไซด์ล้มไถล ข้าพเจ้ากระเด็นหัวกระแทกกับเสาเหล็กที่ตัดเป็นตอสูงเท่าหน้าแข้ง แล้วตกใจนั่งงงๆอยู่กับที่ แถมมอเตอร์ไซด์ก็ยังไถลมาทับคร่อมตัวข้าพเจ้าเสียอีก มีคนใจดีวิ่งมาช่วยหลายคน ใครๆต่างนึกว่าข้าพเจ้าคงเจ็บหนัก

  ปรากฏว่าข้าพเจ้าไม่เป็นอะไรเลย แค่ตะเข็บกางเกงตรงก้นขาด ไฟหน้าแตกหลุดออกมา ไฟเลี้ยวหัก แกนบีบคลัทช์หัก แฮนด์มอเตอร์ไซด์บิดไปเกือบ 90 องศา จนขับรถไม่ได้

  หลังจากนั้นก็ไม่ได้อาราธนาพระท่านเจ้าคุณนรฯมาแขวนอีก เพราะแขวนทีไร พวกรุ่นพี่บริษัทชอบมาขอ ไม่ให้ก็ไม่ได้ ยังเจ็บใจจนทุกวันนี้

  รุ่นพี่คนหนึ่งมาไถพระท่านเจ้าคุณนรฯพิมพ์ใบโพธิ์เนื้อผงจากข้าพเจ้า วันหนึ่งไปเมาเหล้าทะเลาะกับจิ๊กโก๋โต๊ะข้างๆ โดนตีด้วยขวดเบียร์ ขวดเบียร์แตกกระจายแต่ตัวคนไม่เป็นอะไรเลย เหตุการณ์นี้ทำให้คนในบริษัทมารุมไถพระท่านเจ้าคุณนรฯจากข้าพเจ้าอีกหลายองค์ 

  ตรงนี้จำไว้ให้ดีๆ จะพูดถึงครั้งเดียวว่า....เรื่องรายละเอียดของวัตถุมงคลท่านเจ้าคุณนรฯในยุคนั้น ไม่เหมือนในสมัยนี้หลายเรื่อง คนรุ่นก่อนข้าพเจ้าและรุ่นข้าพเจ้าที่เป็นรุ่นเด็กแต่ทันรู้ข่าว จะเล่นหาและไม่เล่นวัตถุมงคลท่านเจ้าคุณนรฯบางรุ่นที่ต่างจากปัจจุบัน

เหรียญปรกจเรของข้าพเจ้า


ปรกจเรด้านหลัง


  ในปัจจุบันถ้าจะเสาะหาวัตถุมงคลท่านเจ้าคุณนรฯ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร เอาเป็นว่าถ้าเป็นคนรุ่นก่อนข้าพเจ้าและอย่างน้อยก็รุ่นข้าพเจ้าที่เป็นรุ่นเล็กในยุคนั้น ถ้าราคาพอสู้ไหว จะเก็บพระผงใบโพธิ์(เพราะดูโค๊ตง่ายมาก) เหรียญสังฆาฏิ ต หางยาวที่ราคาไม่แรง หรือถ้าพิมพ์นิยมราคาแพงขึ้นก็ ต หางสั้น และเหรียญปรกจเร ส่วนพระพิมพ์อื่นๆจะแพงมาก แถมหลายพิมพ์คนยุคก่อน...ไม่เล่น


    ท่านเจ้าคุณนรฯเคยบอกไว้ว่า ถ้าไม่มีวัตถุมงคลของท่าน เมื่อถึงคราวคับขัน ก็ให้อธิษฐานออกนามท่านว่า ธมฺมวิตกฺโก ก็จะช่วยได้

   ธมฺมวิตกฺโก อ่านว่า..ธัมมะวิตักโก

บทความ จากความระลึกถึงหลวงพ่อเจ้าคุณนรฯ ธมฺมวิตกฺโก

ภาพ จากสื่ออินเทอร์เน็ต และเหรียญของข้าพเจ้า





 

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หลวงพ่อกับของวิเศษ 7 หลวงพ่อสุดวัดกาหลง


หลวงพ่อสุด วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร

  ในช่วงที่ข้าพเจ้าเรียนช่างกล (เกือบ 50ปีแล้ว) มีพระอาจารย์รูปหนึ่งดังมาก ๆ และวัตถุมงคลเหรียญของท่านจะมีสัญลักษณ์เด่นเป็นรูปเสือ จะเรียกกันว่า เหรียญเสือเผ่น เหรียญเสือหมอบ พระอาจารย์รูปนี้ก็คือ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

  ครั้งแรกที่ข้าพเจ้ารู้จักหลวงพ่อสุดก็เพราะแถว ๆ บ้านย่านเวิ้งนาครเขษมที่ย่าอาศัยอยู่มีคนนับถือหลวงพ่อสุดอยู่ด้วย พอเขาจัดกฐินผ้าป่าก็มาขอความร่วมมือเป็นกรรมการ ย่าก็ร่วมทำบุญด้วยทุกครั้ง ได้รับแจกเหรียญหลวงพ่อสุดและผ้ายันต์สีแดง เหตุที่ข้าพเจ้ารู้จักหลวงพ่อสุดก็เพราะเห็นเหรียญมีรูปเสือดูสวยดี พอถามย่าถึงได้รู้ว่าเป็นหลวงพ่อสุด เหรียญนี้เป็นรุ่นเสือหมอบ

  ต่อมาได้รับเหรียญจากหลวงพ่ออีก ข้าพเจ้าจึงเลี่ยมพลาสติกให้น้องชายคนโตห้อยคอไว้ ภายหลังน้องซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนไปเที่ยวตามประสาวัยรุ่น แล้วรถลื่นไถลล้มกระเด็น มอเตอร์ไซค์เสียหาย มือจับเบรกหน้าหัก คันเหยียบเกียร์งอ กระจกรถหัก คนขับเจ็บหนัก แต่น้องชายไม่เป็นอะไรเลย

  เมื่อข้าพเจ้าเรียนช่างกลก็เข้าสู่ยุคฝ่าดงตีน เคยผ่านประสบการณ์ยกพวกตีกันหลายครั้ง เคยบุกเดี่ยวฝ่าดงตีนไปหาสาวพาณิชย์ก็หลายครั้ง... แหม ชักคิดถึงเธอคนหนึ่ง และเธอ ๆ ทั้งหลาย... แล้ววันหนึ่งก็ได้เห็นประสบการณ์วัตถุมงคลหลวงพ่อสุด วัดกาหลง เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า แต่เกิดกับเพื่อน เกิดในตอนที่พวกข้าพเจ้าตีกันกับอาชีวะแห่งหนึ่ง ซึ่งข้ามถิ่นมาหาเรื่องถึงถิ่นข้าพเจ้า แบบนี้ก็ต้องยกพวกตีกัน... ตามระเบียบ

