วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กฏแห่งกรรม..เรื่องที่ ๓ สิ่งหนึ่งในน้ำใจโจร

กฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว..โดย ท.เลียงพิบูลย์
เรื่องที่ ๓ 
สิ่งหนึ่งในน้ำใจโจร 

     เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒  เล็กน้อย  มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอย่างไม่รู้จักลืมเลย   ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่าในวันนั้นเราได้นัดเพื่อนฝูงทางจังหวัดลพบุรีรวมด้วยกันทั้งข้าพเจ้าเป็นสามคน  ข้าพเจ้าได้จดหมายนัดไปเพื่อนฝูงทางจังหวัดลพบุรี  เราจะขึ้นไปเที่ยว  โดยกำหนดวันแน่นอน เวลานั้นทางสายนี้เปิดขึ้นใหม่ๆ  เป็นทางยาวที่สุดเพียงสายเดียวคือ  กรุงเทพฯ ลพบุรี

     ครั้นถึงกำหนดเวลาจะเดินทางไปจริงๆเข้า   เพื่อนทั้งสองที่นัดไว้เผอิญติดธุระสำคัญไปด้วยไม่ได้   ไม่มีทางจะแก้ไขอย่างไรได้  นอกจากจะเลือกเอาว่าจะไปหรือไม่  ถ้าไปก็ต้องไปคนเดียว  แต่ถ้าไม่ไปเพื่อนทางลพบุรีก็จะประณามได้ว่าเป็นคนเล่นตลก  ตกลงเลือกเอาว่าไปคนเดียวดีกว่า  ไม่อยากให้เสียคำพูด  เพราะจะไปนัดเพื่อนคนอื่นๆก็ไม่มีเวลาพอ จึงขับรถออกจากกรุงเทพฯไปคนเดียวแต่เช้ามืด  โดยรู้สึกไม่สนุกและเงียบเหงา  แต่เพื่อรักษาคำพูด

     เวลานั้นระยะทางจากกรุงเทพฯถึงลพบุรี  ทางไม่ค่อยจะสะดวกนัก บางแห่งถนนก็ไม่เรียบร้อย  แต่ข้าพเจ้าก็ได้ขับรถไปถึงลพบุรีโดยเรียบร้อย  เวลาก่อนเพล  ได้รับการต้อนรับจากเพื่อนผู้มีใจอารีทางลพบุรีเป็นที่พอใจที่สุด  มีการพาไปชมสวนสัตว์  ชมสถานที่ต่างๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์   พอบ่ายประมาณ  ๑๕.๐๐ น.   เพื่อนก็เตือนให้กลับ  เพราะระยะทางระหว่างเขาแถวพระพุทธบาทมีช้างป่าโทนตัวหนึ่งกำลังอาละวาดในย่านนั้น  ก่อนกลับข้าพเจ้าถือโอกาสไปเยี่ยมร้านขายของที่เคยติดต่อการค้า  มีร้านหนึ่งเจ้าของผู้จัดการขอชำระหนี้สินที่ค้างอยู่มาด้วย  ซึ่งข้าพเจ้าเองก็มิได้นึกฝันว่าจะได้เงินรายนี้  เพราะเพิ่งจะได้ส่งสินค้าไปยังไม่ทันถึงกำหนดจ่ายเงิน  จึงจำเป็นต้องรับเงินจำนวนมากนี้ซึ่งเป็นธนบัตรปลีกย่อยส่วนมาก  ต้องใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ  ซึ่งเมื่อห่อเข้าแล้วมีขนาดห่อไม่เล็กเลย  ข้าพเจ้าวางทิ้งไว้บนเบาะหลังรถ  เพื่อมิให้ใครสงสัยว่ามันเป็นธนบัตรอันมีค่า

