วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กฏแห่งกรรม เรื่องที่ ๘..นึกไม่ถึง

กฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว..ท.เลียงพิบูลย์
เรื่องที่ ๘
นึกไม่ถึง




     บันทึกต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่บังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า  นับย้อนหลังจาก  พ.ศ.๒๕๐๐  ไปแล้วกว่า  ๓๐ กว่าปีก็จริง  หากแต่บรรยากาศของเหตุการณ์ในครั้งแรกกระนั้นยังแจ่มใสอยู่ในความทรงจำกระทั่งบัดนี้  ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนคับขัน  หรือความซาบซึ้งอิ่มใจในพฤติกรรมของบุคคลผู้หนึ่ง  ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยคาดหวัง  และที่จริงก่อนหน้านั้นได้หลงลืมเขาไปเสียนานแล้ว แต่ชีวิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติการณ์เหล่านี้เป็นผลพิสูจน์ต้องตาม สัจธรรมที่ว่า  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  โดยแท้  เห็นสมควรนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านได้ทราบไว้  จึงเสนอท่านดังต่อไปนี้…….


     โดยปกติวิสัยข้าพเจ้าชอบท่องเที่ยวไปในต่างถิ่น  เพราะถือว่านอกจากเป็นการพักผ่อนในเวลาว่างงานแล้ว  ยังได้ประโยชน์ในด้านการศึกษาเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ เป็นต้นว่าภูมิประเทศหรือดินฟ้าอากาศตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น  การดำรงชีพ  ผลิตผลการค้าขาย  ฯลฯ  เหล่านี้เป็นต้น  ข้าพเจ้าถือว่าเป็นกำไรของชีวิตทั้งนั้นโดยเหตุนี้ข้าพเจ้ากับเพื่อนอีกสองคน  จึงได้กำหนดกันว่าจะเดินทางไปเที่ยวหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออกแห่งหนึ่ง  ในคราวหยุดงานปลายปีซึ่งข้าพเจ้ายังไม่เคยไป

     หลังอาหารเที่ยงวันหนึ่ง  ข้าพเจ้ากับเพื่อนทั้งสองพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางและสัมภาระอื่นเล็กน้อยก็ไปที่ท่าน้ำราชวงศ์  ซึ่งเป็นที่จอดเรือเดินทะเลชายฝั่ง  เรือลำที่เราโดยสารไปนี้เป็นเรือไม้ขนาดไม่ใหญ่โตนัก  ข้าพเจ้าจำชื่อเรือไม่ได้เสียแล้ว  เราทั้งสามเลือกได้ดาดฟ้าตอนหัวเรือเป็นชัยภูมิ  เพราะค่อยห่างไกลจากเสียงอึกทึกโกลาหลของการขนสินค้าขึ้นบรรทุกระวาง  ตลอดจนเสียงพูดคุยของเพื่อนโดยสารร่วม  ทั้งแขก  ไทย  จีน  เราขอเช่าเตียงผ้าใบสำหรับนอนจากคนเรือได้  ๓  เตียงครบตัวคน  เป็นอันว่า  เราตระเตรียมพร้อมแล้วก็จะตระเวนท่องทะเลไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางของเรา  บนเรือขณะนี้ยังคงสับสนวุ่นวายอยู่  ทั้งการขนสินค้าขึ้นจากเรือลำเลียง  ลงบรรทุกระวางเรือใหญ่  และความชุลมุนของผู้โดยสารซึ่งมีสินค้าติดตัวจัดวางข้าวของ  ตลอดจนจองที่ทางเพื่อรอนแรมไปในทะเล

     เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. เศษ  เสียงคนบนเรือร้องว่า จุ้นจู๊  มาแล้ว”  เรามองออกไปกลางน้ำ  เห็นเรือจ้างลำหนึ่งแจวมุ่งตรงมาที่เรือใหญ่  ภายในเรือมีชายจีนวัยกลางคนยืนมากลางลำ  พร้อมกับชาวจีน  ๓-๔ คนนั่งมาด้วยบุคลิดลักษณะของผู้ที่เรียกกันว่า จุ้นจู๊นี้ภูมิฐาน  ส่อให้เห็นว่าเป็นผู้มีเงินพอกับความเฉลียวฉลาดค่อนข้างเจ้าเนื้อ  เตี้ยๆสวมกางเกงแพรดำ  สวมเสื้อนอกกระดุม  ๕  เม็ด  ซึ่งเป็นเครื่องต่างกายที่นิยมกันในสมัยนั้น  เมื่อขึ้นมาบนเรือแล้ว  จุ้นจู๊”  ก็ตรงเข้าซักถามคนจีนซึ่งเป็นพนักงานสินค้าของเรือ  พูดจากกันอยู่ครู่หนึ่ง  ขณะที่กัปตันหรือนายเรือก็สั่งให้กว้านสมอขึ้น  อีกสักครู่เดียวระฆังสัญญาณก็ดังขึ้นในห้องเครื่อง  อันเป็นคำสั่งให้เครื่องที่กัปตันส่งจากสะพานเดินเรือ  เรือถอยหลังเดินหน้าอยู่สองสามครั้งก็ตั้งลำตรง  แล้วใช้จักรมุ่งตรงไปตามลำน้ำ  เพื่อบ่ายหน้าออกทะเล  ซึ่งเป็นเวลาประมาณ  ๑๔.๐๐ น. เศษ