  วันนั้นพวกข้าพเจ้า 6 คนและรุ่นน้องอีก 1 ยืนอยู่แถวป้ายรถเมล์ ก็แค่รอรถเมล์จะไปเที่ยวต่อแล้วค่อยกลับบ้าน อยู่ ๆ มีรถเมล์มาจอด บนรถมีอาชีวะโรงเรียนหนึ่งมากันเต็มคันรถร่วม 20 คน พวกนี้มองลงมาที่พวกข้าพเจ้า ตอนนั้นข้าพเจ้าเห็นพวกฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่า ก็รู้ตัวแล้วว่าพวกนี้ต้องลงรถมาหาเรื่องแน่ ๆ ...ก็ต้องตีกันอีกแล้ว


  ฝ่ายตรงข้ามลงรถมาจริง ๆ กรูเข้ามารุมตีพวกข้าพเจ้า จำได้แม่นว่าข้าพเจ้าถีบรุ่นน้องที่มันเป็นเด็กเรียน ให้มันกระเด็นเข้าไปหลบอยู่ในตึกแถวตรงนั้นพอดี แล้วเหตุการณ์ก็ชุลมุน ข้าพเจ้านึกในใจว่า วันนี้พวกกูคงแย่เพราะฝ่ายเราเหลือแค่ 6 คน แต่ฝ่ายตรงข้ามล่อเข้าไปร่วม 20 กว่าคน ครั้งนี้ซวยแน่ แถมเสียฟอร์มอีกต่างหาก เพราะนี่มันถิ่นเรา โดนมันบุกเข้ามาหยามถึงที่

  โชคดีหน่อยที่อาชีวะฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีอาวุธกันทุกคน แต่ฝ่ายข้าพเจ้ามีขวานเล็ก 1 เล่ม เหล็กฟุต 2 อัน จึงยังพอปะทะได้บ้าง ยังไม่ถึงกับต้องลงไปกองให้ถูกกระทืบ ข้าพเจ้าต่อยล้มไปคนหนึ่ง แล้วไปกระทืบอีกคนหนึ่ง แล้วข้าพเจ้าโดนแทงที่สีข้าง ...แทงไม่เข้า... เรื่องนี้จะเล่าในเรื่องหลวงพ่อแดงวัดเขาบันใดอิฐ

  เชื่อหรือไม่ว่า ขณะที่คิดว่าแย่แล้ว ปรากฏว่า ชาวบ้านแถวนั้นโยนไม้หน้าสามไม้เท้ามาให้พวกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคว้าได้อันหนึ่งก็ตีซ้ายตีขวา มองเห็นเพื่อนที่มีขวานถูกฟันแทงที่กลางหลัง จึงวิ่งเข้าไปช่วยเอาไม้ตีคนที่แทงจนกระเด็นวิ่งหนี พวกข้าพเจ้าเริ่มไม่เสียเปรียบฝ่ายตรงข้าม เพราะชาวบ้านเป็นใจส่งอาวุธยาวให้

  วันนั้นเห็นเลยว่าฝ่ายตรงข้ามหัวแตกหลายคน สักครู่วงวิวาทก็สลายตัวเพราะมีคนตะโกนว่าตำรวจ ๆ เพื่อน ๆ รีบเข้ามาดูข้าพเจ้ากับไอ้คนที่มีขวาน เพราะเห็นว่าโดนแทงทั้งคู่ ปรากฏว่าข้าพเจ้าและเพื่อนไม่เป็นอะไร แค่เสื้อขาด

ภาพจาก คมชัดลึก เหรียญเสือเผ่น พ.ศ.2517


  เพื่อนที่โดนแทงไม่เข้านั้น เป็นคน จ.สมุทรสาคร แขวนเหรียญหลวงพ่อสุด วัดกาหลง รุ่นเสือเผ่น พ.ศ.2517 แค่เหรียญเดียว เพื่อนเป็นคนมหาชัย ทั้งบ้านมันเป็นศิษย์หลวงพ่อสุด และยังมีเพื่อนสมุทรสาครอีกคนที่โดนฟันด้วยมีด แต่ไม่เป็นอะไรเหมือนกัน ไอ้นี่เป็นไทยเชื้อสายมอญ แขวนเหรียญหลวงพ่อที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก จะแยกเล่าเรื่องนี้ภายหลัง

      พอปิดเทอม แม่เพื่อนคนนี้ให้บวช พวกข้าพเจ้าก็ไปงานบวชกันพร้อมหน้า คืนก่อนบวชไอ้เพื่อนดื่มระดับแดรกเหล้าจนเมาเละ อ้วกแตกถอดเสื้อหมดแรงนอนหลับไป ข้าพเจ้ากับเพื่อนนั่งดื่มเหล้าต่อ แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้น คือ

  มีตะขาบตัวยาวเกือบ 1 ฟุต เลื้อยขึ้นมาบนตัวเพื่อนที่เมาหลับ พวกข้าพเจ้าตกใจรีบหาไม้เพื่อจะเขี่ยตัวตะขาบออกไป แต่แถวนั้นไม่มีไม้เลย จึงร้องบอกเพื่อนให้ตื่น เพื่อนขยับตัวมือโดนตะขาบ ตะขาบกัดท้องเพื่อนทันที เห็นกันต่อหน้าจะ ๆ อย่างนี้ ต่างคนก็คิดว่า ฉิบหายแล้ว มึงไม่ได้บวชแน่... แล้วไอ้เพื่อนที่โดนตะขาบกัดพุง มันงัวเงียเอามือจับตะขาบ แล้วโยนทิ้งไปง่าย ๆ ซะงั้น

  เมื่อเข้าไปดูตัวเพื่อน ปรากฏว่าตะขาบกัดไม่เข้า ที่พุงมีรอยเขี้ยวบุ๋ม ๆ เท่านั้น ที่คอเพื่อนยังแขวนเหรียญเสือเผ่นเหรียญเดิม ไอ้เพื่อนนอนต่อเพราะเมาจัด


  
จากงานบวชนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นว่า พี่ ๆ ของเพื่อนต่างก็สักยันต์ตะกร้อของหลวงพ่อสุด วัดกาหลง กันทุกคน ขนาดพี่สาวก็ยังสักยันต์ตะกร้อ ส่วนพวกพี่ชายแต่ละคน ล้วนมีประสบการณ์ตีรันฟันแทงรอดตัวมาได้ทุกคน ทุกคนสักยันต์ตะกร้อและแขวนเหรียญเสือเผ่น มีพี่คนหนึ่งแกเล่าว่า ไปโดนรุมที่ตลาดมหาชัย โดนแทงโดนฟันไม่เข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เหรียญเสือหมอบ

  เสียดายว่า เมื่อเพื่อนพาไปกราบหลวงพ่อสุด ที่วัดไม่มีเหรียญเสือเผ่นแล้ว แต่ก็ได้รับเหรียญหลวงพ่อเป็นรุ่นเสือหมอบ ท่านว่าท่านเสกมาดีเหมือนกัน ใช้ได้เหมือน ๆ กัน

  เรื่องยันต์ตะกร้อนั้น ท่านว่าท่านเคยสานตะกร้อหวายมาก่อน แล้วตะกร้อมันทนทานดี ท่านจึงผูกยันต์ด้วยคาถาขลังๆเป็นยันต์ตะกร้อตะกร้อ

  หลวงพ่อสุด วัดกาหลงนี้ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า คงกระพันดีจริง ๆ