     เวลาผ่าน ๑๕.๐๐ น.  ไปเล็กน้อย  ข้าพเจ้าก็ได้ลาเพื่อนผู้อารีและผู้ที่เคยคิดติดต่อการค้าเพื่อกลับกรุงเทพฯ  ไม่อยากให้ค่ำในระหว่างระยะทางกับเขตตำบลพระพุทธบาท  ด้วยเกรงจะพบกับช้างโทนเข้า  ข้าพเจ้ามีปืนพกออโตเมติก  ๙ มม.  กระบอกหนึ่งไปด้วย  รู้สึกว่าอุ่นใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เพราะหากพบกับพ่อช้างโทนตัวนั้นเข้า  ปืนก็ไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากจะยิงขู่ขึ้นฟ้าให้มันหนีไป  ถนนระยะนี้ไปไม่สะดวกนัก ฉะนั้น กว่าจะถึงสระบุรีก็ประมาณ  ๑๗.๐๐ น. แล้ว  ข้าพเจ้าหยุดพักเติมน้ำมัน  แวะตลาดสระบุรี รู้สึกโล่งใจที่ได้ผ่านดงช้างโทนตัวนั้นมาได้พบชายผู้หนึ่งแต่งตัวเป็นชาวชนบท  เดินเข้ามาหาในร้านอาหารและถามข้าพเจ้าว่า
     คุณครับ   คุณจะไปทางไหน

     ข้าพเจ้าตอบว่า  จะกลับกรุงเทพ

     แกบอกอีกว่า ผมอยากจะขอโดยสารไปด้วยคน  เพราะมันเย็นมากแล้ว  ไม่มีรถไปอีก  ผมมีความจำเป็นจะต้องกลับบ้านจริงๆครับ  คุณนึกว่ากรุณาผมเอาบุญเถิด

     “ตกลงจ้ะ พ่อลุง  ยินดีที่จะได้เป็นเพื่อนคุยกัน  ผมก็มาคนเดียวเท่านั้น  ขอเชิญรับประทานอาหารด้วยกัน  เสร็จแล้วจะได้ออกเดินทางเลย

     ครั้งแรกแกไม่ยอมที่จะรับประทานอาหารร่วมกับข้าพเจ้า  แต่ภายหลังเสียอ้อนวอนข้าพเจ้าไม่ได้  แกก็เลยรับประทานด้วย  นอกจากอาหารแล้วข้าพเจ้าได้สั่งสุรามาให้แกเป็นพิเศษ  ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ดื่มสุราและสังเกตดูแกออกจะระวังตัวสักหน่อย  สุราที่สั่งมาแกก็ไม่ค่อยจะรับประทานนัก  ทั้งนี้แกอาจเกรงใจข้าพเจ้าก็เป็นได้  สำหรับจิตใจข้าพเจ้านั้นไม่เคยนึกรังเกียจอย่างไร  เมื่อเรารับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วข้าพเจ้าชำระค่าอาหารเสร็จก็ชวนแกขึ้นรถ  แกรีบขนสิ่งของของแก  ชะลอม  ๑ ใบกรุด้วยใบตองสดมิดชิด  เข้าใจว่าเป็นผลไม้  มีห่อกระดาษอีก  ๑  ห่อ  และถุงผ้าใบอีก ๑ ถุง  คงเป็นเครื่องใช้  ดูแกเกรงใจข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้าให้แกนั่งข้างหน้าด้วยกัน  เราได้คุยกันถึงดินฟ้าอากาศ  เห็นว่าแกมีความรู้รอบตัวไม่แพ้คนในกรุง  การคุยกันนั้นทำให้รู้สึกสนิทสนมมากขึ้น  ตอนหนึ่งแกเอ่ยขึ้นว่า

     “ผมรู้สึกชอบนิสัยคุณ  คุณไม่เหมือนคนชาวกรุงบางคน  บางคนถือตัวมาก  นี่ผมไม่ได้ยกยอคุณ  เพราะคุณเลี้ยงอาหารผม  หรือให้ผมนั่งรถโดยสารมาด้วย  นี่ผมพูดถึงความรู้สึกในจิตใจของชาวบ้านนอกทั่วๆไปนะครับ  ผมพูดตามความจริงใจไม่ยกย่องใคร  คุณไม่เหยียดหยามใครประเดี๋ยวผมก็จะถึงที่ที่ผมจะลงแล้ว  จะพบกันอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ  หรือเราอาจจะไม่ได้พบกันตลอดชีวิต ก็เพราะเราเดินกันคนละทาง
     ข้าพเจ้ารู้สึกชอบในคำพูดของแกมาก จึงบอกแกว่า ไม่จริงหรอกพ่อลุง  โลกมันกลม  เราอาจพบกันอีกก็ได้  ถ้าพ่อลุงพบผมในถนนสายนี้หรือสายไหนก็ตาม  หากผมไม่เห็นไม่ทันได้ทักก็ขอให้ตะโกนเรียกเลยและหวังว่าคราวหน้าคงมีโอกาสได้นั่งคุยกันอย่างนี้อีก