     เวลาผ่านไป  ขณะที่เรากำลังเพลิดเพลินอยู่กับทิวทัศน์สองฟากแม่น้ำก็มีคนเรือ ๒ คน  เป็นจีนคนหนึ่ง  ไทยคนหนึ่ง  คนจีนเป็นคนเก็บเงิน  คนไทยเป็นเสมียนเขียนตั๋วโดยสารมาเก็บค่าโดยสาร  เราต้องจ่ายค่าโดยสารเรือคนละ ๔ บาท  ต่อมาสักครู่หนึ่ง  ก็มีคนจีนอีก  ๒-๓ คน  ยกกระบะไม้ทาสีแดงมีกับข้าว  และถังไม้ใบใหญ่ใส่ข้าวขึ้นมาวางเรียงบนดาดฟ้า  คนโดยสารก็พากันเข้ายกกระบะซึ่งใส่ข้าว  พร้อมทั้งตักข้าวใส่ชามเอามาแบ่งกันรับประทาน  อาหารนี้เป็นอาหารที่ทางเรือจัดหาให้ผู้โดยสารโดยไม่คิดมูลค่าอีก  อาหารมื้อนั้นมีผัดผักเปล่า ๆ สีเขียว ๑ จาน ไข่เค็ม ๑ จาน  และปลานึ่ง ๑ จาน  แม้ว่าอาหารมือนั้นจะเป็นอาหารธรรมดาที่มีราคาถูก  แต่เราก็รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย  หลังจากอาหารมือเย็นแล้ว  เราก็นั่งชมวิวริมฝั่งเจ้าพระยาทั้งสองข้าง

   เรือผ่านพระสมุทรเจดีย์เมื่อดวงอาทิตย์ลับทิวไม้ไปแล้ว  เหลือแต่แสงอยู่ขอบฟ้าเบื้องตะวันตก  แล้วก็ผ่านป้อมพระจุลฯ   วิ่งออกร่องสันดอนกระทั่งผ่านสถานีวัดน้ำหรือที่เรียกกันทั่วไปว่ากระโจมไฟนั้น  แสงตะวันสิ้นไปแล้ว  แสงไฟที่กระโจมเริ่มทำงานเปิดปิดเปิดช่วงเป็นระยะ  เพื่อให้เป็นที่สังเกตที่หมายของชาวเรือทะเลทั้งหลาย  ความมืดปกคลุมอยู่ทั่วไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่  เรามองไม่เห็นฝั่งแล้ว  หันมาดูทางทิศที่ตั้งของกรุงเทพฯ เห็นแสงไฟสว่างขึ้นจับขอบฟ้า  เสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้องอยู่เป็นจังหวะสม่ำเสมอยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง   แต่อย่างน้อยเราก็ได้ยินอยู่เป็นเวลาถึง ๔ ชั่วโมงแล้ว   จึงรู้สึกค่อยชินหูขึ้นบ้าง  เราต่างคนต่างเอนกายลงบนเตียงผ้าใบในลักษณะเดียวกับผู้โดยสารอื่น ๆ  แต่ก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่เอนกายอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่กับพื้นดาดฟ้า  แล้วข้าพเจ้าก็หลับผล็อยไปด้วยความอ่อนเพลีย

     รู้สึกตัวตื่นขึ้นหลังจากที่ได้หลับไปนาน  ได้ยินเสียงเอะอะโครมคราม  ผู้โดยสารต่างพากันลุกขึ้นจัดแจงเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวขึ้นบก  ข้าพเจ้าเห็นตะเกียงสองดวงแขวนอยู่กลางลำเรือ  จึงรีบปลุกเพื่อนทั้งสองที่ยังหลับสนิทให้ตื่นเพื่อเตรียมตัว  เรือถึงท่าที่หมายปลายทางของเราแล้วนายเรือเปิดหวูดสัญญาณ  เสียงดังสนั่น  เพื่อให้ผู้คนที่อยู่บนฝั่งรู้ว่าเรือได้มาถึงแล้ว  ต่อจากนั้นเรือก็ค่อยๆแล่นเข้าเทียบท่า  เป็นสะพานไม้ยาวยื่นออกมาจากฝั่ง  ได้สร้างเป็นสะพานไว้ยาวมากสะพานหนึ่งสำหรับใช้เป็นท่าเรือเดินทะเลจอดเทียบ  เมื่อเรือจอดท่าเรียบร้อยแล้ว  กะลาสีเรือก็ยกไม้กระดานยาวพาดต่อจากเรือไปที่ท่าเพื่อให้คนโดยสารขึ้น  ผู้โดยสารบางคนเห็นดึกแล้วก็นอนค้างในเรือ  รุ่งเช้าจึงจะขึ้นฝั่งก็มี  ผู้โดยสารที่จะขึ้นท่านี้รวมทั้งเราสามคนก็จัดแจงขนสัมภาระขึ้นบก  ที่สุดเราก็เหยียบดินแดนชายทะเลแห่งนี้  ซึ่งเลือดน้ำเค็มของนักสู้แผ่ซ่านอยู่ทุกตัวคน  จนได้ขนานนามว่า เมืองนักเลง

     ข้าพเจ้าว่าจ้างกุลีท่าเรือคนหนึ่งให้ช่วยขนสัมภาระหีบห่อกระเป๋าเดินทางเราไปยังโรงแรมชั้นดีสักหนึ่งแห่ง  เพราะทราบว่าระยะทางจากท่าเรือไปตลาดนั้นไกลไม่ใช่น้อย  เราเป็นบุคคลหน้าใหม่สำหรับเมืองนี้เสียด้วย  สะพานท่าเรือนั้นยาวสมชื่อจริง ๆ อาศัยแสงสว่างจากตะเกียงที่เขาจุดไว้เป็นระยะ เราจึงพอเดินได้สะดวก  แต่กว่าจะถึงฝั่งหรือเขตตลาดเราก็มีอันถึงเหงื่อออกโทรมกาย  จีนกุลีท่าเรือที่ขนของของเราพาเราไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร  จีนกุลีบอกพวกเราว่า  เป็นโรงแรมดีที่สุดซึ่งพอจะหาได้ในเมืองนี้  เราตกลงขอเช่าคนละหนึ่งห้อง  เป็นห้องที่มีเตียงเดียวสำหรับคนพักได้คนเดียว  เมื่อจัดสิ่งของในกระเป๋าออกเรียบร้อยแล้ว  ก็อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จเอาเกือบเที่ยงคืน  เราจึงพากันเข้าห้องนอน  และหลับได้เร็วกว่าปกติรวดเดียวตลอดคืน  เนื่องจากความเหนื่อยอ่อนเพลียมาตลอดระยะทาง