ประวัติโดยย่อของหลวงพ่อสุด

  หลวงพ่อสุด เกิดวันที่ 7 พฤษภาภาคม 2445 ตรงกับ วันพุธ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ณ บ้านค้อใหญ่ ตำบลคำไฮ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด บิดาชื่อ นายมาก มารดาชื่อ นางอ่อนศรี มีพี่น้อง 3 คน คือ 1.นางบุตรดี มูลลิสาร 2.นางสาวหวด สัตตัง 3.พระครูสมุทรธรรมสุนทร(ล.พ.สุด) เมื่อท่านมีอายุ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2461 ที่วัดกลางพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด พระครูเม้า เป็นพระอุปัชฌาย์

  ต่อมาหลวงพ่อเดินทางไปเรียนทางธรรมที่กรุงเทพ สันนิษฐานว่าหลวงพ่อคงจะมาบวชเป็นพระที่วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร และใน พ.ศ. 2481 ท่านมีอายุได้ 36 สอบได้นักธรรมชั้นเอก ณ สำนักเรียนวัดกาหลง

  หลวงพ่อสุดได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชากรรมฐานกับหลวงพ่อรุ่งวัดท่ากระบือ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และไปเรียนวิชากับหลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม

  หลวงพ่อสุดชอบพอสนิทกันกับหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี นัยว่าหลวงปู่โต๊ะเป็นศิษย์พี่ร่วมพระอาจารย์เดียวกันคือหลวงพ่อรุ่งวัดท่ากระบือ

   หลวงพ่อสุดมรณภาพเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2526 ตรงกับ วันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 ปีกุน เวลา 13.15 น. สิริรวมอายุได้ 81 ปี 3 เดือน 8 วัน

 หลังจากท่านมรณภาพ ทางวัดได้เก็บรักษาสังขารของท่านไว้เพื่อให้ลูกศิษย์ได้มากราบอยู่หลายปี ในที่สุดได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดกาหลง เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2545 ในวันนั้นเกิดอัศจรรย์ที่ไฟอันร้อนแรงไม่สามารถเผาร่างท่านให้ไหม้ไปทั้งหมด คงไหม้เฉพาะเนื้อหนัง ปรากฏเหลือโครงกระดูกโดยสมบูรณ์ ทางวัดจึงได้จัดเก็บโครงกระดูกของหลวงพ่อสุดวางไว้ในโลงแก้ว ปัจจุบันยังมีศิษย์ไปสักการะอยู่เสมอ

 


คาถายันต์ตระกร้อของหลวงพ่อสุด วัดกาหลง

(นะโม๓จบ) อะระหังพุทโธ นะอุตตะรัง ปิตตุ อุปิดตัง อะระหัง พุทธะสังมิ นะมะพะทะ อะระหัง พุทธะสังมิ กะระมะทะ อะระหังพุทธะสังมิ กิริมิทิ อะระหังพุทธะสังมิ จะภะกะสะ นะมะนะอะ นอกอ นะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง อุทธัง อัทโธ โธอุท ธังอัท นะอุตตะรังวา ปะฏิฆาตายะ นะอุตตะรัง


เรื่องจากความทรงจำที่เพื่อนและพี่ๆศิษย์หลวงพ่อเล่าให้ฟัง
ประวัติหลวงพ่อสุดย่อความจากหนังสือวัด

ภาพ จากสื่ออินเทอร์เน็ต และเหรียญเสือหมอบของข้าพเจ้า







 


 

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หลวงพ่อกับของวิเศษ 6. หลวงพ่อบุญนาค

 




หลวงพ่อบุญนาค สีลสํวโร วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา

  ตั้งแต่สมัยก่อนนั้นพระอาจารย์แห่งพระนครศรีอยุธยามีอยู่มาก ทั้งสืบทอดต่อๆกันมามิขาดสาย แต่ที่นับว่าเป็นสำนักเก่าแก่มาแต่เดิม ก็คือสำนักวัดประดู่ทรงธรรม ถึงกับยกย่องกันว่า สำนักวัดประดู่ทรงธรรมคือตักศิลาวิทยาคมกรรมฐาน ได้มีศิษย์ร่ำเรียนสืบทอดไปทั่ว

  หลวงพ่อบุญนาคเป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรม วันเดือนปีเกิดทราบแต่เพียงว่า ท่านเกิดปีมะเส็ง พ.ศ.2458 อุปสมบทที่วัดละมุดเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2479 มีพระญาณไตรโลก(ฉาย) เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทแล้วได้ไปอยู่ที่วัดประดู่ทรงธรรม ในสมัยที่หลวงพ่อเหม็งเป็นเจ้าอาวาส

  หลวงพ่อบุญนาคได้เรียนวิทยาคมกรรมฐานจากหลวงพ่อเหม็งและท่านก๋งจาบ ซึ่งก๋งจาบเป็นอาจารย์บอกกรรมฐานของวัดประดู่ทรงธรรมที่มีชื่อเสียงมาก มีพระอาจารย์ดังหลายท่านเป็นศิษย์ก๋งจาบ

  หลวงพ่อบุญนาคสืบทอดวิทยาคมทกรรมฐานวัดประดู่ทรงธรรม ปรากฏประสบการณ์วัตถุมงคลเป็นที่ประจักษ์ และท่านยังขึ้นชื่อทางด้านแพทย์แผนโบราณ หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือเคยเล่าว่า ท่านบุญนาคเขาเก่งหมอยาน้ำมนต์ดี 

เหรียญรุ่น 1 พ.ศ.2515


  ช่วงปี พ.ศ. 2525 เป็นปีฉลอง 200 ปี กรุงเทพฯ ขณะนั้นข้าพเจ้าเข้าทำงานแล้ว งานที่ทำตอนแรกนึกว่าเป็นงานนั่งออฟฟิศ แต่กลับเป็นงานภาคสนาม พอตอกบัตรแล้วจัดวางตารางงานเองแล้วก็ออกนอกออฟฟิศเลย กลับมาอีกทีก็ช่วงค่ำทุกวัน นับว่าเป็นงานอิสรเสรีมาก ๆ

ก่อนที่จะตระเวนตามตารางงาน ก็จะจอดรถแวะรับประทานอาหารเช้าก่อน ซึ่งข้าพเจ้ามีร้านประจำร้านที่จะแวะดื่มกาแฟ อาหารในร้านเป็นสไตล์กึ่งจีนกึ่งฝรั่งแบบยุค 60 ข้าพเจ้ามีความสนิทสนมกับอาเจ่กเจ้าของร้าน เพราะแกชอบสะสมวัตถุมงคล แถมยังมีตู้ใส่วัตถุมงคลมีวัตถุมงคลขายด้วย แกขายเล่นแบบสนุก ๆ อาเจ่กสนิทกับข้าพเจ้าเพราะแกนับถือหลวงพ่อบุญนาค วัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งหลวงพ่อยังไม่เป็นที่รู้จักกันสักเท่าไร แต่ข้าพเจ้ารู้จักท่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เหตุที่จำปีได้ก็เพราะเป็นปีที่เหรียญข้าวหลามตัดเพิ่งออกให้บูชา ข้าพเจ้าได้ไปทำบุญบูชาไว้