     แกถอนหายใจยาว  แล้วพูดขึ้นด้วยเสียวเศร้า ๆ ว่า  คนเรามันอนิจจังไม่เที่ยงนะคุณ

     ข้าพเจ้าเสริมว่า จริง พ่อลุง  คนเรามันอนิจจังไม่เที่ยง  แต่ว่าถ้ามีลมหายใจตราบใด  เราก็ย่อมมีความหวังตราบนั้น

     เมื่อออกจากสระบุรีนั้น ๑๗.๐๐ น.  กว่าแล้ว ฉะนั้น ในระหว่างทางจึงค่อยๆค่ำลงทุกที  เมื่อเข้าเขตจังหวัดอยุธยา  เราก็ต้องใช้ไฟหน้าอย่างแรง  มองเห็นสิ่งหนึ่งทอดขวางถนนอยู่  ข้าพเจ้าต้องชะลอรถจนไปใกล้  จึงมองเห็นว่าสิ่งที่ขวางถนนนั้นเป็นต้นกล้วยขนาดใหญ่พอดู  ขนาดที่รถไม่อาจวิ่งข้ามไปได้  ทันใดนั้น  ก็มีชายฉกรรจ์ซึ่งแอบอยู่ข้างทาง วิ่งขึ้นมาบนถนน  ในมือมีอาวุธปืนบ้าง  บางคนก็มีมีด  บางคนก็มีตะพดล้อมหน้าล้อมหลัง  ประมาณดูคงไม่ต่ำกว่า  ๕-๖  คน  และข้างหลังรถก็ยังมี  ข้าพเจ้าไม่นึกฝันว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้โดยกะทันหัน  ยังตัดสินใจอะไรไม่ถูก  เสียงเพื่อนร่วมทางกระซิบว่า

     “ไม่ต้องกลัว  คุณเฉยๆไว้ ผมจะจัดการกับมันเอง

     ทันใดนั้น  แกก็ร้องตวาดลงไปว่า  เฮ้ย..!  อ้ายพวกนี้หยุด

     ฉับพลันนั้น  พวกเหล่าร้ายหยุดชะงัก  พ่อลุงก็เปิดประตูรถออกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

     จากแสงไฟหน้ารถและไฟฉายในมือของเหล่าร้าย ทำให้เห็นหน้าพอจะจำกันได้  เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดขึ้น คือ  พวกเหล่าร้ายนั้นเห็นหน้าชายคนที่ลงจากรถข้าพเจ้า  ต่างก็ตกตะลึงและต่างก็ร้องออกมาได้คำเดียวว่า

     “พี่

     เสียงพ่อลุงผู้นั้นพูดว่า  เออ..!  กูเอง  พวกเอ็งจะทำอะไรคุณแกไม่ได้  จะแตะต้องอะไรไม่ได้ทั้งนั้น  ยกที่กีดขวางทางออก  คุณท่านมีคุณกับข้ามาก  ข้าได้กินข้าวของท่าน  ได้อาศัยรถของท่าน  เอ้าเฮ้ย..!  ช่วยยกของให้ข้าด้วย
     แกพูดขาดคำ สมุน  ๒  คน ก็เปิดประตูขึ้นยกของอันเป็นสมบัติของสหายร่วมทางของข้าพเจ้า  ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้เหลียวไปดูว่า  เจ้าพวกนั้นมันจะทำอะไรบ้าง  ข้าพเจ้าไม่สนใจ  นึกแต่ว่าเมื่อไรจะพ้นจากที่นี่ไปได้ยิ่งไปเร็วที่สุดยิ่งดี  เสียงของสมุนรายงานลูกพี่ว่า