     รุ่งเช้าเราตื่นนอนแล้วก็แต่งตัวออกเดินชมบ้านเมือง  และหาอาหารรับประทานที่ร้านใกล้บริเวณตลาด   ข้าพเจ้าจะของดไม่กล่าวถึงสภาพบ้านเมือง  หรือการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ  ให้เป็นการเสียเวลาของท่านผู้อ่าน  จะขอนำท่านไปสู่เหตุการณ์อันเป็นจุดหมาย  และวัตถุประสงค์ของเรื่องนี้เลยทีเดียว

     รุ่งขึ้นเช้าวันหนึ่ง  หลังจากได้ตระเวนชมบ้านเมืองจนจุใจแล้ว  ข้าพเจ้าก็กลับที่พักอาบน้ำชำระร่างกาย  ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ  ทั้งสองชวนข้าพเจ้าออกเดินไปเที่ยวแถวหน้าโรงภาพยนตร์หรือโรงลิเกก็จำไม่ได้แน่  ข้าพเจ้าขอตัวหยุดพักผ่อนเข้านอนก่อนเพราะเวลากลางวันได้เที่ยวมาอย่างสุดเหวี่ยงแล้ว  อ่อนเพลียมาก  เมื่อทั้งสองคนเห็นว่าข้าพเจ้าไม่ตกลงไปด้วยก็พากันออกไปเที่ยวตามลำพัง  ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็เข้านอนแล้วก็หลับไปเพราะความเหน็ดเหนื่อย   จะหลับไปนานเท่าใดไม่ทราบ  มาตกใจตื่นเมื่อเสียงทุบประตูห้องแทบจะพังทลาย  เรียกให้ข้าพเจ้ารีบเปิดประตูโดยเร็ว  ข้าพเจ้าผุดลุกขึ้นมาเปิดประตูเห็นเพื่อนทั้งสองของข้าพเจ้าผลีผลามเข้ามาในห้อง  ข้าพเจ้าตกตะลึงไปชั่วครู่  เพราะเครื่องแต่งกายเปรอะเปื้อนยับเยิน  หน้าตาฟกช้ำบวมปูดเขียวโปผมยุ่งเป็นกระเซิง  ข้าพเจ้าเดาไม่ผิดว่าคงจะต้องเกิดการต่อสู้กับใครมาอย่างทรหดทีเดียว  จึงรีบซักเรื่องราวทันที

     คนหนึ่งก็เล่าให้ฟังอย่างเลา ๆ ว่า  เมื่อเดินทางไปเที่ยวบริเวณหน้าโรงมหรสพ  บังเอิญพบหญิงผู้หนึ่งเคยอาศัยอยู่ที่บ้านกรุงเทพฯ  แล้วก็หลบหนีไปจากบ้านพร้อมกับขโมยเอาสิ่งของมีค่าบางอย่างติดตัวมาด้วย  เมื่อมาเจอกันเข้าเช่นนั้น  ในขั้นแรกก็พูดจากันด้วยดี  พอถึงตอนทวงของคืนก็เกิดกลายเป็นโต้เถียงกัน  ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าคงจะมีเหตุอะไรอย่างอื่นอีกหลายอย่างที่ไม่ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง  อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นเห็นว่าเป็นการข่มขู่รังแกผู้หญิง  จึงช่วยกันกลุ้มรุมเล่นงานเพื่อนข้าพเจ้า                                   

      ข้าพเจ้าไม่มีเวลาจะซักถามอะไรให้ละเอียดนัก  เพราะคนทั้งสองบอกว่า  ขณะนี้มีชายฉกรรจ์ล้วนท่าทางเป็นนักเลงติดตามมาซ้ำเติมอีกเดี๋ยวนี้กำลังดักอยู่ข้างล่าง  ข้าพเจ้าจึงจัดการปิดประตูลั่นกุญแจห้อง  สั่งสองคนว่าให้ดับไฟนอนอย่าส่งเสียงดัง  ทำประหนึ่งว่ายังไม่กลับมาทั้งสองห้อง  ข้าพเจ้าคิดว่า  ถ้าจะต้องพึ่งบารมีตำรวจคุ้มครองป้องกันภัยเสียแล้ว  แต่ตรองไปอีกที  นึกว่าน่าจะเกิดการเข้าใจผิดกันสักอย่างคงพอจะปรับความเข้าใจกันได้ไม่ต้องร้อนถึงตำรวจ  เฉพาะตัวข้าพเจ้าเชื่อว่านักเลงเหล่านั้นคงไม่รู้จัก  หรือแม้แต่จะทราบว่าเรามาด้วยกัน  จึงทำเดินเรื่อยลงมาชั้นล่างเพื่อสังเกตการณ์หาทางหนีทีไล่ต่อไป


     ที่หน้าโรงแรมนั้นเอง  ข้าพเจ้าเห็นชายฉกรรจ์หลายคนเดินเตร่มองเข้ามาในโรงแรมด้วยสายตาอันเหี้ยมกร้าว  สบตาข้าพเจ้าแล้วก็มองกราดเข้าไปในโรงแรมอีก  ข้าพเจ้าพยายามแสร้งทำเป็นใจเย็นเดินผ่านออกมาเสมือนหนึ่งไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องอะไรทั้งหมด

     สักครู่หนึ่งมีชายหนุ่มและกลางคนประมาณ ๒ คน  พากันขึ้นไปชั้นบนของโรงแรม  สักครู่หนึ่งก็กลับลงมา  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพูดจากคนกลุ่มนั้นอย่างชัดเจนว่า  ถ้าคงยังไม่กลับ  ต้องคอยเล่นงานให้ได้  สอนให้มันรู้สำนึกว่า  ที่บ้านเราไม่ชอบคนรังแกผู้หญิง

     ต่อมามีชายอีก ๒ คน  เข้ามาถามชายกลุ่มแรกว่า วันนี้เกิดเรื่องอะไรกันวะ ?”