อาเจ่กนี้ไม่ธรรมดาเหมือนกัน แกเป็นนักเลงขาใหญ่ของย่านนั้นมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ประมาณว่าแกนี้เป็นจิ๊กโก๋รุ่นแดงไบเล่ย์ที่ดัง ๆ ในอดีต ตอนแกยังเป็นวัยรุ่นก็เป็นจิ๊กโก๋ย่านสีลม สุรวงศ์ สี่พระยา อาเจ่กชอบคุยกับข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้ารู้จักหลวงพ่อบุญนาคนั่นเอง เรียกว่านับถือพระอาจารย์รูปเดียวกัน แกเล่าประสบการณ์วัตถุมงคลหลวงพ่อบุญนาคที่แกเจอมากับตัวให้ฟังหลายเรื่อง นับว่าแกเป็นศิษย์วัดประดู่ทรงธรรมรุ่นเดอะท่านหนึ่ง ขณะนี้ไม่ทราบว่าแกยังอยู่หรือไม่ ร้านอาหารของแกก็โดนเวนคืนเป็นทางด่วน ดีไม่ดีอาจไปอยู่กับเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว ถ้าแกยังอยู่ก็ต้องมีอายุ 90 บวก ไม่ได้ข่าวแกมาราว ๆ 30ปี

รุ่น พ.ศ.2525

 อาเจ่กเล่าว่า ครั้งหนึ่งแกขี่มอเตอร์ไซด์ไปกินก๋วยเดี๋ยวเรือที่รังสิต ตอนนั้นย้ายขึ้นบกแล้ว มอเตอร์ไซด์ของแกเป็นแบบที่สมัยนี้เรียก บิ๊กไบค์ ขอบอกว่ารถสวยจริง ๆ ยี่ห้อ BMW สีขาวโคตรสวย แกซิ่งมอเตอร์ไซด์ไปกับเพื่อนร่วมแก็งค์ เมื่อเป็นมอเตอร์ไซด์ระดับนี้ก็ต้องบิดให้เต็มที่เพื่อความสะใจ แล้วแกก็พลาดสะดุดผิวถนนที่ปูดเป็นลูกระนาด มอเตอร์ไซด์ล้มไถลพื้น ตัวแกกระเด็นลอยไปตกคูน้ำข้างทาง

เพื่อนที่ขับตามมานึกว่าอาเจ่กคงเจ็บหนักเพราะเห็นแกนอนแน่นิ่ง ต่างรีบลงไปช่วยจะส่งโรงพยาบาล อาเจ่กนอนนิ่งสักพักแล้วค่อย ๆ ฟื้น ปรากฏว่าแกไม่เป็นอะไรเลยแค่กางเกงยีนส์ลีวายส์ก้นฉีกขาด จากนั้นก็ซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่คันเบรคหลังงอ แล้วเดินทางไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตตามที่ตั้งใจไว้ แกเล่าว่า... วันนั้นอั๊วอายฉิบหายใส่กางเกงตูดขาดไปกินก๋วยเตี๋ยว... วันนั้นอาเจ่กแขวนเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อบุญนาคเหรียญเดียว

อีกครั้งหนึ่ง ช่วงที่หลวงพ่อบุญนาคออกเหรียญข้าวหลามตัดมาได้สักพัก อาเจ่กไปทำบุญรับมาหลายเหรียญ แกอยากลองยิงดู จึงขับรถไปแถว ๆ บางขุนเทียนทางด้านฝั่งแสมดำซึ่งตอนนั้นยังเปลี่ยวมาก แล้วอธิษฐานขอขมายิงด้วยปืนพกขนาด .38 ม.ม. 1 นัด ปรากฏว่ายิงไม่ออก หลังจากนั้นก็ลองใช้กระสุนเดิมยิงไปที่พื้นซึ่งเป็นแบบป่าโกงกาง กระสุนลั่นยิงได้ซะงั้น

เรื่องสุดท้ายเป็นก่อนที่ข้าพเจ้าจะลาออกจากบริษัทแล้วไม่ได้เจออาเจ่กอีก ข้าพเจ้าไปดื่มกาแฟรับประทานชุด เบรกฟาสต์ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเพิ่งจบลง พอแกเจอข้าพเจ้าแกก็เล่าให้ฟังว่า...

ช่วงเกิดเหตุพฤษภาทมิฬ มีกลุ่มคนไม่ทราบที่มาได้ก่อกวนความสงบ โดยการขับมอเตอร์ไซด์เป็นกลุ่ม ไปตระเวนทุบทำลายทรัพย์สินราชการการต่างๆ เรื่องนี้คนรุ่นข้าพเจ้าเคยเห็นคาตามาด้วยกันทั้งนั้น... อาเจ่กแกเดินออกมาดูอะไรเรื่อยเฉื่อยเพราะเบื่อที่อยู่ร้านเงียบเหงา เพราะช่วงนั้นบริษัทห้างร้านต่างหยุดงานเพื่อความปลอดภัยกันหมด เนื่องจากมีการทุบทำลายป้อมตำรวจ ไฟสัญญาณจราจร ตู้โทรศัพท์

รูปหล่อแซยิด 72ปี รุ่นประสบการณ์


  อาเจ่กเดินเล่นแล้วก็พบเหตุกลุ่มคนทุบทำลายตู้โทรศัพท์ต่อหน้า แกเดินเข้าไปห้าม ขออย่าทุบตู้โทรศัพท์เลย เพราะเดี๋ยวคนแถวนี้จะไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ฟังและตรงเข้ามาทำร้ายอาเจ่ก ซึ่งตอนนั้นแกมีอายุ 50 กว่าปีแล้ว อาเจ่กโดนตีด้วยท่อนไม้จนล้ม แล้วโดนรุมกระทืบ ด้วยความที่อาเจ่กแกเป็นจิ๊กโก๋เก่า แกก็ลุกขึ้นสู้ป้องกันตัว แล้วโดนฟันด้วยมีดกะเข้าที่ใบหน้า แกเอาท่อนแขนรับ มีดนั้นฟันมาอย่างแรงจนแกล้มลงอีกครั้ง กลุ่มคนดังกล่าวก็รีบขับมอเตอร์ไซด์หนีไป

เหตุการณ์นี้อาเจ่กไม่เป็นอะไรเลย มีรอยโดนฟันเป็นรอยแดง ๆ แค่นั้น แกว่าเสียดายที่แกหมดแรง ไม่งั้นจะวิ่งไล่ตามไปกระทืบพวกนั้นต่อ... วันนั้นอาเจ่กมีรูปหล่อหลวงพ่อบุญนาครุ่นแซยิด 72 ปี พ.ศ. 2530 เลี่ยมทองห้อยคอแค่องค์เดียว... หลังจากวันนั้นอาเจ่กเก็บวัตถุมงคลหลวงพ่อบุญนาคทุกแบบที่เคยวางโชว์เก็บเข้าตู้หมด ไม่เอาออกมาให้ใครเช่าบูชาต่ออีกเลย

   นอกจากหลวงพ่อบุญนาคจะเสกปลุกวัตถุมงคลได้ขลังจริงแล้ว ท่านยังรักษาโรคลมเพลมพัด ถอนคุณไสย มีคนเดือดร้อนมาขอให้ท่านรักษาถอนคุณไสยไล่ผีอยู่เนืองๆ ท่านจะทำน้ำมนต์ประพรมหรือรดน้ำมนต์ให้ บางทีก็ใช้มีดหมอประกอบ บางคนมาหาด้วยเหตุเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านก็รักษาด้วยสมุนไพรแบบโบราณ บางกรณีท่านมองๆแล้วก็ว่าไปรักษาแพทย์แผนปัจจุบันจะเร็วกว่า