     “ขนหมดแล้วพี่

     ทันใดนั้น  พ่อลุง”  ซึ่งพวกเหล่าร้ายเรียกว่าพี่ก็เดินตรงมาทางข้าพเจ้า  พูดอย่างสุภาพ

     “ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณตกใจ  และขอบใจคุณมากที่เลี้ยงอาหารและให้โดยสารรถ  ขอให้คุณเดินทางโดยความปลอดภัยเถิด  ผมขอลาที่ตรงนี้แล้ว

     ข้าพเจ้าโล่งใจถนัด  พลางกล่าวขอบใจอำลาแก  เข้าเกียร์หนึ่งเร่งเครื่องยนต์   แต่แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนอีก
     “คุณครับ หยุดก่อน

     พอข้าพเจ้าห้ามล้อหยุด  ในใจนึกว่ามันเรื่องอะไรกันอีก  เมื่อไรจะไปพ้นจากแดนนรกนี้เสียที  ทันใดนั้นพ่อลุงก็เดินถือห่อกระดาษหนังสือพิมพ์พลางส่งให้ข้าพเจ้า แล้วพูดว่า

     “อ้ายเด็กมันไม่รู้มันขนของคุณลงไปด้วย  ผมต้องขอโทษ  เอาล่ะ ขอให้คุณเดินทางโดยปลอดภัยนะครับ

     ข้าพเจ้ากล่าวขอบใจแก แล้วเอาห่อธนบัตรคืนมา  มองดูห่อนั้นเวลานี้อยู่ในสภาพไม่สู้จะเรียบร้อย  เพราะกระดาษมีรอยขาดออกบางตอนทำให้มองรู้ว่าเป็นธนบัตร  มีสีเขียวๆแดงๆแลบออกมา  ข้าพเจ้าไม่ได้พิจารณาอะไรอีก  เมื่อรับจากมือแกก็โยนลงเบาะข้างหลังทำให้กระดาษขาด  เชือกที่ผูกไว้ก็ไม่สามารถคุมให้เป็นระเบียบได้  ธนบัตรเหล่านั้นก็แตกกระจายอยู่บนเบาะข้างหลังรถ  ข้าพเจ้าไม่ได้เอาใจใส่ว่า  มันจะอยู่ในสภาพอย่างไร  เร่งเข้าเกียร์เหยียบน้ำมันวิ่งเข้ากรุงเทพฯ  ทิ้งพวกสมุนและชายนั้นไว้เบื้องหลังในความมืด  ภายหลังเมื่อถึงบ้านแล้ว  ปรากฏว่าเงินจำนวนนั้นไม่ขาดหายไปเลยจนบาทเดียว

     ตราบกระทั่งทุกวันนี้  เมื่อนึกถึงเรื่องนี้  ข้าพเจ้าหัวใจสั่น  สั่นไปด้วยเหตุสองประการคือ  หวาดเสียวต่อภัยอันตราย  แต่ที่มันฝังลึกลงในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้นก็คือ  คุณธรรมอันสูงส่งของชายผู้รับสมญาว่า พี่”  ของหมู่โจร  เพียงข้าวหนึ่งมื้อกับการให้โดยสารรถ  แกก็ตอบแทนข้าพเจ้าด้วยความกตัญญูกตเวที  อันเป็นคุณธรรมสูงล้ำค่ากว่าสิ่งทั้งหลาย และสิ่งนี้ท่านคิดหรือว่าจะเป็นของหาง่ายในน้ำใจคน  อย่าว่าแต่ฝูงโจรเลยแม้ที่เรียกว่าผู้เจริญแล้วด้วยการศึกษาอย่างปัจจุบันนี้

จบเรื่องที่ ๓ 
ขอความดีงามจงบังเกิดกับท่านผู้อ่าน
และขออุทิศแด่ ท่านอาจารย์ ทองหยก เลียงพิบูลย์ เจ้าของวรรรกรรมอิงธรรมะชุดนี้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น