     เสียงชายกลุ่มแรกคนหนึ่งตอบว่า มีโว้ย!  วันนี้ต้องสั่งสอนอ้ายนักเลงบางกอกเสียหน่อย

     ต่อจากนั้นก็พูดซุบซิบกันเบา ๆ  แล้วชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นก็บุ้ยปากมาทางข้าพเจ้า  ได้ยินพอจับความได้ว่า เฮ้ย!  อ้ายคนที่เดินผ่านไปนั้นก็พวกมัน  มันมาด้วยกันสามคน  เอามันเสียก่อนหรือไง” 

     ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น  ให้รู้สึกเสียววาบตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงขากรรไกรทันที แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือ    เดินอย่างใจเย็นผ่านไปสั่งกาแฟมานั่งดื่มอย่างไม่รู้เรื่องใดๆทั้งสิ้น แต่ในใจนั้นคิดหาทางหนีทีไล่ต่างๆร้อยแปดประการ  แต่ก็มองไม่เห็นทางใดปลอดโปร่งสักวิธีเดียว  นึกทอดอาลัยว่า  คราวนี้ช่างเข้าที่คับขันเสียจริงๆ จะหาทางให้รอดพ้นจากอันตรายครั้งนี้ได้อย่างไร  เพราะขณะนี้รอบๆตัวไม่ว่าจะเหลียวไปทางไหนพบแต่สายตาที่จ้องมาอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญทั้งสิ้น  จะมีอยู่บ้างก็น้อยคนที่มีท่วงทีเฉยๆ  แต่ก็จะหวังพึ่งอะไรจากคนเหล่านั้น  ซึ่งไม่เคยรู้จักกับพวกเรา  ใครเขาจะกล้าช่วยเหมือนจะเอามือมาซุกหีบ

     กาแฟที่สั่งมายังไม่ทันจะหมดแก้ว  ข้าพเจ้าก็รีบสั่งน้ำเลโมเน๊ตมาดื่มอีกหนึ่งขวด  เพราะเห็นว่าสถานการณ์เกี่ยวกับข้าพเจ้าไม่สู้จะดี  ที่พอจะหวังพึ่งได้ก็คือขวดน้ำเลโมเน๊ต   ซึ่งพอจะเป็นเพื่อนเมื่อในยามคับขันนี้เท่านั้น

     ขณะนี้โรงแรมชั้นล่างที่ข้าพเจ้านั่งดื่มกาแฟอยู่  มีผู้คนแต่งกายคล้ายๆกัน  ทยอยเข้ามานั่งประจำอยู่ทุกโต๊ะ  ต่างก็สั่งสุราอาหารมารับประทานกัน  สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากบุคคลที่เข้ามาใหม่ก็คือ  สายตาอันเหี้ยมเกรียมเหมือนพวกแรก  คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี  จะเดินเข้าไปพูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างลูกผู้ชายอย่างเปิดอกหรือ  ตรองแล้วตรองเล่าเห็นว่าไม่สำเร็จแน่ 

     จะพึ่งตำรวจหรือ  ข้อคิดประการหลังนี้ช้าไปเสียแล้ว  ข้าพเจ้าไม่มีหวังที่จะออกจากโรงแรมได้แน่  ทางเข้าทางออกมีแต่คนยืนปิดทางบ้าง  นั่งขวางอยู่บ้าง  ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่า  ถูกตรึงให้นั่งอยู่กับเก้าอี้เคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ทั้งสิ้น   จำเป็นเหลือเกินที่ต้องทนนั่งทำเป็นใจเย็นรับฟังคำเสียดสีท้าทายต่างๆนานา  เพื่อจะให้ข้าพเจ้าเกิดโทสะ  แต่ข้าพเจ้าทราบดีว่า  ถ้าเกิดมีโทสะโต้เถียงก็เป็นการฆ่าตัวเองชัดๆ

      สายตาเหล่านั้นมารวมจุดเดียวที่ข้าพเจ้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ  ด้วยความสัตย์จริงข้าพเจ้ากลัวก็กลัว  แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นเยือกเย็นไม่แสดงสายตาตอบปฏิกิริยาอย่างใดเลย  นั่งฟังเสมือนหนึ่งกำลังฟังเข้าเล่านิทานสนุกๆไม่เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าเลย สมองครุ่นคิดอยู่แต่ว่า  การมาเที่ยวครั้งนี้จะเป็นการหาที่เจ็บตัวของข้าพเจ้าและเพื่อนทั้งสองเสียละหรือ  

     ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงในกลุ่มใหญ่พอได้ยินว่า ข้าจะสอนไอ้หมอนี่เสียเดี่ยวนี้เลย เอาไหมวะ

     “เฮ้ย! อย่างเพิ่งไปทำอะไรก่อน  คนนี้ไม่ใช่ตัวการ  เขาคงจะยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ได้  เราต้องการแต่ไอ้สองคนนั่นเท่านั้น”   เสียงอีกคนหนึ่งห้ามไว้

     แม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะมีความหมายต่อข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็ทำเป็นนั่งไขสือ  ฟังไม่รู้เรื่องไม่สะทกสะท้าน  เรียกคนประจำโรงแรมถามว่า มีเรือที่จะออกมากรุงเทพฯ  เมื่อไหร่  อาเฮีย

     จีนคนรับใช้ประจำโรงแรมนี้  เมื่อแรกที่เรามาพักเป็นคนเอาอกเอาใจพวกเราดี  มาในบัดนี้ความเปลี่ยนแปลงของสีหน้าพลอยบอกความไม่เป็นมิตรกับข้าพเจ้าเสียอีกผู้หนึ่งแล้ว

     “จับยี่เตี้ยม”  นายนั่นแกตอบข้าพเจ้าห้วน ๆ

     ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นทุกข์และหวาดกลัว  ที่ยามนี้จะหาผู้ใดเป็นมิตรพอเป็นที่พึ่งได้ยากยิ่ง  แล้วก็มีเสียงเย้ยหยันตะโกนลอยๆขึ้น  ทำให้เสียววาบไปตลอดสันหลัง ไม่มีหวังกลับเสียแล้วโว้ยพวก