ผ้ายันต์เขียนมือใหญ่เกือย 2 เมตร

  หลวงพ่อบุญนาคสร้างวัตถุมงคลไว้หลายแบบ มีทั้งเหรียญ รูปหล่อ พระพิมพ์สมเด็จ พระนางพญา พระไม้งิ้วดำ รูปหล่อและเหรียญหลวงพ่อรอดเสือ  ตะกรุดโทนมหารูด ตะกรุดมหาระงับ ตะกรุดเมตตา มีดหมอ ผ้ายันต์แบบต่างๆทั้งใหญ่เล็ก แหวนนะอุตตะรัง ในปัจจุบันเริ่มหายาก บางรุ่นมีของเก๊อีกด้วย

หลวงพ่อบุญนาคนี้คือพระอาจารย์วัดประดู่ทรงธรรมที่เก่งจริง ๆ ทุกวันนี้ถ้าข้าพเจ้าพบของดีของท่าน ต้องเช่าเก็บไว้ทุกที... แต่ต้องระวัง เพราะปัจจุบันเหรียญรุ่นแรกมีของเสริม และสงสัยว่าวัตถุมงคลพิมพ์อื่น ๆ นั้น เริ่มทะแม่ง ๆ เสียแล้ว แต่ข้าพเจ้ายังไม่พบหลักฐานชัด ๆ

  หลวงพ่อบุญนาคมรณภาพวันที่ 5 กันยายน พ.ศ.2532 นับมาถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2567)ก็นานถึง 35 ปีแล้ว วัตถุมงคลรุ่นสุดท้ายของท่านก็นับได้นานเกือบ40ปี กลายเป็นของเก่าไปแล้ว

  ถ้าจะเสาะหาเหรียญหลวงพ่อบุญนาค ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเจอรุ่น 1 ของแท้ ก็แนะนำให้เลี่ยงเหรียญรุ่น 1 ก่อน ไปเก็บรุ่นอื่นๆ มีคุณวิเศษเหมือนๆกัน

ผ้ายันต์พุทธนิมิตร พ.ศ.2515


พระนางพญาเนื้อผง พ.ศ.2515


พระยอดธงชินเงิน แจกในสมัย ล.พ.บุญนาค นัยว่าเป็นกรุเก่าของวัด


เรื่อง  จากความทรงจำที่ได้รู้จักพระอาจารย์วัดประดู่ทรงธรรม

ภาพ  วัตถุมงคลหลวงพ่อบุญนาคของข้าพเจ้าเอง



วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2567

หลวงพ่อกับของวิเศษ 5...หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ.1

 



หลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว วัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธย

แหวนพิรอดหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ

  เรื่องของแหวนพิรอดของหลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว วัดขนอนเหนือ ข้าพเจ้าเคยเล่าไว้ในหลายที่ แต่ไม่ได้รวบรวมเรื่องของแหวนพิรอดเอาไว้ให้เป็นเรื่องเดียว พอเกิดเหตุคอมพิวเตอร์โดนไวรัสโจมตี ไฟล์งานเปิดไม่ได้  แถมยังเป็นไปได้ว่าคงสูญเสียไฟล์แน่ๆ จึงต้องค่อยๆนึกรวมเรื่องราวเอามาเล่าไว้อีกครั้ง โดยจะรวมเรื่องของแหวนพิรอด(ซึ่งทำมาในรูปแบบแหวนปลอกมีด) เอามารวมไว้ในตอนเดียว พร้อมทั้งเรื่องที่เพิ่งนึกออกด้วย

แหวนพิรอด แหวนปลอกมีด หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ

  หลวงพ่อพรหมท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูปแหวนพิรอดมาตั้งแต่ท่านยังหนุ่ม แรกๆก็เป็นแหวนพิรอดแบบดั้งเดิม ที่ทำจากผ้าตีเกรียวถักหัวแหวนเป็นเงื่อนพิรอด มีทั้งที่เป็นแหวนพิรอดแขนและแหวนพิรอดนิ้ว มีประสบการณ์คุ้มครองป้องกันภัยเป็นที่เลื่องลือ ต่อมามีการทำแหวนพิรอดออกมาในแบบแหวนโลหะ ที่นิยมกันมากก็เป็นแหวนรูปทรงโบราณง่ายๆ แบบที่เรียกว่า แหวนปลอกมีด

  ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์อภินิหารแหวนพิรอดของหลวงพ่อพรหมหลายครั้ง ทั้งยังได้คุยกับมิตรสหายที่เคยพบอภินิหารแหวนพิรอดแหวนปลอกมีดของหลวงพ่อพรหม เจ้าของประสบการณ์เล่าให้ฟังด้วยตัวเอง ไม่ใช่แบบเขาเล่าว่าโดยที่ไม่รู้ว่าคือเขาคนไหน ประสบการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องจริง

1.อภินิหารแหวนครองพิภพ เรื่องเล่าแหวนวิเศษของหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ

   เรื่องนี้คนขับแท็กซี่ได้เล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าเรียกแท๊กซี่ไปส่ง ระหว่างที่คุยกันแกเล่าว่า พระที่แกนับถือคือ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง กับ หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ เพราะเจอประสบการณ์มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งที่หวาดเสียวที่สุดเป็นเรื่องที่เกิดกับลูกชาย ซึ่งแกมอบแหวนปลอกมีดหลวงพ่อพรหมให้ลูกชายสวมนิ้วไว้

  แกเล่าว่า ลูกชายพาแฟนไปเที่ยวน้ำตก (จำไม่แม่นแล้ว ประมาณน้ำตกพริ้วหรือน้ำตกเขาชะเมา) แกว่าลูกชายกับแฟนดันปีนขึ้นไปเล่นบนน้ำตกชั้นบนที่คนไม่ค่อยขึ้นไป และเป็นฤดูน้ำหลากเสียด้วย

  ขณะที่เล่นน้ำกันอยู่ดี ๆ ก็เกิดเป็นตะคริว จึงค่อย ๆ ไหลไปตามกระแสน้ำ คนที่ไปเที่ยวด้วยกันวิ่งมาช่วยไม่ทัน ทั้งลูกชายกับแฟนพยายามเกาะตัวกันไม่ให้หลุด แต่ก็ไหลไปตามน้ำจนเกือบถึงหน้าผาน้ำตก

  อภินิหารแหวนครองพิภพก็ได้ปรากฏ..ทั้งสองคนจะไหลตกหน้าผา อยู่ ๆ มือก็ไปสะดุดกับหินใต้น้ำ คือท้องแหวนพิรอดไปเกี่ยวกับแง่งหินเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้น้ำมองไม่เห็น ร่างที่จะตกหน้าผาน้ำตกจึงหยุดค้าง จนมีคนมาช่วยไว้ได้ทัน

  ลุงแท็กซี่แกไม่รู้ว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลวงพ่อพรหม แกว่าแหวนที่ลูกชายใส่นั้นไม่รู้ว่าผ่านการควักจิ๋มมาแล้วสักเท่าไหร่ เพราะลูกเจ้าชู้ ชอบล้วง ๆ ควัก ๆ ไม่เลือก แหวนถูโดนจิ๋มมาเยอะ ไม่ยักจะเสื่อม หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือนี่แน่จริง ๆ

บังเอิญหรืออภินิหาร ประสบการณ์เหมือนกับที่เกิดกับข้าพเจ้าเลย (ยกเว้นเรื่องใส่แหวนไปควักจิ๋ม)

แหวนปลอกมีด ล.พ.พรหมวัดขนอนเหนือ


2.อภินิหารแหวนครองพิภพ เรื่องเล่าแหวนวิเศษ ของหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ

จากความทรงจำ... ข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนนับถือศาสนาคริสต์ แต่เจ้านี่ชอบดูถูกเหยียดหยามศาสนาพุทธ ยิ่งข้าพเจ้าชอบเรื่องเครื่องรางของขลัง มันก็ยิ่งว่าโคตรงมงาย เวลาที่มันมาว่าศาสนาพุทธนั้น หลายเรื่องเราเถียงมันไม่ได้เลย เพราะพวกนี้มีวิธีพูดในเรื่องที่เราไม่กล้าเถียง ประมาณว่ามีการยกเรื่องดังกล่าวมาสอนให้โต้เถียงชาวพุทธ ข้าพเจ้าเคยเจอเรื่องทำนองนี้จากเพื่อนต่างศาสนา แต่เขาพูดเรื่องเดียวกัน

  อยู่ ๆ วันหนึ่ง เพื่อนคนนี้แวะมาหาที่บ้านแล้วเล่าว่า พี่เขยโดนคุณไสย ขอให้ข้าพเจ้าช่วยพาไปหาพระที่เก่ง ๆ ช่วยแก้ให้หน่อย ตอนนั้นอยากจะเยาะเย้ยมันว่า ทำไมมึงไม่เอาขนมปังกรอบและน้ำมนต์ของพระเจ้าในพิธีโบสถ์คริสต์ให้พี่เขยมึงกิน แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ามันเคยเยาะเย้ยเราเรื่องพุทธไว้มากแล้วเรารู้สึกไม่ดี ครั้งนี้ก็อย่าไปกล่าวล่วงถึงศาสนาของเขาจะดีกว่า พอคิดได้ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรมันไป ได้แต่ถามมันว่า มึงไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์แล้วคราวนี้ทำไมมึงถึงว่าพี่เขยโดนของ

  เพื่อนเล่าว่า... พี่มันป่วยแบบแปลกประหลาด คือบางทีอยู่ ๆ ก็เกิดอาการหวาดผวา บางทีปวดร้าวทั่วร่าง บางทีเหมือนเจ็บที่หัวใจ ไปหาหมอหลายครั้งก็รักษาไม่หาย พอมาตอนหลังอาการยิ่งแปลกสุด ๆ จึงเชื่อว่าโดนทำคุณไสยจากผู้หญิง คือปัญหาชู้สาวของพี่เขยนั่นเอง

  เพื่อนเล่าอาการพี่เขยต่อว่า... ตอนหลังมานี้เกิดอาการเจ็บปวด หมดแรง และเกิดเหตุเล็บดำ อึดอัด หายใจลำบาก ตอนที่เจ็บครั้งหลังนี้เหมือนเจ็บลามขึ้นหัวใจ แล้วเล็บจะดำขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนคนที่เล็บช้ำ ๆ

  พอถึงขั้นเล็บดำนี้ พี่เขยและพี่สาวได้ตระเวนหาอาจารย์ไสยศาสตร์รักษา แต่ก็ไม่หาย ต่อมาไปหาอาจารย์ทางพรหมศาสตร์ท่านหนึ่ง อาจารย์ท่านนี้ก็แน่จริง รักษาได้ แต่ถอนของแล้วอีกไม่นานก็โดนของอีก และแก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ คือแก้ได้ แต่ป้องกันไม่ได้ จนถึงขั้นเล็บดำ แก้ไม่ไหวแล้ว

  เพื่อนจึงนึกถึงข้าพเจ้า มันบอกว่าทีแรกก็ว่าจะมาหา แต่นึกถึงที่เคยหาว่า พุทธและเครื่องรางของขลังเป็นเรื่องงมงาย มันเลยอายไม่กล้ามาหา แต่คราวนี้หมดปัญญาจริง ๆ จึงบากหน้ามาหา ขอให้หาพระเก่ง ๆ ช่วย

  ตอนนั้นยังไม่สะดวกพาไปหาหลวงพ่อพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่รู้จัก แต่รู้ว่าเรื่องนี้รอไม่ได้ เพราะพี่เขยเพื่อนทรมานและหวาดกลัวมาก ถึงขั้นเริ่มป้ำ ๆ เป๋อ ๆ แล้ว

หลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว

  ข้าพเจ้านึกถึงหลวงพ่อพรหม และนึกไปถึงว่า... จะอย่างไรก็ดี เพื่อน และพี่สาว พี่เขย เป็นคริสต์ จะให้พระเครื่องไปคงไม่เหมาะ เลยหยิบแหวนพิรอดรุ่นหนึ่งที่คุณประเสริฐ เรืองสุรัตน์ สร้างถวายหลวงพ่อให้ไป บอกว่าให้เอาไปใส่ไว้ อย่าถอด แล้วนัดวันที่จะพาไปหาหลวงพ่อพรหม

หลังจากนั้นเพื่อนก็เงียบหายไปหลายวัน พอถึงวันนัดที่จะไปกราบหลวงพ่อ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า... พอพี่เขยใส่แหวนพิรอดก็สะดุ้งงง ๆ แล้วกลับมาพูดคุยรู้เรื่อง อาการที่เล็บดำก็ประหลาด คือสีเล็บที่ดำ ๆ นั้นค่อย ๆ จางลงออกไปทางปลายเล็บ (คือคุณไสยถูกคัดออกไป) บางทีคล้ายจะเกิดอาการเหมือนแหวนรัดนิ้ว คับนิ้วจนรู้สึกได้ ลักษณะสภาพแวดล้อมเหมือนตอนที่จะโดนของ แต่แหวนรัดนิ้วแล้วไม่เกิดเรื่องร้าย จึงเชื่อว่าแหวนพิรอดป้องกันคุณไสยได้

พอพาไปกราบหลวงพ่อพรหม ยังไม่ทันได้เล่าให้หลวงพ่อพรหมฟังเลย ท่านมองหน้าพี่เขยเพื่อนแล้วหัวเราะว่า... เออ ๆ หายแล้ว ๆ หมดเคราะห์หมดโศกกันเสียที ต่อไปมึงก็อย่าเจ้าชู้