     ข้าพเจ้าทำเป็นไม่สนใจในถ้อยคำนั้น  รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนสองคนที่หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องชั้นบน  เขาคงไมได้ยินและไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์ที่กำลังวิกฤตจะเข้าถึงจุดเดือดขณะนี้  หากข้าพเจ้าโต้ตอบออกไปแม้แต่เพียงคำเดียว  โปรดกลับตานึกดูเถิดท่านที่รัก  มันจะมีอะไรเกิดขึ้น  นอกจากแหลก  ข้าพเจ้าจะต้องแหลกเหลวคามือคาเท้าของกลุ่ม มนุษย์ย่อมต้องกระเสือกกระสนให้ชีวิตรอดจนถึงที่สุดและทุกวิถีทาง  เมื่อมีภัยมาถึงตัว  ถึงหากจะไม่มีทางสู้อย่างใดเลย  แม้เพียงรำลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนเชื่อ  วิงวอนขอความคุ้มครองให้รอดพ้นจากอันตรายก็ยังดีกว่านิ่งตายอยู่เฉยๆ  ข้าพเจ้าก็อยู่ในลักษณะนี้  

     เมื่อเหตุการณ์คับขันจนนาทีสุดท้าย  จึงพลันนึกถึงที่ถึงสุดท้ายคือ  คุณพระ”  ข้าพเจ้าตั้งจิตแน่วแน่อธิษฐานเสี่ยงบุญกุศล  ตั้งแต่เกิดมาข้าพเจ้าไม่เคยก่อเวรกรรมให้ผู้ใดเดือดร้อน  หรือแม้แต่จะมุ่งร้ายปรารถนาให้ผู้อื่นพินาศฉิบหาย  ขอบุญญานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย  จงคุ้มครองให้ข้าพเจ้ารอดพ้นอันตรายครั้งนี้ด้วยเถิด

     ข้าพเจ้ากล่าวได้ว่าเป็นขณะอับจนที่สุดในชีวิต  ก็มีชาย ๓ คนเดินเข้ามาในโรงแรม  คนที่นำหน้านั้น  ข้าพเจ้ารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยเห็นที่ไหนจำไม่ได้  เขาเดินเข้ามาทักทายโต๊ะโน้นโต๊ะนี้อย่างสนิทสนมกันแซดไปหมด  แล้วชายคนนั้นก็หันมาพบข้าพเจ้า  ชะงักอยู่ไม่ถึงอึดใจ  ก็เดินตรงรี่มาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ….. ข้าพเจ้าใจหายวาบคาดไม่ถูกว่าชายผู้นี้จะมาร้ายมีดีประการใด  รีบหยิบขวดเลโมเน๊ตมารินน้ำหวานลงจนหมดคอยทีเตรียมไว้ก่อน …..

     ชายผู้นั้นเมื่อเข้ามาถึงกลับยกมือไหว้ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้ารีบกระทำตอบ  รู้สึกได้ทันทีในบัดนั้นว่า  ชายผู้นี้มีสายตาเป็นมิตรอย่างจริงใจต่อข้าพเจ้าผู้เดียว  ในสถานที่ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ร้ายดังกล่าว
     “คุณจำผมได้ไหมครับ?”  เขากล่าวก่อน

     ข้าพเจ้าตอบว่า  ขอโทษเถิดครับ  ผมจำคุณไม่ได้จริง ๆ  แต่ในความรู้สึกนั้นดูเหมือนว่าจะเคยเห็นคุณมาก่อนที่ไหนก็จำไม่ได้

     ชายผู้นั้นหัวเราะแล้วกล่าวว่า คุณพบกับผมที่ราชวงศ์  เมื่อสองปีก่อนนี้ไงครับ  นึกออกไหมครับ

     ข้าพเจ้าพยายามทบทวนความทรงจำ  ระลึกถึงความหลังเก่าๆ เมื่อ ๒ ปีก่อนโน้นในกรุงเทพฯ  แล้วทั้งน้ำเสียงท่าทีตลอดจนเค้าหน้าของเขาก็ช่วยให้ข้าพเจ้านึกออกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ……..

     บ่ายวันนั้น ……. ที่ร้านอาหารถนนราชวงศ์ไม่สู้จะมีคนมากนักเพราะเลยเวลาเที่ยงไปแล้ว  มีชายผู้หนึ่งนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะติดผนังห้องริมทางออกแต่ผู้เดียว  แกก้มหน้าก้มตารับประทานไม่ได้มองดูใครจะเข้าจะออก  กับข้าพเจ้าอีกผู้หนึ่งที่เข้ามานั่งรับประทานอยู่ในร้านนี้เป็นคนที่สอง  เรานั่งห่างกันเล็กน้อย  พอข้าพเจ้าสั่งอาหารเสร็จ  ชายผู้นั้นก็อิ่ม  เรียกจีนรับใช้มาคิดเงิน  แล้วก็ล้วงกระเป๋า  แล้วท่าสะดุ้ง  หน้าตาตื่น  ตบกระเป๋าซ้ายตบกระเป๋าขวาสีหน้าซีดเผือด เพราะแกพยายามล้วงกระเป๋าที่มีอยู่บนเครื่องแต่งกายจนหมดทุกกระเป๋า  ค้นหาจนสิ้นสงสัยก็ยังหาเงินไม่พบ  มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนใบหน้า  แกพึมพำเบา ๆ พอได้ยินว่า หายหมด  ตายแน่  ผมถูกล้วงกระเป๋าแน่ แย่จริง ๆ

     ข้าพเจ้าเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น  ก็รู้สึกสงสารและเห็นใจในความโชคร้ายของชายคนนี้จึงลุกจากโต๊ะอาหารเข้าไปหาและถามเขาว่า คุณรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าอาจจะถูกล้วงที่ไหน หรือจะทำตกหล่นไว้ที่ใด

     “ผมสงสัยมากตอนที่เดินมาตรงหัวเลี้ยวห้างราชวงศ์  เพราะมีคนเดินสวนกระทบไหล่อย่างแรงทำให้เซไป ผมไม่นึกเลยว่ามันจะไวทายาทอะไรอย่างนั้น

     ข้าพเจ้าซักต่อไปว่า ในกระเป๋าของคุณมีเงินอยู่เท่าใด

     แกตอบว่า  ห้าร้อยบาทครับ  เดี๋ยวนี้ผมหมดตัว  ค่าอาหารที่นี่ไม่มีชำระ  ค่าที่พักก็ยังไม่ได้ให้  ค่าเดินทางกลับบ้านก็ไม่มี  ผมแย่แล้ว