  หลวงพ่อไม่ได้ทำพิธีอะไรเพิ่มให้ คุณไสยถูกล้างหายแค่ใส่แหวนพิรอดนวโลหะแค่วงเดียว

ภาพปกหนังสือประวัติหลวงพ่อพรหม เล่มคุณประเสริฐ จัดพิมพ์


3.แหวนปลอกมีด หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ

  เมื่อปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 นี้เอง ข้าพเจ้าผู้เขียนมีประสบการณ์คุณวิเศษวัตถุมงคลของหลวงพ่อพรหม ครั้งนี้เจอเข้ากับตัวเองเลยทีเดียว ทั้งเนื้อทั้งตัวมีของขลังติดตัวแค่แหวนปลอกมีดหลวงพ่อพรหม รับมาจากมือหลวงพ่อ ได้สวมแหวนเนื้อเงินและนวโลหะที่นิ้วมือขวา ปกติก็จะใส่แหวนแบบนี้มาโดยตลอด

ตอนตี 4 ของวันนั้น อยู่ ๆ ก็มีเสียงของตกลงพื้นเสียงดัง พอได้ยินก็รู้ว่าเป็นจานกระเบื้องแน่ ๆ เสียงถึงขนาดนี้  พอเข้าไปดูที่หลังบ้าน ก็เห็นเศษจานกระเบื้องแตกเกลื่อนพื้น จานกระเบื้องใบนี้ข้าพเจ้าวางไว้บนเตาแก๊ส

เมื่อเห็นว่าจานกระเบื้องร่วงจากเตาแก๊สจริง ๆ ก็งง ๆ ว่ามันหล่นลงมาได้อย่างไร ก็เราวางไว้ดี ๆ แล้วนี่หว่า... จะว่ามีหนูมาเบียดชนจานจนจานตกลงจากบนเตาแก๊สก็ไม่น่าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าจึงมอง ๆ ดูแถวพื้นใต้เตาแก๊ส ใต้โต๊ะ พอมองดูดี ๆ ก็ต้องสะดุ้ง เพราะมองเห็นงูเหลือมกำลังเลื้อยอยู่ กะขนาดว่างูเหลือมตัวนี้ยาวราว ๆ ร่วม 5 เมตร ขนาดตัวใหญ่หนาประมาณแขนคนตัวใหญ่ๆ

งูตัวนี้แหละ

งูเหลือมดันเลื้อยไปอยู่ที่ใต้โต๊ะตรงมุมหลังบ้าน ข้าพเจ้าจึงรีบหาอุปกรณ์มาทำบ่วงจับงูเดี๋ยวนั้น โดยใช้ด้ามของไม้ถูพื้นที่เป็นท่อกลวง แล้วเอาเชือกร่มร้อยเข้าไปให้ปลายเชือกไปโผล่ที่ปลายด้ามไม้ถูพื้น แล้วผูกเป็นเงื่อนรูดที่ปลายท่อ วิธีการนี้ถ้าเราคล้องบ่วงเข้าที่หัวงูได้แล้ว พอดึงเชือกจากปลายท่ออีกด้าน เชือกก็จะรัดงูให้ติดคาอยู่กับปลายท่ออีกด้านหนึ่ง...

พอทำเครื่องมือจับงูเสร็จ ก็พยายามที่จะยื่นปลายไม้ถูพื้นที่มีบ่วงโผล่ที่ปลายท่อ ให้บ่วงนี้ไปคล้องที่บริเวณคอของงูเหลือมให้ได้ ปรากฏว่าเจ้างูเหลือมมันฉกเข้าที่บ่วง เอาบ่วงคล้องงูไม่สำเร็จสักที เพราะงูเหลือมส่ายหัวหลบ แถมบางจังหวะยังฉกสู้อีกด้วย จนในที่สุดไอ้เจ้างูเหลือมดันหนีเข้าไปขดตัวอยู่หลังกองหนังสือ ซึ่งเป็นที่นั่งประจำของข้าพเจ้าเสียด้วย เจ้างูเหลือมมันแทรกตัวเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างฝาผนังกับโต๊ะหนังสือ โดยมีประตูมุ้งลวดที่ถอดวางพิงผนังบังตัวงูอยู่

ข้าพเจ้าพยายามเอาบ่วงคล้องงูจนสำเร็จแต่เจ้างูเหลือมมันดึงตัวสู้ งูดึงจนบ่วงที่รัดตัวงูถึงขั้นเริ่มรูดจากตัวงูเหลือมไปเรื่อย ๆ จนตำแหน่งของบ่วงไหลไปจนเกือบถึงช่วงปลายหาง บางทีก็โผล่หัวออกมาฉกเชือกร่มด้วย

เอาล่อเอาเถิดกับงูเหลือมจนสว่าง จวนจะได้เวลาที่ต้องเตรียมตัวไปส่งลูกที่มหาวิทยาลัย ถ้าปล่อยงูเหลือมอยู่อย่างนี้ พอข้าพเจ้าไปส่งลูกแล้วกลับมาที่บ้าน ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่างูเหลือมมันเลื้อยออกจากบ้าน หรือมันยังแอบซ่อนอยู่ในบ้าน ซึ่งอย่างหลังนี้อันตรายมาก ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะเอามือจับงูเหลือมยัดใส่ถุงขยะ ตอนนั้นก็เสียว ๆ แหยง ๆ แต่มันจำเป็น

ข้าพเจ้าขยะแขยงที่จะจับโดนตัวงูเหลือม เลยเอาถุงมือพลาสติกบาง ๆ มาสวมมือทั้งสองข้าง เอาถุงดำมาวางใกล้ ๆ พอเริ่มดึงเชือกที่รัดท่อนหางงูเหลือม เจ้างูเหลือมก็สู้อีก ในที่สุดด้วยความร้อนใจและยั๊วะเจ้างูเหลือมมาก ข้าพเจ้าจึงเอามือจับหางงูเหลือมแล้วลากออกจากซอกที่มันซ่อนตัว...

ขณะที่จับหางงูเหลือมแล้วลากออกมานั้นเอง ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจว่าทำไมงูมันไม่สู้แล้ว เพราะดึงงูออกมาแบบสาวเชือกง่าย ๆ (ขยะแขยงที่รู้สึกว่าตัวมันลื่น ๆ เย็น ๆ เหม็นสาบคาว ๆ) พอสาวงูเหมือนสาวเชือก มือหนึ่งก็จับหางยัดลงถุงดำ อีกมือก็ดึงลากงูออกมาเรื่อย ๆ

จังหวะสุดท้ายที่ลากงูเหลือม ช่วงหัวงูดันโผล่ออกมาห่างข้อมือแค่ไม่เกิน 2-3 นิ้วฟุต ตอนนั้นข้าพเจ้าตกใจเหมือนกัน รีบเอามือจับช่วงคองูเหลือม แต่จับพลาด ดันไปจับให้งูมีระยะที่จะม้วนมาฉกได้ ระยะฉกข้อมือและห่างใบหน้าแค่ 1 ฟุต

แต่แล้ว... ข้าพเจ้าเพิ่งสังเกตเห็นเรื่องแปลกว่า ตอนที่สาวลากงูเหมือนสาวเชือกนั้น ตอนที่ดึงส่วนที่เป็นเชือกนั้น เจ้างูเหลือมมันสู้ แต่พอใช้มือจับโดนตัวงูเหลือม เจ้างูเหลือมไม่สู้ซะงั้น หางงูไม่รัดแขนขาข้าพเจ้าเลย จับโดนช่วงคองูที่จับพลาดจนทำให้มีระยะงูฉก แต่งูเหลือมมันนิ่งไปเฉย ๆ เหมือนมันหมดแรงเหี่ยวเฉา ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้านึกถึงแหวนปลอกมีดหลวงพ่อพรหม ที่สวมนิ้วมือข้างที่จับคองู เห็นเลยว่างูมันเหี่ยวเฉาแบบหมดแรง

สุดท้ายก็เอางูเหลือมตัวใหญ่ยัดลงถุงดำ เหมือนกับเอากองเชือกใส่ถุงได้ง่าย ๆ งูเหลือมไม่มีปฏิกิริยาทางกายภาพอะไรเลย ไม่ดิ้น ไม่บิดตัว ไม่ขดตัว ลองนึกถึงตอนเราเก็บม้วนเชือกหรือสายยางท่อน้ำ ก็ประมาณนั้น หลังจากนั้นก็เอากระดาษมาเขียนว่า “งูเหลือม” แปะกระดาษไว้ที่ถุง แล้วเอาไปวางไว้ในถังขยะหน้าซอย โดยบอกเจ้าหน้าที่ว่า จับงูเหลือมตัวใหญ่ยัดใส่ถุงมาให้เรียบร้อย

เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องเป็นอภินิหารของวิเศษของหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ อย่างแน่นอน งูเหลือมตัวใหญ่ยาวเกือบ 5 เมตร กลับหมดฤทธิ์ไปอย่างกระทันหัน จนข้าพเจ้าจับยัดลงถุงดำได้อย่างง่าย ๆ แหวนปลอกมีดที่ข้าพเจ้าใส่ ก็คือแหวนวงที่ 2 และ 3 นับจากซ้าย

แหวนที่ใส่ตอนจับงูเหลือม


4.อภินิหารแหวนปลอกมีดหลวงพ่อพรหม

  เรื่องนี้เกิดขึ้นกับรุ่นน้องที่ข้าพเจ้ามอบแหวนพิรอดหลบในให้ไป รุ่นนี้เป็นแหวนปลอกมีดรุ่น 2 ที่คุณประเสริฐ เรืองสุรัตน์ สร้างถวายหลวงพ่อพรหม

  รุ่นน้องคนนี้เป็นนักเที่ยว ชอบเที่ยวหญิงบริการ มักจะไปกับคู่หูซึ่งก็เป็นรุ่นน้องของข้าพเจ้าเหมือนกัน  การเที่ยวของสองคนนี้ เที่ยวทั้งโสเภณีโรงแรม ซ่องต่างจังหวัด อาบอบนวด โรงน้ำชา เที่ยวสาวบาร์ เขาจะไปกันสองคนเป็นเพื่อนรักกัน

  เจ้าคนที่ข้าพเจ้ามอบแหวนปลอกมีดหลวงพ่อพรหมให้ไปนั้น เคยมาสอบถามข้าพเจ้าว่า..เผลอไปล้วงจิ่มผู้หญิงหลายคน แหวนโดนจิ่มหญิง แหวนของหลวงพ่อนี้จะเสื่อมไหม...ข้าพเจ้าตอบว่า..ไม่มีวันเสื่อม

  วันเวลาผ่านไป รุ่นน้องสองคนนี้ก็ยังเที่ยวผู้หญิงอยู่เป็นประจำ ในที่สุด...รุ่นน้องสองคนนี้ คนหนึ่ง..ติดโรคเอดส์...

  คนที่รอดจากการติดโรคเอดส์ คือคนที่ใส่แหวนปลอกมีดหลวงพ่อพรหม

  รุ่นน้องคนนี้เล่าว่า...ความจริงแล้วคนที่ควรจะติดโรคเอดส์ก็คือตัวเขา แต่เขารอดมาได้เพราะ...อภินิหารแหวนหลวงพ่อพรหมช่วยไว้แน่ๆ...เขาเล่าว่า วันที่ไปเที่ยวสาวบาร์ เขาถูกใจสาวคนหนึ่งมากๆ ส่วนเพื่อนก็เลือกสาวอีกคนหนึ่งมานั่งดริ๊งส์ ก็กอดจูบลูบไล้นัวเนียกันไป

  ขณะที่เขาล้วงจะจับจิ๋ม อยู่ๆก็นึกถึงว่าใส่แหวนพระอยู่ เป็นแหวนพระอาจารย์ของหัวหน้าด้วย ก็เลยรู้สึกไม่ดีว่าเคยใส่แหวนจับโดนจิ๋มสาวๆหลายคน เหมือนไม่เกรงใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลย เขาจึงถอดแหวนออกจากนิ้ว แปลกที่ถอดแหวนไม่ออก ทั้งๆที่แหวนก็ไม่ได้คับนิ้วอะไรเลย แต่ความหื่นอยากล้วงจิ๋มมีมากอยากล้วงอยากจับจิ๋มสุดๆ ก็เลยรีบไปเข้าห้องน้ำ เพื่อที่จะฟอกสบู่ให้นิ้วลื่นๆจะได้ถอดแหวนออก

  เจ้านี่พยายามถอดแหวนเท่าไรก็ถอดไม่ออก เลยกลับมาที่โต๊ะ  ปรากฏว่าเจ้าเพื่อนดันขอเปลี่ยนคู่มานัวเนียกับสาวบาร์ที่ตัวเขาเลือกไว้ตั้งแต่ทีแรก ด้วยความรักเพื่อนก็เลยแลกคู่กัน เจ้าคนนี้ไปนัวเนียกับสาวอีกคน รุ่นน้องสองคนนี้ควงสาวบาร์สองคนนี้เป็นแฟนกันตลอดมา

  พอวันรุ่งขึ้น ถอดแหวนปลอกมีดได้ง่ายๆซะงั้น

  วันเวลาผ่านไป สองคนนี้ก็ยังเที่ยวอยู่ ยังเที่ยวสาวบาร์คู่เดิม..ผ่านไปราวๆหนึ่งปี เรื่องก็เกิด...สาวคนหนึ่งเป็นโรคเอดส์...ก็คือสาวคนที่รุ่นน้องที่ใส่แหวนหลวงพ่อพรหมเลือกไว้ทีแรก แต่เกิดการเปลี่ยนคู่ เพื่อนที่ขอแลกหญิงจึงติดโรคเอดส์ไปด้วย...รุ่นน้องที่ใส่แหวนหลวงพ่อพรหมจึงรอดจากโรคเอดส์

  รุ่นน้องที่ใส่แหวนหลวงพ่อพรหมรอดจากโรคเอดส์เพราะ...มัวเข้าห้องน้ำไปถอดแหวนเพื่อจะมาจับจิ๋มสาวที่เป็นเอดส์ ซึ่งถ้าจับแล้วก็ต้องร่วมเพศต่อแน่นอน แล้วเพื่อนอาศัยจังหวะนี้เปลี่ยนคู่ตัดหน้าไปอย่างฉิวเฉียด เพื่อนเลือกสาวบาร์ที่เป็นเอดส์แทน....ต่อมารุ่นน้องที่ติดเอดส์ก็เสียชีวิต

  ลองคิดดูว่าเรื่องนี้ เป็นอภินิหารหรือไม่



เรื่อง...จากความทรงจำ
ภาพ จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพรหม และภาพที่ข้าพเจ้าถ่ายไว้