     คำพูดรำพันออกมา  และใบหน้าซื่อๆ  ทำให้ข้าพเจ้าแน่ใจว่าคงมิใช่เล่ห์หรือมารยาอย่างใด  รู้สึกสมเพชจับใจ  คนเราไม่เลือกไพร่  ผู้ดี  เศรษฐีหรือยาจก  ถ้ายังต้องเวียนว่ายอยู่ในโลกอันไม่เที่ยง  ก็มีโอกาสที่จะต้องพบกับความพลาดพลั้ง หรือประสบเคราะห์กรรมได้เสมอ 

     ข้าพเจ้ากระซิบกับแกว่า ไม่เป็นไรครับ  ค่าอาหารของคุณขอให้คิดรวมกับโต๊ะผมเสียเลยและสำหรับค่าเดินทางของคุณ  ผมอยากจะช่วยเหลือ  อย่านึกว่าเป็นการดูหมิ่น  ผมขอให้คุณรับเงินจำนวนนี้ไว้ด้วย  ผมยินดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในยามที่เคราะห์ร้าย

     แล้วข้าพเจ้าก็หยิบธนบัตรจำนวนยี่สิบบาทส่งให้  ชายผู้นั้นรับเงินอย่างงงๆ  แล้วยึดมือข้าพเจ้าไว้  จ้องมองดูหน้าข้าพเจ้านิ่งอยู่เป็นครู่  แววตาที่โศกเชื่อมและเลื่อนลอยอยู่เมื่อแรก  บัดนี้มีประกายแจ่มใสไปด้วยความหวัง  แม้ภายในดวงตาทั้งคู่จะหล่อเยิ้มไปด้วยอัสสุชลแห่งความปลื้มปีติ  แต่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่ามันแฝงไว้ด้วยความกตัญญูรู้คุณอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ  ยากจะอธิบายให้ชัดเจนได้  ข้าพเจ้าเห็นแกนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกจึงรีบตัดบทว่า

     “คุณลองนึกเค้าหน้าคนที่เดินกระทบไหล่คุณให้ได้  แล้วรีบตามไปให้พบตัว  เผื่อว่าเป็นโชคของคุณ  เมื่อพบแล้วก็บอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว  ก็จะได้เงินคืน  ถึงแม้จะมีหวังน้อยก็ควรจะลองพยายาม

     ชายผู้เคราะห์ร้ายนั้น  ได้พยายามถามถึงตำบลที่อยู่ข้าพเจ้า  เพื่อจะได้นำเงินมาคืนให้  ข้าพเจ้าบอกว่าอย่าต้องลำบากเลย  ไม่จำเป็นสำหรับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้  แล้วข้าพเจ้าก็เร่งให้แกรีบออกไปตามคนร้ายต่อไป 

     เมื่อแกหมดหวังที่จะทราบที่อยู่ของข้าพเจ้าแล้วแกก็จากไป  ข้าพเจ้าจัดการชำระค่าอาหารรวมกันกับโต๊ะของข้าพเจ้าแล้วก็กลับบ้าน  ต่อมาก็ลืมเรื่องราวในร้านอาหารและชายผู้นั้นเสียสนิท  และไม่เคยนึกตลอดมา

     นั่นคือเหตุการณ์ของชายผู้นี้กับข้าพเจ้าเมื่อ ๒ ปีก่อน  ที่ได้หลงลืมไปแล้ว

     บัดนี้  ชายผู้เคราะห์ร้ายนั้นกำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าข้าพเจ้า ปรากฏขึ้นในยามคับขันอับจนที่กำลังต้องการผู้ช่วยเหลือ  ข้าพเจ้าดีใจจนพูดไม่ถูก  รู้สึกเหมือนพระบนสรวงสวรรค์ทรงเมตตาปราณีประทานผู้ช่วยเหลือแก่ข้าพเจ้าอย่างทันเหตุการณ์

      เสียงเขากล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่วันนั้นผมยังไม่เคยลืมเค้าหน้าของคุณ  ผมพยายามจดจำไว้พอแลเห็นคุณ  ผมก็จำได้ทันที  ในวันนั้นถ้าผมไม่ได้คุณ  ผมก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร  เพราะญาติของผมที่อยู่ในกรุงเทพฯ  ที่ตั้งใจไปหาก็ย้ายไปต่างจังหวัดเสีย  ผมงงจนทำอะไรไม่ถูก  ไม่ทราบว่าจะไปหาใครเป็นที่พึ่งได้”  พูดแล้วก็ขอตัวไปพบกับคนในหมู่ที่กำลังกระหายเลือด  จะลงประชาทัณฑ์แก่ข้าพเจ้าซึ่งไม่มีความผิด 

     เห็นแกเดินเข้าไปพูดซุบซิบกันสักพักใหญ่รู้สึกว่าบรรยากาศค่อยผ่อนคลาย  และแจ่มใสขึ้นตามลำดับสายตาและสีหน้าที่มองมายังข้าพเจ้า  ค่อยลดความเหี้ยมเกรียมดุร้ายลงจนหมดสิ้นไป  บรรยากาศของความเป็นมิตรเริ่มมีเค้าขึ้นบ้าง

     อีกครู่หนึ่งชายผู้นั้นกลับมานั่งที่โต๊ะข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า  มีเพื่อนไปบอกว่า  คนมาจากกรุงเทพฯ  รังแกผู้หญิงที่หน้าโรงหนัง  ตนไม่ทราบว่าเป็นใครก็อยากจะมาดูหน้า  เพราะผู้หญิงคนนั้นยังได้บอกว่า  พวกเราเป็นพวกต้มมนุษย์  คงจะมาต้มคนในเมืองนี้  ความจริงผู้หญิงคนนั้นยังไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อนเลย  คงจะมาจากที่อื่น  และเดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าพักอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ  ครั้นมาเห็นข้าพเจ้าและได้ทราบว่ามาด้วยกันกับคนที่รังแกผู้หญิงคนนั้น  เมื่อเห็นข้าพเจ้าก็จำได้  จึงคิดว่าน่าจะมีการเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง  เพราะคนที่ช่วยเหลือคนในยามทุกข์ยากนั้นคงไม่ใช่นักต้มมนุษย์แน่ 

     ข้าพเจ้าจึงอธิบายให้ฟังว่า  หญิงคนที่เกิดเรื่องนั้น  ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหรือเคยรู้จักมาก่อน  เพราะไม่ได้ร่วมทางไปด้วย  เพียงแต่ได้ทราบจากเพื่อนของข้าพเจ้าที่รู้เรื่องของหญิงคนนั้นว่า  จู่ๆก็หายไปจากบ้าน  ไม่หายไปแต่ตัวเปล่าๆ  ยังนำเอาสิ่งของบางอย่างอันมีค่าติดตัวไปด้วย  เมื่อมาพบกันที่หน้าโรงหนังซึ่งเป็นการพบกันโดยบังเอิญ  จะหลบก็ไม่ทัน  จึงต้องเผชิญหน้ากัน  แล้วก็พูดกันไปพูดกันมา  จนฉุดกระชากลากแขนโดยพลการ  ในสายตาและความรู้สึกของผู้ที่ได้แลเห็น  ซึ่งไม่เคยทราบความเป็นมามาก่อน  ก็ต้องเข้าใจว่าคงจะรังแกผู้หญิง  จึงเข้าช่วยหญิงคนนั้นจนหลบหนีไปได้  เหตุการณ์ต่อจากนั้น  ก็คือสถานการณ์ตรึงเครียดอย่างที่เห็นนี้แหละ

     เมื่อผู้ชายที่รู้จักกับข้าพเจ้าได้ทราบความจริง  ก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางชี้แจงให้พรรคพวกเข้าใจถูกต้อง  แล้วเรื่องที่เกือบจะร้ายก็กลายเป็นดีขึ้นโดยฉับพลัน  เราถูกเชิญให้ไปพักบ้านของเพื่อนผู้สงบศึกผู้นั้น  ข้าพเจ้าแสดงความขอบคุณ  และขอตัวว่าอยากจะกลับกรุงเทพฯ  ในเที่ยวเรือเที่ยงคืนวันนั้น  เพื่อนผู้นั้นรู้สึกผิดหวังและเสียใจมากที่ข้าพเจ้ารีบกลับเร็วเกินไป  ไม่ทราบว่าได้มาเที่ยวถึงบ้าน  มิฉะนั้น  เขาจะขอรับรองพาไปเที่ยวทุกหนทุกแห่งที่ข้าพเจ้าต้องการ  ข้าพเจ้าต้องขอบคุณเขาอีกครั้งหนึ่ง  แล้วยืนยันว่า  ข้าพเจ้าได้ตั้งใจว่าจะกลับเรือเที่ยวนี้แล้ว  จึงขอตัวไว้โอกาสต่อไปภายหน้า  เพื่อนผู้นั้นจึงเรียกบรรดาเพื่อนฝูงชายฉกรรจ์เหล่านั้นมาให้รู้จักกับข้าพเจ้า  ในฐานะได้เคยให้ความอุปการะช่วยเหลือในยามเคราะห์ร้ายที่กรุงเทพฯ  เกี่ยวกับเรื่องถูกล้วงกระเป๋า

     ทุกคนเข้ามาแสดงความเป็นมิตร  และกล่าวคำขอโทษ  ข้าพเจ้าตอบด้วยอัธยาศัยไมตรี  มีบางคนชมด้วยใจจริงว่าเป็นคนใจเย็น  ข้าพเจ้าคิดขันอยู่ในใจ  ที่จริงความหวาดกลัวมีส่วนช่วยให้ข้าพเจ้าอดทนต่อคำรุกรานและก้าวร้าวนั้นเป็นอันมาก

     เราต่างสนทนากันฉันท์มิตรสักครู่ใหญ่  คนเหล่านั้นก็ลากลับไป  เพื่อนผู้อารีแจ้งว่าจะมาส่งข้าพเจ้าที่ท่าก่อนเรือออก ๑ ชั่วโมง  แล้วก็ลากลับไป  ส่วนข้าพเจ้าขึ้นไปห้องพัก  ไขกุญแจเปิดห้องที่ปิดขังเพื่อนทั้งสองไว้  แล้วบอกว่าได้จัดการเรื่องให้สงบเรียบร้อยไปแล้ว  ทั้งสองคนต่างรีบชิงกันถามว่า คุณแจ้งความตำรวจมาจัดการแล้วหรือ

     ข้าพเจ้าก็เรียกคนรับใช้ประจำโรงแรมมาเพื่อคิดบัญชีค่าห้องพักและค่าอาหาร  จีนคนรับใช้คนนี้  เมื่อสักครู่แสดงตนไม่ยอมเป็นมิตรให้เห็นเลย  แต่ขณะนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน  เขายิ้มย่องพินอบพิเทายิ่งกว่าเมื่อแรกมาเสียอีก  ข้าพเจ้าบอกให้คิดบัญชีรวมทุกอย่างเพื่อจะชำระเงินให้  คนรับใช้ลงไปข้างล่าง  สักครู่กลับขึ้นมาแจ้งว่า  ค่าห้องค่าอาหารทุกอย่างมีผู้ชำระให้หมดแล้ว  ข้าพเจ้าเดาไม่ผิดว่าผู้ชำระเงินให้แทนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้  นอกจากชายที่ข้าพเจ้าได้เคยช่วยด้วยเงินเพียงเล็กน้อย  ที่ร้านอาหารราชวงศ์เมื่อสองปีก่อน

     ประมาณ ๒๓.๐๐ น.  เพื่อนผู้นั้นก็มาถึง  มีสุภาพสตรีผู้หนึ่งมาด้วย  เขาแนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักว่าเป็นภริยา  ข้าพเจ้าแสดงคารวะตอบด้วยความยินดี  ภริยาของเพื่อนผู้นั้นกล่าวขอบคุณที่ได้มีใจเอื้อเฟื้อช่วยเหลือสามีของเธออย่างจริงใจว่า

     “ดิฉันเคยทราบว่าคุณเป็นผู้มีใจกรุณา  อยากจะรู้จักเพื่อจะได้ขอบพระคุณด้วยตัวดิฉันเองมานานแล้ว  เพิ่งจะได้มีโอกาสครั้งนี้

     “เป็นธรรมดาครับ”  ข้าพเจ้าตอบ  เมื่อใครพบผู้ที่เคราะห์ร้ายเช่นนั้นก็ต้องช่วยเหลือ  ผมคิดว่าไม่น่าเป็นบุญคุณใหญ่โตอะไร  แม้ไม่พบกับผม  ผู้อื่นพบเข้าก็คงให้ความช่วยเหลือเหมือนกัน”  แล้วข้าพเจ้าก็ถือโอกาสแนะนำเพื่อนทั้งสองของข้าพเจ้าให้สองสามีภรรยารู้จัก  ข้าพเจ้ามองดูเพื่อนทั้งสองแล้วอดขำในใจไม่ได้  เพราะคนหนึ่งหน้าโปปูดอีกคนหนึ่งขอบตาเขียวเห็นถนัด  ชายผู้เป็นสามีก็แสดงความเสียใจ ขอโทษแทนพวกที่ได้กระทำไปด้วยความเข้าใจผิด

     เมื่อใกล้เวลาเรือออก  คนรับใช้ก็มาขนกระเป๋าลงข้างล่าง  เราพากันเดินตามลงมา  เห็นมีผู้คนมายืนรออยู่ชั้นล่างหลายคน  จำไม่ผิดว่าท่านเหล่านั้นคือพวกที่มาคอยจะอบรมสั่งสอนพวกเราเมื่อตอนหัวค่ำ  แต่บัดนี้ทุกคนได้กลับกลายเป็นมิตรที่ดีแล้ว  ข้าพเจ้าสังเกตดูเห็นว่ามีบางคนที่ปรากฏริ้วรอยของกานต่อสู้  ใบหน้าบวมปูด  เขียวโป ด้วยเหมือนกัน  นอกจากนั้นมีชะลอมบรรจุเครื่องบริโภคอยู่หลายชะลอม  เมื่อเราออกจากโรงแรม  สามีภรรยาคู่นั้นพร้อยด้วยเพื่อนชาวเมืองคนอื่น ๆ  อีกหลายคนก็พากันตามมาส่ง  หิ้วชะลอมเดินตามมาบนสะพานยาว  กว่าจะถึงปลายสะพานยาวก็ร่วมครั้งชั่วโมง

     พอถึงเรือ  ภริยาของเพื่อนข้าพเจ้าผู้นั้นก็ฝากของให้ข้าพเจ้าสามชะลอม   และขอโทษที่เป็นเวลากะทันหันหาของที่เหมาะสมมาฝากให้ไม่ทัน  ข้าพเจ้าตอบขอบคุณที่ทำให้ต้องลำบากโดยไม่จำเป็น  และทั้งขอบคุณในการที่จ่ายค่าพักโรงแรม  อาหาร  ให้ข้าพเจ้าทั้ง ๓ คน  เพื่อนผู้นั้นยิ้มแล้วบอกว่ายังน้อยกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยช่วยเหลือยามยากมาแล้วมากมายนัก  สนทนากันอีกเพียงเล็กน้อย  เรือเปิดหวูดสัญญาณแล้วก็สั่งปล่อยเชือก  ข้าพเจ้าก็ลาผู้ที่มาส่งทั่วกัน 

     เรือค่อย ๆ  เคลื่อนที่ออกจากท่า  ทิ้งแสงไฟที่สะพานท่าเรือไว้เบื้องหลัง  พร้อมทั้งเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นหวาดเสียวไว้ด้วย  ทันใดปรากฏตัวพนักงานเรือเก็บค่าโดยสารจัดการปลุกผู้โดยสารบางคนที่กำลังหลับอยู่ให้ตื่นขึ้นชำระค่าโดยสาร  พอเก็บเรื่อยมาถึงที่เรานั่งอยู่  ข้าพเจ้าก็เตรียมหยิบเงินค่าเรือส่งให้  ข้าพเจ้าสงสัยเกรงว่าเขาลืม  ต้องหยิบเงินเดินตามไปยื่นให้ก็ได้รับคำตอบว่า  มีผู้ชำระเงินให้แทนแล้วทั้งสามคน  ข้าพเจ้าจึงทราบได้อีกว่าเป็นการกระทำของเขาผู้นั้น  ซึ่งเป็นการแสดงออกของความกตัญญูรู้คุณของเขา  เราทั้งสามหลับมาตลอดทางที่เรือวิ่งอยู่ในทะเล

     เราตื่นเอาตอนใกล้ย่ำรุ่ง  ลุกขึ้นดูเห็นเรือกำลังผ่านวัดพระยาไกรแล้ว  สักพักใหญ่ก็ถึงราชวงศ์  เรือทิ้งสมอกลางน้ำเรียบร้อย  มีเรือสำปั้นเรือจ้างเกาะอยู่รอบเรือใหญ่  ผู้โดยสารก็พากันทยอยลงเรือจ้างข้ามสู่ฝั่งพระนครพร้อมด้วยข้าพเจ้าและเพื่อนทั้งสอง  พอขึ้นจากเรือได้เราก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตน

     ข้าพเจ้ายังจดจำเรื่องนี้อยู่เสมอ  และเชื่อว่าอานุภาพของผลกรรมแห่งความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ดังที่ได้อุบัติมา  ช่วยปัดเป่าให้ข้าพเจ้าพ้นจากวิกฤตการณ์ที่จวนเจียนจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้วได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่ง  ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในกรรมดีว่า  จะต้องช่วยผู้ประพฤติปฏิบัติดีอยู่เสมอ  ดังที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาแล้ว

จบเรื่องที่๘
ขอความดีงามจงบังเกิดกับท่านผู้อ่าน
ขออุทิศแด่ท่านอาจารย์ ทองหยก เลียงพิบูลย์ เจ้าของวรรณกรรมอิงธรรมะชุดนี้

และขอขอบพระคุณท่าน พลเรือเอก ทวิชัย เลียงพิบูลย์ และทายาท(เจ้าของลิขสิทธิ์)







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น